เสพความงามแห่งศิลปะแบบ “ตัวเป็นน็อท” ที่ “HITORI” ครีเอทีฟคาเฟ่ในเชียงใหม่
เรานั่งเพลินตากับสิ่งรอบตัวอยู่ตรงมุมโต๊ะที่ขุดลึกลงต่ำกว่าระดับผิวดิน ให้ความรู้สึกคล้ายกับอยู่ในพื้นที่ที่นักโบราณคดีขุดค้นหาหลักฐานทางประวัติศาสตร์ เพียงแต่บริเวณนี้มีแค่ร่องรอยทางศิลปะให้สืนค้นเท่านั้น ที่นี่คือ “HITORI CREATIVE CAFE” มาจากคำว่า “History” ที่แปลว่าประวัติศาสตร์ เพื่อให้ผู้คนเข้ามาใช้เวลาเรื่อยเปื่อยกับการรื้อค้นประวัติศาสตร์ทางความคิดในตัวเอง นั่งจิบเครื่องดื่ม ฟังเพลง ซึมซับงานศิลปะ พร้อมเลือกสรรโปรดักท์แฮนด์คราฟท์ฝีมือของ “ตัวเป็นน็อท (tua pen not)” หรือ “พิชากร ชูเขียว” ศิลปินและเจ้าของครีเอทีฟคาเฟ่แฟ่งนี้ไปด้วย
สิบปีก่อนเราเริ่มรู้จัก “ตัวเป็นน็อท” จากการนำวัสดุรีไซเคิลมาทำเป็นโปรดักท์ที่ใช้แนวคิดกระบวนการทางศิลปะ อย่างแต่งบ้านที่ประกอบขึ้นจากน็อทหลายๆ ตัวขึ้น งานกระเป๋าและสมุดโน้ตที่หน้าปกทำจากถุงกระสอบปะติดเข้าด้วยกัน จน “ตัวเป็นน็อท” เป็นทั้งนามปากกาในวงการศิลปะ และชื่อแบรนด์ในวงการออกแบบด้วย มาตอนนี้เขายังเป็นเจ้าของคาเฟ่สุดอาร์ทแห่งนี้ด้วย “จริงๆ แล้ว HITORI เป็นคำที่ผมประดิษฐ์ขึ้น จากความชอบส่วนตัวที่อินในความงามแบบญี่ปุ่น แล้วคำว่า History เมื่อพูดเร็วๆ ก็ออกเสียงเป็น HITORI โดยบังเอิญ ซึ่งในภาษาญี่ปุ่นมีความหมายว่า Alone เข้ากับความเป็นผมที่ใช้ชีวิตคนเดียวพอดี”
  ภายในคาเฟ่ เต็มไปด้วยงาน เฟอร์นิเจอร์ ของตกแต่งบ้าน สินค้าไลฟ์ไตล์ สินค้าแฟชั่น รวมทั้งงานเพ้นท์ของตัวเป็นน็อทด้วย ซึ่งแต่ละชิ้นมีดีเทล เรื่องราว และคาแรคเตอร์เฉพาะแตกต่างกันไป “เราชอบสร้างเรื่องสตอรี่ให้มัน ทั้งๆ ที่มันไม่มีเรื่องราว อย่างเสื้อมือสองที่เพ้นท์ลายเป็นหน้าคนตัวนี้ เราสมมติว่ามันชื่อจอห์นสัน มาจากประเทศอังกฤษ เราก็เขียนไว้ว่า Johnson come from England อีกตัวเป็น I was born in Copenhagen, Denmark. I come from Europe. ชื่อ Young Grey คือเขียนอะไรไปเรื่อยครับ”
โปรเจกท์นี้ถูกเรียกว่า “คนรื้อของ” เกิดจากความชื่นชอบรื้อหาของมือสองหรือวัสดุเก่า มาสร้างสรรค์เป็นชิ้นงานศิลปะที่มีฟังก์ชั่น “น็อทชอบไปตลาดเสื้อผ้ามือสอง ไปโรงงานแยกขยะ แล้วหาความน่าจะเป็นจากหน้างานเลย ว่าเฮ้ยวัสดุอันนี้น่าจะเป็นโคมไฟได้ อันนั้นน่าจะเป็นโต๊ะ หรือเก้าอี้ได้ แต่บางทีก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทำอะไรได้บ้าง ซื้อเก็บไว้ก่อน วันหนึ่งได้ไอเดียขึ้นมาได้อยากทำอันนั้นอันนี้ ก็ลองทดลองดู” ทำให้เราได้เห็นโคมไฟดีไซน์อาร์ททำจากเศษเหล็กเชื่อมต่อกัน โต๊ะหน้าร้านที่ส่วนท็อปมีลวดลายแปลกตาจากเท็กซ์เจอร์ของเรซิ่นที่แตกออก “ผมชอบความไม่ต้องปรุงแต่งแบบสัจจะวัสดุ อย่างงานเหล็กสนิมเกราะกรังแบบเก่าๆ ที่จะปล่อยไว้ไม่เคลือบ หรืองานปูนแบบดิบๆ ที่ไม่ฉาบผิว”
งานแต่ละชิ้นของตัวเป็นน็อทจะมีดีเทลและเรื่องราวแตกต่างกัน ตามแต่ลักษณะของวัสดุที่ได้ และตามแต่อารมณ์ความรู้สึกของตัวเขาเองด้วย ดังนั้นพูดได้ว่าผลงานทุกชิ้นของเขาถือเป็นงานลิมิเต็ดอิดิชั่นที่มีชิ้นเดียวในโลก และยังสะท้อน “ความงามในแบบน็อท” วลีติดปากประจำตัวของเขาด้วย
“ความงามในแบบผม คือ ความไม่สมบูรณ์แบบ มีความบิดๆ เบี้ยวๆ ที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันตามอารมณ์และความรู้สึกตอนนั้น เหมือนเด็กวาดรูปที่มีความบริสุทธิ์ ความสด และความอิสระในการแสดงออก ทำให้ผมไม่เคยร่างสเก็ตซ์ไว้เลยเวลาทำงาน ถ้าผิดก็ฆ่าท้ิง ลงสีทับไปทับมา”
“ความงามในแบบผม คือ ความไม่สมบูรณ์แบบ มีความบิดๆ เบี้ยวๆ ที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันตามอารมณ์และความรู้สึกตอนนั้น เหมือนเด็กวาดรูปที่มีความบริสุทธิ์ ความสด และความอิสระในการแสดงออก ทำให้ผมไม่เคยร่างสเก็ตซ์ไว้เลยเวลาทำงาน ถ้าผิดก็ฆ่าท้ิง ลงสีทับไปทับมา” อย่างเทคนิคการทำงานศิลปะแนว Semi Abstrct ของเขาก็เกิดจากการปาดป้ายพู่กันและพ่นสีสเปรย์ขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งตอบสนองต่ออารมณ์ของเขาเองที่เกิดขึ้นฉาบฉวย และฉับพลันได้มากกว่า คล้ายกับการใช้ชีวิตของเขาที่ทำอะไรฉับไวเสมอ ความงามที่ไม่สมบูรณ์แบบยังถูกถ่ายทอดมาถึงงานสถาปัตยกรรมบริเวณนี้ที่เหมือนกับงานประติมากรรม ด้วยอาคารปูนทรงกล่องพื้นผิวแบบหยาบๆ ที่เจาะผนังปูนเป็นช่องเล็กบ้างใหญ่บ้าง เหมือนภาพสเก็ตซ์ร่างด้วยมือบนกระดาษที่ถูกสร้างขึ้นจริง
แพลนประจำวันที่เยอะสิ่งของน็อทมักถูกโพสต์ลงเฟซบุ้คส่วนตัวอย่างสม่ำเสมอ แต่สำหรับแพลนในอนาคตนั้นมีแค่ “ผมอยากใช้ชีวิตด้วยศิลปะต่อไปได้ นี่คือสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแล้ว ได้ทำงานในสิ่งที่ตัวเองรัก และยังมีรายได้สำหรับเลี้ยงชีวิตด้วย พร้อมกับพัฒนาตัวเองขึ้นไปเรื่อยๆ ไม่ต้องถึงกับเป็นศิลปินระดับต้นของเมืองไทย ไม่ถึงกับได้จัดแสดงในงาน Art Biennale หรือ MOMA แค่วางแผนไว้ว่าแต่ละปีสามารถแสดงงานให้ได้อย่างน้อย 2 นิทรรศการ ซึ่งสังเกตุว่าแพลนในชีวิตของผมก็จะเกี่ยวข้องกับศิลปะทั้งหมด”
เมื่อช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เขาได้จัดแสดงนิทรรศการเดี่ยวที่ชื่อว่า “THE FUTURE ONLY” กับงานเพ้นท์ และ Installation ที่มีเอกลักษณ์ด้วยลายเส้น สีสัน และสัญลักษณ์ที่เป็นตัวเองมาเชื่อมโยงถึงความต้องการก้าวไปข้างหน้า มุ่งสู่เป้าหมายข้างหน้าเท่านั้น โดยไม่หันไปสู่สิ่งเดิมอีก และในปลายปี 2019 นี้ เขายังเตรียมสร้างสรรค์คอลเลคชั่นใหม่ออกแบบมาด้วย ซึ่งน็อทแย้มออกมาแค่ว่า “ทุกคนย่อมมีต้นแบบ นี่คือในความงามแบบผม JOE BRADLEY, CHRISTOPHER WOOL และ JEAN MICHEL BASQUIAT ซึ่งผมก็ไม่เคยปฏิเสธว่าผมได้รับอิทธิพลของใคร คนส่วนใหญ่ต่างก็หยิบสิ่งที่ตัวเองคุ้นเคยมาสร้างสรรค์กันทั้งนั้น คอลเลคชั่นล่าสุดที่ผมกำลังจะทำปลายปี มีผลกับตัวผมเองอย่างที่สุด” ซึ่งแนวคิดและหน้าตาของคอลเลคชั่นนี้จะเป็นอย่างไรนั้นต้องติดตามกัน
“ ซึ่งผมมองว่าตัวเองเป็นคนทำงานสร้างสรรค์ ไม่กล้าเรียกตัวเองว่าเป็นศิลปิน เพราะถือเป็นคำที่ยิ่งใหญ่สำหรับน็อทมาก เวลาใครมาเรียกน็อทว่าเป็นศิลปิน น็อทยังรู้สึกเขินเลย แค่เชื่อในเส้นทางที่เดิน และยืนยันในสิ่งที่ทำ เหมือนอย่างทุกวันนี้ ที่สิ่งทุกอย่างที่ทำก็เป็นตัวของน็อทเอง” : “ตัวเป็นน็อท”