
PROUDLY FEMINIST MUSICIANS.
ปีที่ผ่านมาเรารู้จักกับศิลปินหญิงหน้าใหม่มากมาย บ้างก็มีผลงานมาแล้วแต่ยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก หรือบางทีเราอาจมองข้ามชื่อของพวกเธอไปด้วยเพราะการเกิดใหม่ของวงดนตรีหลายวงบนโลกใบนี้
แต่ศิลปินหญิง 4 คนและ 1 วง ที่ IAMEVERYTHING จะพามารู้จักกันในวันนี้ หลายคนอาจจะมีข้อกังขาอยู่บ้างในงานที่อาจจะฟังยากสักหน่อย แต่เชื่อว่าด้วยฝีไม้ลายมือของพวกเธอ คงจะทำให้ต่อจากนี้ไปคุณเปลี่ยนใจมารักพวกเธอบ้าง
SASAMI – SASAMI (Domino)
Sasami Ashworth สาวลูกครึ่งอเมกัน-เกาหลี ที่เติบโตในลอสแองเจลิส ชีวิตเธอเหมือนกับเด็กวัยรุ่นทั่วๆไป ที่พ่อแม่ส่งไปเรียนเปียโน แต่เธอกลับพบว่าเครื่องดนตรีที่เธอหลงเสน่ห์มันมากที่สุดคือเครื่องเป่าอย่าง French Horn และลงเอยด้วยการเป็นครูสอนดนตรีในโรงเรียนประถมก่อนที่เธอจะมาทำงานเพลงอย่างเต็มตัว โดยการเป็นสมาชิกวงที่ชื่อ Cherry Glazerr ในตำแหน่งซินธ์ฯ
หลังจากแยกตัวออกมาจาก Cherry Glazerr เธอเริ่มหาแนวดนตรีของเธอเองที่มีซาวนด์ทุกอย่างที่เธออยากให้มันเป็นและใช้ชื่อ SASAMI สำหรับผลงานเดี่ยวของเธอ Ashworthให้ความสำคัญกับเมโลดี้มาก เพราะเธอรู้ตัวดีว่าเธอไม่เก่งเรื่องการร้องมากนัก หรือแม้กระทั่งความสามารถในการจำเนื้อเพลง “ ฉันห่วยมากถึงมากที่สุด ขนาดที่ว่าฟังเพลงของ Fleetwood Mac วนเป็นร้อยรอบ แต่ให้ตายฉันก็ยังร้องเพลงนั้นผิดๆ ถูกๆ อยู่ดี”
ในอัลบั้มนี้เรายังได้กลิ่นดนตรีแบบโพส-พั้งค์ ผสมกับดนตรีที่เธอบอกว่าเธอปราณีตมากๆและมีเพื่อนๆ ศิลปินอย่าง Devendra Banhart, Soko และ Dustin Payseur จากวง Beach Fossils มาแจมด้วย ทำให้ภาพรวมของอัลบั้มนี้แตกต่างจากที่ดนตรีที่เธอเคยทำและยืนยันได้แล้วว่าสิ่งที่เธอไม่เคยมั่นใจ กลับให้ผลลัพธ์ดีกว่าที่เธอคิดไว้จริงๆ

I Was A Window, Free, Callous
Aldous Harding – Designer (4AD)
ความละมุนละไมผสมความเวียร์ดจากศิลปินสาวชาวนิวซีแลนด์คนนี้ Aldous Harding หรือชื่อจริงของเธอก็คือ Hannah Harding เธอไม่ใช่สาวน้อยน่ารัก ดังนั้นอาจจะต้องใช้เวลากันหน่อยในการเปิดใจลองฟังงานของเธอ โดยเฉพาะอัลบั้มล่าสุดอย่าง "Designer"
ซิงเกิ้ลแรกอย่าง "The Barrel" คือความเรียบง่าย ฟังเพลินจากอะคูสติกกีต้าร์และเปียโน
ส่วนซิงเกิ้ลถัดมาอย่าง “Fixture Picture” คืองานโกธิคโฟล์ก ดนตรีฟังสบายแต่แฝงรายละเอียดของความกลัว ความงดงามแต่ไม่สดใส แววตากังวลที่เราไม่แน่ใจว่านั่นคือสิ่งที่เธอบังคับมันหรือเกิดขึ้นจากความรู้สึกของเธอที่แท้จริง บวกกับมิวสิกวีดีโอที่ได้แรงบันดาลใจสุด Surreal จาก อเลฮานโดร โจโดโรวสกี ผู้กำกับภาพยนต์ชื่อดัง เราจะได้เห็นการแสดงท่าทางเพี้ยนๆของ Hannah อยู่ในงานของเธอเป็นประจำ “หวังว่าอัลบั้มนี้จะสามารถพูดแทนความรู้สึกและตัวตนของฉัน” เธอกล่าว แต่ในความเพี้ยนนั้น Designer กลับมอบความสงบให้เราได้ผ่อนคลายได้ดีในยามค่ำคืนอย่างน่าประหลาด


Fixture Picture, Treasure, Pilot

Weyes Blood – Titanic Rising (Sub Pop)
1 ในอัลบั้มที่สวยงามที่สุดแห่งปี Titanic Rising คือความอลังการที่เราได้ยินในยุค 70's ความ Avant-Garde ที่ลงตัวกับเสียงร้องในสไตล์ Gospel ของ Natalie Mering มันคือภาพชวนฝัน อัลบั้มนี้จะพาเราไปสู้ห้วงเวลาหนึ่ง เหมือนถูกสะกดจิตและพาเราไปสู่อีกโลกโดยที่เราไม่รู้ตัว
งานลำดับที่สี่ ที่ได้โปรดิวเซอร์อย่าง Jonathan Rado จากวง Foxygen มาทำให้ความตึงเครียดในเพลงส่วนใหญ่ถูกลดทอนด้วยงานพ๊อพชั้นดี ผสมผสานสรรพเสียงของดนตรีคลาสสิกที่ไม่ทำให้เรารู้สึกเคอะเขินหรือไม่คุ้นเคยแม้แต่น้อย
ให้ลองจินตนาการว่าเรากำลังดูหนังไซไฟอวกาศ โดยมี Mering พาเราดำดิ่งอยู่ในจักรวาลอยู่ครู่ใหญ่และโอบอุ้มเรากลับมาบนโลกใบเดิมอย่างนุ่มนวลที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ หลังเพลงสุดท้ายจบลง
ไม่ง่ายที่จะรัก Titanic Rising ตั้งแต่แรกฟัง แต่มันจะติดหูและอยู่ในโสตประสาทของคุณไปอีกนาน

Movies, A Lot’s Gonna Change, Something to Believe

Molly Burch – First Flower (Captured Tracks)
“ ตอนเด็กๆ พ่อกับแม่มักจะร้องเพลงกล่อมฉันด้วยเพลงอย่าง “I Love Lucy” ก่อนนอนทุกคืน แต่พวกเขาเปลี่ยนเนื้อเพลงนิดหน่อย จาก Lucy เป็น Molly” นั่นคือความทรงจำในวัยเด็กที่มีต่อดนตรีของ Molly Burch
เธอเติบโตมาในเมืองที่มี Music Scene ที่น่าสนใจมากๆอย่างออสติน, เท็กซัส ดังนั้นงานของ Burch ก็จะเป็นการพูดถึงสภาพสังคมที่เธอถูกแวดล้อมมาตั้งแต่เกิดด้วยแง่มุมของของคนท้องถิ่นแท้ๆ
ในความสะสวยของเธอทำให้ Burch เริ่มเข้าวงการด้วยการเป็นนักแสดง หลังจากนั้นเธอก็ได้ค้นพบทักษะและความสนใจพิเศษของเธอ นั่นก็คือการเล่นดนตรี

“First Flower” คืออัลบั้มที่สองของเธอ แรงบันดาลใจจากงานของ Billie Holiday หรือ Nina Simone ทำให้อัลบั้มนี้อบอวลไปด้วยดนตรีโฟล์กละมุนละไม ที่ Burch กลับจำกัดความว่า “ความงามเหล่านั้นเต็มไปด้วยความสับสนกับอะไรบางอย่างและอารมณ์แปรปรวนของฉัน แต่ก็หวังว่าคุณจะไม่รู้สึกอย่างนั้นตอนฟังเพลงของฉันนะ”
อ้อ..แล้วก็อย่าปล่อยให้แววตาคู่สวยคู่นั้นของเธอฆ่าคุณซะก่อนที่จะได้ฟังเพลงทั้งหมดในอัลบั้มเสียล่ะ
Candy, To The Boy, Without You

Big Thief : U.F.O.F. (4AD)
บรูคลินคือเมืองที่มีศิลปินดีๆ มากมายเต็มไปหมดและ Big Thief ก็เป็นหนึ่งในจำนวนนั้น
วงอินดี้โฟล์กสุดหม่นที่หลายๆ คนคิดถึงเสียงร้องของ Adrianne Lenker นักร้องสาวสุดเท่ จากเพลงฮิตก่อนหน้านี้อย่าง Masterpiece และ Mary อัลบั้มชุดนี้คือความกลมกล่อมแต่ปวดร้าว ท่ามกลางสถานการณ์ต่างๆ ที่เธอพบเจอมาตลอดชีวิต เธอพูดถึงชีวิตในวัยเด็กที่เติบโตมาจากครอบครัวเคร่งศาสนา รายล้อมไปด้วยความกดดันต่างๆ และปัญหาครอบครัวที่รุมเร้าตั้งแต่เธออายุสี่ขวบ
การเป็นกำลังหลักและตำแหน่งร้องนำ แก่นของอัลบั้ม U.F.O.F. จึงเป็นสิ่งที่เคยเกิดขึ้นกับ Lenka เสียส่วนใหญ่ เธอใช้บทเพลงถ่ายทอดและแก้ปมปัญหาในใจมานับครั้งไม่ถ้วน

“ เราอยากจะทำเพลงแบบนี้ในช่วงเวลาที่คนฟังไม่ได้สนใจอะไรเป็นพิเศษเกี่ยวกับเรา หรือไม่ต้องโฟกัสมากแบบ เฮ้ย พวกมันคิดอะไรกันอยู่?” งานชูเกสที่นุ่มนวลผสมผสานงานอเมริกันโฟล์กล่องลอย ทำให้งานของ Big Thief มีชั้นเชิง ไม่กระโชกโฮกฮากแต่ยังคงเต็มไปด้วยนัยยะของความซับซ้อนทางอารมณ์ ที่ Lenka บอกว่า “การเริ่มต้นความสัมพันธ์ใหม่ๆ กับคนที่ฉันไม่เคยรู้จัก...นี่คือแก่นความคิดหลักๆของ U.F.O.F.” หากจะหาดนตรีที่มีจังหวะจะโคนคึกคัก นี่อาจจะไม่ใช่คำตอบ แต่ถ้าคุณอยากรู้จักหรือทดลองฟังอะไรใหม่ๆ นี่คืออีกหนึ่งงานของ Big Thief ที่คุณไม่ควรพลาดแห่งปี
U.F.O.F. , Century, Jenni