วัสดุอัดฟองอากาศที่เรียกว่า Bubble อาจเปราะบางบีบแตกได้ง่ายเมื่ออยู่เดี่ยว แต่เมื่อรวมตัวกันกลับยืดหยุ่นและแข็งแรงจนใช้เป็นวัสดุกันกระแทกได้ เช่นกับ The Bubble Art Group Space ในจังหวัดเชียงใหม่ สเปซที่อัดแน่นไปด้วยมวลแห่งความคิดสร้างสรรค์ลอยอยู่ในอากาศเหมือนออกซิเจนให้สำหรับหายใจ และเต็มไปด้วยพลังแพสชั่นของคนทำงานศิลปะที่รวมตัวเพื่อร่วมทำจุดประสงค์บางอย่างในทางศิลปะของแต่ละคนให้สำเร็จ ภายใต้โกดังที่ตั้งอยู่ท่ามกลางต้นไม้ร่มรื่นพร้อมธารน้ำไหลผ่าน สามารถเป็นได้ทั้งสตูดิโอที่ทำงาน ที่พักอาศัย จนถึงพื้นที่แสดงงานศิลปะหรือแล้วแต่ความต้องการของสมาชิกทั้ง 13 คนที่มีทั้งศิลปิน Part-Time และ Full-Time โดยมีอุน-สุรเจต ทองเจือ เป็นศิลปินหนึ่งในสมาชิก และยังเป็นผู้ตั้งต้นรวมกรุ๊ปสเปซนี้ขึ้นด้วย
  “บางคนเป็นครู บางคนเป็นช่างเซรามิก บางคนเป็นเจ้าของโรงแรม แต่ก็ยังใช้วันว่างทำงานศิลปะที่ตัวเองรักอยู่ เลยอยากให้มีเวทีหรือมีพื้นที่ให้พวกเขาได้ทำงานศิลปะหรือแสดงงาน โดยไม่จำกัดรูปแบบหรือสไตล์เลย” สุรเจตบอกเล่าถึงจุดเริ่มต้นของการรวมกลุ่ม The Bubble Art Group Space ในจังหวัดเชียงใหม่ขึ้น ที่นอกจากจะเป็นการแชร์พื้นที่ทำงาน และรวมพลังคนทำงานศิลปะเข้าด้วยกันแล้ว ยังมีรูปแบบการทำงานคล้ายกับระบบสหกรณ์ที่สมาชิกแต่ละคนจะร่วมลงเงินกองกลางไว้สำหรับเป็นค่าเช่าพื้นที่ทำงาน และร่วมช่วยเหลือสนับสนุนค่าดำเนินการต่างๆ ที่เกี่ยวกับการทำงานศิลปะให้กับสมาชิกในบางส่วนด้วย เหมือนรูปแบบของ Art Collective นั่นเอง

  หลังจากเรียนจบคณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
สุรเจตเคยเริ่มต้นทำงานศิลปะด้วยการเป็นผู้ช่วยให้กับศิลปินรุ่นใหญ่หลายท่านไม่ว่าจะเป็น ฤกษ์ฤทธิ์ ตีระวนิช, คามิน เลิศชัยประเสริฐ และ ธวัชชัย พันธุ์สวัสดิ์ ก่อนมีผู้ชักชวนให้จัดแสดงงานของตัวเอง จนถึงตอนนี้เขาก็ปักหลักใช้ชีวิตและทำงานศิลปะอยู่ในเชียงใหม่มากว่า 14 ปีแล้ว โดยมีความสนใจในงานศิลปะร่วมสมัยแนว Conceptual Art และ Art Installation ที่ไม่จำกัดเทคนิคและวัสดุในการถ่ายทอด รูปแบบงานศิลปะของเขาจึงเปิดกว้าง เช่นเดียวกับกระบวนการทำงานที่บางครั้งอาจทำงานร่วมกับสตูดิโออื่นตามรูปแบบหรือเทคนิคของงานด้วย “ยกตัวอย่างโปรเจกท์ Permanent On Temporary (ความถาวรในความชั่วคราว) ที่มีทั้งแปลน พิมพ์เขียว พร้อมโมเดลจำลองบ้านที่หน้าตาเรียบง่ายคล้ายเพิงพักคนงาน เพื่อสะท้อนกลุ่มคนชั้นแรงงานที่มีเป้าหมายชีวิตแค่ความสุขชั่วคราวอย่างการมีที่ให้พักหลับนอนแม้เป็นเพิงที่อีกไม่นานต้องถูกรื้อ ท้ิงก็ตาม โดยงานชิ้นนี้วางแผนจะสร้างขึ้นจริงบนที่ดินกึ่งสาธารณะในขนาดจริงที่ออกแบบไว้ 3x6 เมตรด้วย”

  สุรเจตอธิบายแนวคิดในการทำงานศิลปะของเขาว่ามักสลับไปมาระหว่าง Universal Thinking และ Personal Thinking “คือบางครั้งเราอาจตั้งต้นจากมุมมองส่วนตัวของเราก่อน หรือบางครั้งเริ่มต้นจากการรับรู้สถานการณ์ ปัญหา หรือเรื่องราวต่างๆ ข้างนอกรอบตัว ที่นำมาสู่ความคิดเห็นส่วนตัว การมีส่วนร่วม และผลกระทบของต่อเรื่องนั้น ตัวอย่าง การรับรู้ถึงปัญหาของบทการเรียนการสอนในประเทศไทย ที่ผมรู้สึกว่า History Learning หรือ ประวัติศาสตร์การเรียนที่ถูกส่งทอดมายาวนานมาก ทำให้บางเรื่องเรียนเดียวกันมาตั้งแต่รุ่นพ่อแม่ มาจนถึงรุ่นลูก ไม่มีการเขียนเพิ่มหรือลบออกให้ถูกต้อง จึงเป็นที่มาของผลงานล่าสุดของผมชื่อ ‘What Are We Learning’ ที่นำดินสอมาต่อกันเรื่อยๆ ให้ยาวกว่า 20 เมตร (ขึ้นอยู่กับสเปซของสถานที่จัดแสดงงาน) เพื่อสะท้อนถึงปัญหาภาพรวมของการศึกษา ที่ดินสอยิ่งต่อยาวไปเรื่อยๆ ก็ยิ่งเขียนยาก และยิ่งไม่แข็งแรง เปราะบางมากขึ้นเท่านั้น”
  ส่วนงานเพ้นติ้งแนว Abstract ชิ้นล่าสุดของเขาที่ชื่อ ‘Day by Day 1:1’ เกิดจากการตั้งคำถามเกี่ยวกับโครงสร้างค่าใช้จ่ายที่ทำให้คนต้องจำนนต่อภาษี กับค่าส่วนต่างแบบเหมารวม ไม่ว่าจะเป็นค่าเทอม และค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันที่ทำให้เงินรับมาแล้วจ่ายไปแบบวันต่อวัน “ผมนำใบเสร็จที่เก็บสะสมจากในชีวิตประจำวันประมาณ 2-3 ปี มาย่อยแล้วสร้างเป็นโครงสร้างใหม่ที่วุ่นวาย โดยขอบหนามเตยของใบเสร็จเสียภาษีก็เหมือนเป็นสัญลักษณ์ของวงล้อชีวิตที่เราจะต้องเป็นตัวหนุนโครงสร้างทางสังคมของระบบทางการเงินให้แข็งแรง (ดูเหมือนจะแข็งแรง) โดยใบเสร็จจะถูกติดทับลงบนงานเพ้นท์ Abstract อีกที”
  “ศิลปะเป็นองค์ประกอบวิชวลที่เล็กน้อยมาก ถ้าเทียบกับที่เราต้องใช้ชีวิตกันจริงๆ เป็นการนำความจริงไปทับนามธรรม ให้เป็นงานนามธรรมอีกครั้งหนึ่ง คือถ้าศิลปะมันจะสมบูรณ์ มันก็ต้องใช้ชีวิตร่วมกันด้วย และหากคิดว่าเราใช้ชีวิตร่วมกับปัจจัยสี่ที่เป็นปัจจัยหลักอาจมีความสำคัญมากพออยู่แล้ว ผมคิดว่ายังมี ปัจจัยของการศึกษาเรียนรู้ การจับจ่ายใช้สอย เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เราสามารถดำรงชีวิตอยู่ในสภาวะของโลกปัจจุบันได้”