

ในปี 2004 หนังสั้นเรื่องแรกของ ฉัตรชัย สุบรรณ เรื่อง ‘Undo Redo’ ได้รับเสนอชื่อเป็น Honorable Mention จากงาน Ratana Pestonji Award ในกลุ่ม Best Thai Short Film ก่อนจะทำงานเป็นอาจารย์สอนด้านภาพยนตร์ ที่สาขาสื่อศิลปะและการออกแบบสื่อ คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่อยู่หลายปี นับตั้งแต่ “แม่โขง โฮเต็ล” (Mekong Hotel) ภาพยนตร์เรื่องแรกที่ได้ร่วมงานในฐานะผู้ช่วยช่างภาพให้กับเจ้ย อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล เขาก็มีโอกาสได้ร่วมงานในฐานะผู้กำกับภาพให้กับงานวิดีโออาร์ต ภาพยนตร์สารคดี และภาพยนตร์สั้น ให้กับผู้กำกับมือรางวัล “คานส์” ในผลงานหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น Fireworks (Fans), Ablaze, Vapour (หมอกแม่ริม), Invisibility, Fever Room (เมืองแสงหมด) และ Blue
จุดเริ่มต้นจากคนเสพหนัง (จนหมดเกลี้ยงร้านเช่า) สู่ผู้อยู่เบื้องหลัง

จุดเริ่มต้นจากคนเสพหนัง (จนหมดเกลี้ยงร้านเช่า)
สู่ผู้อยู่เบื้องหลัง
สู่ผู้อยู่เบื้องหลัง

“เป็นคนชอบดูหนังมาก ช่วงเรียนปริญญาตรีที่คณะวิจิตรศิลป์ ภาควิชาประติมากรรม ดูหนังวันละ 3-4 เรื่องได้ ดูทุกวัน ถึงขนาดว่าดูจนหมดร้านเช่าวิดีโอ ไม่มีหนังเรื่องไหนให้ดูอีกแล้ว เราได้เปิดโลกทัศน์จากการดูหนังได้มากเลย และก็เริ่มลองถ่ายวิดีโออาร์ต จนมาช่วงเรียนปริญญาโทฯ ด้าน Media Art ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ก็ได้มาเป็นอาจารย์สอนภาพยนตร์ที่คณะ และระหว่างนั้นก็เริ่มทำงานวิดีโอทดลอง ที่ผสมผสานระหว่างศิลปะกับภาพยนตร์เข้าด้วยกัน การเริ่มต้นทำเองทุกกระบวนการทั้งกำกับ ถ่าย และตัดต่อ ทำให้ในที่สุดผมก็รู้ตัวว่าชอบอยู่หลังเลนส์มากที่สุด มุมมองที่เราเห็นจากช่องมองภาพของกล้อง มันให้ความรู้สึกเหมือนเป็นโรงหนังส่วนตัวหรือโลกส่วนตัวที่เราสร้างขึ้นจากองค์ประกอบของ ความกว้าง ความสูง แสงเงา ความคมชัดและความพร่าเลือน ซึ่งนอกจากทำงานกับพี่เจ้ยแล้ว ที่ผ่านมาก็เคยทำงานเป็นผู้กำกับภาพให้กับศิลปินหลายท่าน เช่น โฆษิต จันทรทิพย์, สุทธิรัตน์ ศุภปริญญา และ ชัยศิริ จิวะรังสรรค์ เป็นต้น”
การทำงานกับผู้กำกับเจ้าของรางวัลปาล์มทองคำ
แห่งเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์
แห่งเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์
“ช่วงรอยต่อระหว่างหนังใหญ่แต่ละเรื่อง จะเป็นช่วงที่พี่เจ้ยจะทำโปรเจกท์ศิลปะ ไม่ว่าจะเป็น
วิดีโออาร์ต หรือหนังสั้น เหมือนเป็นช่วงทดลองหาความเป็นไปได้ที่หากมีอะไรน่าสนใจก็จะนำไปใช้กับหนังใหญ่นั่นเอง การทำงานกับพี่เจ้ย เป็นประสบการณ์ท่ีน่าตื่นเต้น และสนุกทุกครั้ง จะได้อะไรใหม่ๆ กลับมาเสมอ ไม่ว่าจะเป็นความรู้ หรือทัศนคติที่มีต่อภาพยนตร์และศิลปะ และได้เห็นความพิเศษของหนัง ที่ทำให้รู้สึกต่อผลงานชิ้นนั้นต่างออกไปเลยก็ว่าได้ เมื่อเราได้เห็นว่าทุกอย่างที่อยู่ในหนังนั้นถูกคิดมาอย่างละเอียด มันมีเรื่องราวและบทที่ถูกเขียน ถูกอธิบายไว้อย่างชัดเจน ทุกอย่างส่วนใหญ่ถูกสร้างและถูกใส่เข้าไปโดยตั้งใจและระมัดระวัง จนเรารู้สึกว่ามันเป็นอย่างนั้นจริงๆ ระยะหลังเมื่อจูนการทำงานกับพี่เจ้ยได้แล้ว พี่เจ้ยก็ปล่อยให้เราวางภาพไว้ เช่น มันจะถูกเล่าด้วยภาพขนาดเท่าไหร่ เลนส์ขนาดไหน ด้วยแสงแบบไหน จากนั้นนำมาแชร์มุมมองกัน”

“มุมมองภาพที่ไม่ต้องสวยจับใจ
แต่น่าประทับใจ”
แต่น่าประทับใจ”
“สิ่งหนึ่งที่ผมจะระมัดระวังและคิดเสมอเวลาทำงาน คือ การกำกับภาพมันไม่ใช่แค่การจัดวางองค์ประกอบของภาพหรือจัดแสงให้สวยงามตามหลักสุนทรียศาสตร์แต่เพียงอย่างเดียว แต่มันต้องคำนึงถึงหน้าที่หลักของภาพในการทำหน้าที่ ‘เล่าเรื่องและสร้างความรู้สึกร่วม’ บางครั้งภาพที่ดูสวยงามจนมากเกินไป อาจทำให้เรารู้สึกถึงการประดิษฐ์ของภาพยนตร์และทำให้อารมณ์ร่วมของผู้ชมหลุดไปจากเรื่องที่กำลังดำเนินอยู่ ในทางกลับกัน มุมมองภาพที่ดูธรรมดาๆ ลงมาหน่อยอาจทำให้คนดูรู้สึกเหมือนเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นจริงตรงหน้าและมีอารมณ์ร่วมไปกับเหตุการณ์นั้นมากกว่า ในการทำงานหลายครั้งมันคือการแชร์กันระหว่างผู้กำกับและผู้กำกับภาพถึงความพอดีที่เราต้องการนำเสนอ อย่างช่วงแรกๆ ที่ร่วมงานกับพี่เจ้ย เราก็มักจะได้ยินคำว่า ‘มันดูสวยไป’ ซึ่งเราไม่เคยได้ยินมาก่อน”
ผู้ทำหน้าที่ถ่ายทอดภาพในจินตนาการ
ของผู้กำกับให้เป็นจริง
ของผู้กำกับให้เป็นจริง

“โดยส่วนตัว ผมโชคดีที่ได้ร่วมงานกับผู้กำกับหลายคนที่ให้อิสระเต็มที่ในการทำงานด้านภาพ มันเหมือนการเติมเต็มซึ่งกันและกัน เหมือนการเติมช่องว่างในการสร้างสรรค์ ซึ่งเวลาพูดคุยกันกับผู้กำกับแต่ละคน เราจะพยายามค้นหาความหมายและความต้องการลึกๆ ที่ผู้กำกับเขาต้องการที่จะถ่ายทอด เป็นส่วนที่ไม่ได้อยู่ในบทภาพยนตร์ มันอาจจะเป็นทัศนคติส่วนตัวของผู้กำกับ แล้วเราก็จะพยายามรวมสิ่งต่างๆ เหล่านั้นเข้าด้วยกันแล้วแปลงให้มันออกมาเป็นภาพที่สามารถบันทึกได้ด้วยกล้อง เป็นเทคนิค เป็นแสงและเงา เป็นชัดตื้นชัดลึก เป็นระยะใกล้ ไกล เป็นภาพที่สามารถรับรู้และรู้สึกได้ บางครั้งเราก็ไม่แน่ใจว่ามันจะออกมาเป็นยังไง ก็ต้องทดลองทำ ทดลองถ่าย แล้วก็รีเสิร์ชเพิ่มเติม แล้วเอามาคุยกันเพื่อหาความเป็นไปได้ อย่างเช่น ในหนังสั้นเรื่อง 500,000 ปี ของศิลปิน ชัยศิริ จิวะรังสรรค์ ทัศนคติทางด้านการเมือง และความทรงจำส่วนตัวของศิลปิน อาจจะเป็นเหมือนภาพของควันที่ปรากฏตัวชัดเจนเมื่อต้องแสง แล้วหลบตัวลอยนิ่งอยู่ในความมืด รอแสงไฟที่จะมากระทบอีกครั้ง หรือภาพกองไฟที่ลุกโชนอยู่บนตัวป้าเจนในหนังสั้นเรื่อง “BLUE” ของพี่เจ้ยที่เลือกใช้การถ่ายทำจริงมากกว่าการทำ CG ในขั้นตอนโพสต์ มันเหมือนการสร้างภาพซ้อนทับระหว่างความจริงกับความฝันในขณะนั้น”
ความท้าทายของการทำงานกำกับภาพ

“เวลาทำงานมันจะมีภาพที่ผู้กำกับภาพเห็นซ้อนกันอยู่สองภาพ ภาพที่กล้องกำลังบันทึกซึ่งก็คือภาพที่ปรากฏอยู่ในช่องมองภาพ กับภาพที่ถูกกันออก ก็คือภาพความจริงที่อยู่นอกเฟรม ซึ่งบางครั้งมันคือภาพของความโกลาหล มันคืออุปสรรค มันคือข้อจำกัด มันคือเวลาที่เร่งเข้ามา มันอาจจะไม่ใช่ภาพที่สวยงาม ความท้าทายของมันคือ บางครั้งเราต้องหลับตาข้างนึงเพื่อที่จะมีสมาธิจดจ่อกับภาพที่อยู่ในเฟรม แต่ในบางครั้งเราก็ต้องเปิดใจ เปิดตาอีกข้างรับความจริงที่อยู่ด้านนอก ความเป็นไปได้ใหม่ๆ มันเหมือนการประนีประนอมระหว่างความต้องการที่สมบูรณ์แบบกับความสัมพันธ์ของความจริงที่อยู่รอบตัว”
“การถ่ายทำภาพยนตร์มันเป็นกระบวนการที่อาศัยความสัมพันธ์และความร่วมมือกันของทีมงานหลายฝ่าย มันอาศัยความสัมพันธ์ระหว่างความฝันกับความจริงของเวลาและทุน คุณไม่สามารถถ่ายภาพที่ดีได้ด้วยตัวคุณเอง คุณต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจจากทีมงานทุกฝ่าย”
“การถ่ายทำภาพยนตร์มันเป็นกระบวนการที่อาศัยความสัมพันธ์และความร่วมมือกันของทีมงานหลายฝ่าย มันอาศัยความสัมพันธ์ระหว่างความฝันกับความจริงของเวลาและทุน คุณไม่สามารถถ่ายภาพที่ดีได้ด้วยตัวคุณเอง คุณต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจจากทีมงานทุกฝ่าย”


