การเดินทางไป Peru และ Bolivia สู่ดินแดนอินคาบนที่ราบสูงแห่งอเมริกาใต้ ไปมา 2 ประเทศ แต่เหมือนไปมาแล้วทั่วโลก (Pisac Castel, Pisac Market, Salt Mine, Moray, Rainbow Mt.)
Contributor, Writer :
EVERYTHING TEAM
Photograph :
Nipat Charoenpala,
Suppaporn Tantivasin
ความเดิมที่แล้วหลังจากเดินทางยาวนานจนมาถึง Aguas Calientes เพื่อนั่งรถบัสขึ้นไปชม Machu Picchu ท่ามกลางเมฆหมอกยามเช้า
แวะทานอาหารพื้นถิ่นกับวิวเทือกเขาแอนดีสดื่มบรรยากาศอีกหน่อย ก่อนเราเดินตามเนินของขั้นบันไดลงมา
ภูมิปัญญาล้ำหน้าของอินคาคือการปรับพื้นที่ตามเนินภูเขาเป็นขั้นๆ เช่นเดียวกับที่เราคุ้นกับภาพ “นาขั้นบันได” นั่นเอง นอกจากนี้ทุกขั้นยังทำระบบระบายน้ำมาตั้งแต่เกือบ 600 ปีมาแล้ว
บ้านโบราณที่นี่มีสองชั้น ชั้นล่างไว้นอนชั้นบนไว้เก็บเสบียง การใช้งานค่อนข้างตรงข้ามกับคอมมอนเซนต์ของเราอยู่บ้าง แต่การอยู่บนเนินเขาทำให้ไม่ต้องมีบันได วิธีขึ้นชั้นบนคือต้องเดินออกนอกบ้าน เดินขึ้นเนินเพื่อขึ้นชั้นสอง ส่วนฐานของบ้านทำจากหิน ก่อมาเป็นผนัง และใช้หญ้าแห้งปูหนาๆ เป็นหลังคา บ้านเรือนทั่วไปกับสถานที่ตามความเชื่อของอารยธรรม มีความแตกต่างที่เห็นได้ชัดจากการเรียงหิน คือสิ่งก่อสร้างทั่วไปจะเรียงหยาบมาก แต่เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์จะค่อยๆ เรียงเห็นเท่าๆ กันไล่ขนาดไป ประณีตมาก
ขามาเราขึ้น Machu Picchu ด้วยรถบัส แต่ขากลับเราตัดสินใจเปลี่ยนบรรยากาศเดินกินลมชมวิวลงกันไปที่หมู่บ้าน Aguas Calientes ที่เรา Check-out ออกจากโรงแรมแล้วแต่ฝากของไว้ ประหยัดเวลา และแรงกว่าการเดินขึ้น ระหว่างทางก็จะสวนกับเหล่านักท่องเที่ยวขาไปอยู่บ้าง จนมาถึงสะพานข้ามแม่น้ำอันถือเป็นจุดเริ่มต้นแรกๆ ของเส้น Trekking ก่อนกลับไปเอากระเป๋าที่โรงแรมไปสถานีรถไฟ

เรานั่งรถไฟออกจาก Aguas Calientes ยามบ่ายของวัน ผ่านเส้นวิวอลังการกลับไปตั้งหลักที่เมือง Ollantaytambo แสนสงบก่อนเดินทางไปจุดหมายในวันถัดไป
ประสบการณ์แปลกใหม่ของเราเกิดขึ้นที่นี่ เราได้ทานใบโคคาที่ปรุงสดๆ เสิร์ฟบนจาน พร้อมได้ชิมลูกอมใบโคคาที่ทุกอย่างเป็นไปอย่างถูกกฎหมาย พื้นรสชาติของมันจะออกขมๆ แต่เมื่อมาปรุงกับรสอื่นให้ตัดกันมันก็แปลกดี คนที่นี่เขากินกันเป็นสมุนไพร มีบริการไว้ให้ทุกที่พัก วิธีการทานแบบสดสามารถเอาเคี้ยวและอมเหมือนกินหมากบ้านเรา หรือเอาใส่ในน้ำร้อนดื่มเป็นชา แต่อย่าเผลอเอากลับมาเป็นของฝากใครเข้าหละ
เหมืองเกลือแห่งอินคา
เราออกเดินทางแต่เช้าเพื่อไป Sacred Valley (หุบเขาศักดิ์สิทธิ์) หรือ Urubamba ซึ่งแต่ก่อนคือเมืองหลวงของอินคา เพราะบริเวณนี้คือแหล่งท่องเที่ยวสถานที่โบราณของแถบนี้ เรามุ่งไปที่ Chincherros หมู่บ้านโบราณที่ทอผ้าแบบโบราณบนหุบเขากันก่อน เราพบว่าแหล่งที่เป็นหมู่บ้านคนสร้างเมื่อแทรกอยู่ตามทางลาดชันของเขาแล้ว จะต้องมีส่วนประกอบเป็นแปลงการเกษตรเป็นขั้นบันไดของชาวบ้านอยู่ด้วย แต่เนื่องจากพื้นที่ได้กลายเป็นโบราณสถานแล้ว จึงไม่เห็นการเพาะปลูกใดๆ เกิดขึ้นอีก
ในหมู่บ้านทอผ้าโบราณสิ่งที่เราไม่ได้ตื่นตากับการทอผ้าหรืองานฝีมือ จักรสาน หรือผ้าทอที่ขายเป็นของที่ระลึกอยู่ อาจเพราะลายมันอารมณ์เดียวกันกับพวกผ้าของชาวเผ่าทางเหนือของบ้านเราที่คุ้นเคย งานนี้ไบร์ทจัดเสื้อผ้ามาจากไทยมาใส่เนียนๆ ที่นี่เองเลย

ในที่สุดไบร์ทก็ได้เจออัลปากาตัวเป็นๆ แล้ว ได้เจอพร้อมกับยามา มายืนเปรียบเทียบให้เหล่านักท่องเที่ยวรู้ๆ กันไปเลยว่าใครเป็นใคร อันที่จริงมันก็คือบริการยืนถ่ายรูปกับสัตว์เลี้ยงของคนพื้นเมือง เหมือนตามแหล่งท่องเที่ยวในบ้านเรานั่นแหละ เพื่อให้ทุกคนได้สมหวังกับรูปคู่ ก็จ่ายกันไปคนละเล็กคนละน้อย
เมื่อออกมาจากหมู่บ้าน Chincherros เราเดินทางไปเหมืองเกลือโบราณก่อนยุคอารยธรรมอินคา ที่ยังคงใช้มาอยู่จนถึงทุกวันนี้ Maras มีที่ตั้งของเหมืองต่ำกว่าบริเวณลาดเขาทำให้เกิดภูมิทัศน์อันแปลกประหลาด ถ้ามาในช่วงพฤษภาคมจนถึงธันวา ฤดูที่มีการระเหยของน้ำมาก แสงแดดที่ส่องสะท้อนประกายของผลึกเกลือยิ่งจับให้ภูมิประเทศบริเวณนี้จะสวยจนแสบตาไปเลย

Maras เป็นเหมืองเกลือที่มีมากกว่า 3,000 บ่อ จำนวนมากตั้งลดหลั่นกันเป็นขั้นบันได แต่ละบ่อตั้งอยู่ในจุดที่ต่ำกว่าบริเวณลาดเขาแอนเดียนด้านท้าย น้ำแร่ที่ไหลเวียนมีแหล่งกำเนิดจากน้ำพุร้อน Qoripujio Spring เป็นลำธารน้ำเค็มตามธรรมชาติ บางครั้ง บ่อเกลือก็มีสีต่างๆ กันไป เช่น สีเหลือง สีขาวและน้ำตาล แม้ว่าจะได้รับน้ำจากแหล่งเดิมตลอด ปกติเราจะคุ้นกับเกลือขาวละเอียดสำหรับปรุงอาหารซึ่งผ่านขั้นตอนที่ทำให้สูญเสียแร่ธาตุหลายชนิดไป ส่วนเกลือสีชมพูเป็นเกลือยอดนิยมของคนเปรู นอกจากนี้ยังมีเกลือสีน้ำตาลที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุและเกลือสีเหลือง

เป้าหมายสุดท้ายของวันซึ่งมีที่ตั้งไม่ไกลจาก Maras เท่าไหร่นัก
บรรยากาศและทัศนียภาพระหว่างการเดินทางไป Moray นั้นดีมากๆ เรานั่งรถผ่านทุ่งหญ้าที่มีเทือกเขาเป็นพื้นหลังแม้จะเห็นเมฆฝนในบางจุดแต่เมื่อไปถึง Moray แสงก็สวยมากเช่นกัน
Moray เป็นโบราณสถานหน้าตาละม้ายพื้นที่กสิกรรมขั้นบันไดของอารยธรรมอินคา ที่ยังจำกัดวัตถุประสงค์ของสถานที่ไม่ได้ แม้ลักษณะคล้ายกันแต่องค์ประกอบและรูปร่างของสถานที่เสมือนมีเป้าหมายในการปลูกสร้างมากกว่าที่อื่น หนึ่งในข้อสันนิษฐานคือ Amphitheater หรืออีกหนึ่งความเชื่อเป็นเรื่องของสถานที่ที่ได้อิทธิพลของมนุษย์ต่างดาวนั่นเอง
กลับมาพักตั้งหลักที่ Ollantaytambo
มื้อเย็นวันนี้เราออกมาเดินสำรวจ และลองหาร้านอาหารในเมือง จนพบร้านอาหารพื้นเมืองที่น่าสนใจของที่นี่ เราทดลองสั่งบางเมนู และค่อนข้างคาดหวังกับนามสกุล The World Restaurant Awards 2019 ของร้านพอๆ กับหน้าตาของมันมาก กลายเป็นว่ารู้สึกผิดหวังอยู่หน่อยๆ ไม่รู้เราสั่งเมนูที่ไม่ค่อยถูกปากหรือรสชาติมันไม่โดนคนไทยแบบเราเท่าไหร่ เอาเป็นว่าอย่างน้อยก็ได้เรียนรู้แล้วว่า ถ้าต้องอยู่เปรูนานกว่านี้อาจจะต้องฝึกลิ้นกันใหม่หน่อยแล้ว
ตามแผนเดิมนั้นอีกสองวันของก่อนการเดินทางไป Bolivia เราจะต้องเข้า Cuzco เพื่อมาทำวีซ่าที่สถานทูตเข้าประเทศ แต่สถาณทูตปิดวันอาทิตย์ซึ่งเป็นวันที่วางแผนไว้พอดี เราจึงสลับแผนระหว่างสองวันก่อนเปลี่ยนประเทศแทน
ดังนั้นจาก Ollantaytambo ก่อนเข้า Cuzco เราจึงไปทัวร์ Rainbow Mountain แล้วไปทำวีซ่าในวันถัดไป
เธอเห็นเขาสายรุ้งนั่นมั้ย?
Vinicunca หรือ Rainbow Mountain เป็นโปรแกรมที่ต้องยกให้พี่เขาทั้งวัน เพราะมันทรหดจริงๆ
ทั้งระยะเวลา เส้นทาง ระดับความสูง โหดสุดของทริปนี้เลย เราซื้อทัวร์ที่เปิดบริการแถวนั้นเดินทางด้วยม้าซึ่งมีชาวพื้นเมืองเป็นคนจูง คนที่นี่เขาเดินกันตัวปลิวเหมือนเวลาเราเดินเล่นในห้างในเมืองยังไงยังงั้น
วันนี้ก็เป็นอีกวันหนึ่งที่อากาศดี วิวสองข้างทางเป็นวิวที่ตื่นตาตื่นใจ จากภูมิประเทศสีเขียวขจี มาเป็นหิน เป็นหิมะ จนเป็นทรายหลากสีจากแร่ธาตุ ไต่ระดับความสูงจากลานจอดรถ เทียบเท่ากับ Everest Base Camp เรารู้สึกใกล้ชิดธรรมชาติมาก ถ่ายรูปเพลินไปอีก
แต่ยิ่งไต่สูงทางยิ่งชัน ทางม้าเดินกับไหล่ทางแทบจะแยกกันไม่ออก หวาดเสียวซะจนไม่กล้ายื่นไม้ยื่นมือออกไปไหน แม้แต่รูปก็ไม่อยากถ่าย ให้จับอานม้า นั่งเฉยๆ ก็เหนื่อยแล้ว อากาศหนาว ลมแรงแต่มือนี่แฉะเหงื่อไปหมด ออกซิเจนน้อย จนปอยเริ่มหน้าซีด ในขณะที่เก่งโดนร้านอาหารระดับโลกทำพิษ แต่ใช่ว่าไบร์ทที่เคยผ่าน Everest มาแล้วจะโอเคกับสภาพภูมิอากาศ ภูมิประเทศทั้งหมด
ปรากฏว่ายิ่งสูงเรายิ่งเจอฝูงอัลปากาเต็มไปหมด เห็นพวกมันจนเบื่อหน้าเต็มแก่แล้ว
บนภูเขาสายรุ้งนี้เหม็นหน้าอัลปากาที่สุด
พอถึงจุดลงม้าแล้วเดินขึ้นมาอีก (ไม่) หน่อย ปอยลงไปกองกับพื้นเลย เทแล้ว อาการไม่ดี ไปต่อไม่ได้แล้ว
ภูเขาสายรุ้งอยู่บนนั้นใจมันนิ่งไม่ไหวแล้ว
เหลือเก่งกับไบร์ท ต่างคนต่างกั้นใจเดินขึ้นไปเพื่อชมจุดชมวิวที่เห็นการไล่สีของภูเขาแต่ละลูกได้ชัดที่สุด ให้สมกับความทรมานของการเดินทางมาถึงที่นี่
เก่งนำไปถึงก่อน รีบมาก
ไบร์ทช้าหน่อยแต่ก็พอที่จะเก็บรูปกลับมาได้มากกว่าชาวบ้าน พอถึงยอดแม้จะหนาว ลมจะแรง แต่พอปรับตัวได้ก็ปักหลักอยู่นานกว่าคนอื่นเขา
ส่วนเก่งหลังจากอดทนได้สักพักใหญ่ก็ตามปอยลงเขาตามไปติดๆ แล้วแวะเยี่ยมห้องน้ำทุกจุด เก็บรูปมาได้เล็กน้อยก็พร้อมเททุกอย่างแล้วลงมาจากความสูง 5,200 เมตร เพื่อลงมาให้ได้มากที่สุด
มนุษย์ระดับน้ำทะเลติดลบอย่างเรา กลับไปตั้งหลักเอาความปลอดภัยดีกว่า
การไต่ระดับขึ้นความสูงเกิน 3,000 เมตร อาจทำให้ร่างกายของคนที่ไม่คุ้นชินกับความหนาแน่นที่เบาบางกว่าระดับพื้นปกติออกอาการ เหนื่อย หน้ามืด ง่วง เพราะออกซิเจนไม่พอเดินทางไปเลี้ยงสมองไม่ทัน หากร่างกายอ่อนเพลีย มีโรคประจำตัว อาจช็อคและเป็นอัตรายต่อชีวิตได้
หากได้มีโอกาสเดินทางมาเที่ยว ควรพกออกซิเจนกระป๋องเตรียมไว้เผื่อฉุกเฉินขณะเดินทางขึ้นที่สูงเพื่อความปลอดภัยกันด้วยนะครับ
ครั้งถัดไปในพาร์ทที่สาม เราจะเดินทางเข้า Bolivia แล้วถึงเมืองหลวงที่ติดอันดับเมืองที่อยู่ระดับความสูง Top 5 ของโลก ใครที่มี Dream Destination เป็น Salt Flat อยากให้ทุกคนได้ไป เพราะไม่ว่าถ่ายรูปออกมายังไง มันก็สวยมากมาก นอกจากนั้นเราได้มองท้องฟ้าเห็นทางช้างเผือกชัดๆ กันที่นี่

Story from : Nipat Charoenpala, Suppaporn Tantivasin, Wildwalkstories