ยูน- ปัณพัท
เหมือนหลุดเข้าสู่นิทานภาพหลากสีสัน ที่สอดแทรกเรื่องราว และบทเรียนต่างๆ ที่เหล่าผองสัตว์นานาพันธุ์ได้เรียนรู้ในสวนดอกไม้แสนสวย มีทั้งเรื่องความสุข ความกล้า ความเชื่อมั่นในสัญชาติญาณตัวเอง กับแนวคิดการใช้ชีวิตต่างๆ อีกมากมาย เพียงแต่ภาพวาดเหล่านั้นไม่ใช่มาจากจินตนาการเพ้อฝัน แต่มาจาก “บทสนทนา” ในความคิด และประสบการณ์ในชีวิตส่วนตัวของผู้สร้างสรรค์ชิ้นงาน

“เวลาเกิดเรื่องราวต่างๆ เข้ามาในชีวิต เราจะชอบคุยกับตัวเอง เหมือนคุยกับคนอีกคนหนึ่งที่เป็นตัวเรา ที่นิสัยเหมือนกัน และเปิดใจรับฟังกัน ทุกเรื่องที่เราคุยกันบ่อยก็จะอยู่ในภาพที่วาดในนิทรรศการนี้ เหมือนเป็นไดอะรี่ ไม่ว่าทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมานั้นจะถูกใจบ้าง ไม่ถูกใจบ้าง ทุกภาพในนิทรรศการนี้ทำให้เราจดจำว่าเคยผ่านมันมา หรือวันหนึ่งอาจเวียนวนกลับมาอีกก็ได้ เป็นเรื่องธรรมดา ดังนั้น ‘Only for You’ ก็คือ ‘เพื่อตัวเรา’ คุณคนนั้นก็คือ ยูนอีกคน นั่นเอง” นิทรรศการครั้งนี้ทำให้เราได้เห็นอาร์ตเวิร์คออริจินอลของยูนที่สร้างสรรค์ขึ้นระหว่างปลายปี 2018 จนถึงต้นปี 2019 โดยบุคลิกของตัวละครสัตว์ต่างๆ ในภาพเป็นตัวแทนสะท้อนถึงอารมณ์และความรู้สึกของตัวเธอในแต่ละช่วงเวลา ซึ่งนอกจากการถ่ายทอดเรื่องราวผ่านภาพแล้ว ยูนยังได้เพื่อนซี้อย่าง ออสซี่-อรช โชลิตกุ มาร้อยเรื่องเป็นตัวหนังสือที่ทำให้นิทรรศการนี้เหมือนเป็นการรวมนิทานภาพเรื่องสั้นหลายๆ เรื่อง และเป็นไดอะรี่ชีวิตช่วงหนึ่งของเธอไว้ด้วย



ส่วน “Wise & Happy” เป็นภาพของลิงที่พยายามเก็บผลส้มตรงที่ห้อยใกล้กับรังผึ้ง เมื่อรวบรวมความกล้าและได้รับความช่วยเหลือจากเพื่อนกวาง ก็ทำให้เก็บผลได้สำเร็จอย่างภาคภูมิใจ “ภาพนี้ต้องการจะบอกว่า ถ้ามีโอกาสแล้วก็ให้ลงมือทำ เพราะสุดท้ายแล้วคุณไม่มีอะไรจะเสีย ถ้าคุณชนะ คุณก็จะภาคภูมิใจ แต่ถ้าคุณแพ้ คุณก็จะฉลาดขึ้น ยูนเลือกวาดตัวละครเป็นลิง เพราะเป็นสัตว์ที่มีบุคลิกว่องไว้ มีสติปัญญา และพร้อมจะลองผิดลองถูก”
นอกจากเราจะได้เห็นภาพวาดออริจินอลหลายชิ้นของยูนแล้ว ยังมีพรมพอมือขนาดใหญ่ 190x300 เซนติเมตรที่ลวดลายมาจากผลงานชื่อ Atlas of the mind, 2019 ของยูน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของนิทรรศการ Only for you นี้ทั้งหมด “เสืือในภาพเป็นตัวแทนของยูน โดยในท้องของเสือมีสัตว์ต่างๆ ที่เสือกินเข้าไปทั้ง กระต่่าย หนู นก กวาง และปลา เป็นเหมือนแผนที่ภายในใจของเรา ที่ความรู้สึกต่างๆ จะอยู่ในใจของเราตลอด ทั้งยังชัดเจนยิ่งกว่าความทรงจำในหัวของเราเสียอีก เหมือนเรากินความรู้สึกทั้งดีและไม่ดีเข้าไปในตัว


“นอกจากซื้อหนังสือเกี่ยวกับแพตเทิร์น งาน Textile เพื่อหาความรู้สำหรับทำงานแล้ว เราชอบหนังสืออ่านนอกเวลามาก อย่างหนังสือวรรณกรรมเยาวชนอ่านมาตั้งแต่เด็ก โตแล้วก็ยังอ่าน เพราะว่าเป็นหนังสือที่ช่วยพัฒนาตัวตนคนได้ เมื่อก่อนตอนเด็กชอบหนังสือของ โรอัลด์ ดาลห์มาก อ่านเกือบทุกเล่มเลย ล่าสุดเจอนิทานภาพเล่มหนึ่งของญี่ปุ่นชอบมาก ชื่อ ‘แมวน้อย 100 หมื่นชาติ’ เป็นหนังสือภาพเด็ก แต่อ่านแล้วสะเทือนอารมณ์มาก ยังมีหลายเรื่องที่ชอบ เช่น เรื่อง ‘การตายของเด็กชายหอยนางรม (The Melancholy Death of Oyster Boy)’ ของ Tim Burton ก็เป็นเรื่องสั้นที่เศร้าอีกเหมือนกัน ส่วนเรื่อง All My Friends are Dead ของ Avery Monsen และ Jory John เนื้อเรื่องมีความตลกร้าย แต่ก็สนุกดี”
“พี่ใจ เป็นหลานของช่างตัดเย็บที่มาทำงานให้คุณพ่อคุณแม่ ซึ่งเขามาแค่ช่วงปิดเทอมเดียวเท่านั้น โดยพี่ใจมีหน้าที่เป็นคนติดกระดุมเสื้อ แต่นิสัยของพี่ใจคือเป็นคนชอบดูทีวี และชอบวาดรูป เขาก็มาสอนเราวาดรูปซึ่งตอนนั้นอายุ 3-4 ขวบเองมั้ง ก็เลยชอบวาดรูปตั้งแต่ตอนนั้นมา”





“เริ่มจากวาดภาพเหมือน วาดภาพตามการ์ตูน หรือตามเกมส์ที่เราชอบ จนถึงวาดตามหนังสือลายไทยอย่างหนังสือรามเกียรติ์ 4 สีก็มี แต่ด้วยตอนเด็กเรายังไม่มีความรู้ทางด้านศิลปะ รู้แค่ว่าชอบวาดรูป วาดรูปได้ดี เราผสมสีได้ แต่เมื่อเริ่มเข้าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะศิลปะกรรมศาสตร์ภาควิชานฤมิตสิลป์ เอกแฟชั่น มีโอกาสได้เรียนประวัติศาสตร์ศิลปะ จนถึงแนวคิดและวิธีการสร้างแรงบันดาลใจต่างๆ ขึ้นมา จึงรู้ว่ายังมีอีกหลายสิ่งในโลกที่เราสามารถหยิบจับนำมาใช้้ได้” มวลหมู่ไม้ ดอกไม้ และสัตว์ต่างๆ มักเป็นองค์ประกอบหลักในภาพวาพของยูน ที่อัดแน่นไปด้วยดีเทลเล็กๆ และการใช้โทนสีฉ่ำสดใส อีกทั้งยังมีกลิ่นอายของความเป็นตะวันออกที่ผสมผสานสองวัฒนธรรมไทย-จีนด้วย ลายเส้นที่เฉพาะตัวนี้จึงไปเข้าตาครีเอทีฟไดเร็กเตอร์ของแบรนด์แฟชั่นระดับโลกอย่าง Gucci และกลายเป็นจุดเริ่มต้นให้เธอเริ่มเป็นที่รู้จักในวงการสร้างสรรค์แถวหน้าด้วย

“มนุษย์งดงามด้วยความฝัน” เป็นประโยคหนึ่งที่เธอจดจำได้ดีจากหนังสือเล่มหนึ่งของ จิมมี่ เลี่ยว (Jimmy Liao) นักวาดภาพประกอบชาวไต้หวัน ที่ได้อ่านในช่วงเรียนมัธยม “เมื่อก่อนชอบมีคนบอกว่า ยูนเป็นคนฝันเฟื่อง พอได้อ่านความคิดของจิมมี่ เลี่ยว แล้วก็เลยรู้สึกว่าความฝัน ไม่ใช่เรื่องที่ผิด แต่พอโตมาก็มีเรื่องให้ทุกข์ใจจากเรื่องงาน เราก็ได้ยินเพลย์ลิสต์หนึ่งดังขึ้นมาว่า ‘If you want the rainbow. You must have the rain.’ ก็เลยเข้าใจว่าทุกคนต้องฝ่าฟันกับอุปสรรค์ (ถ้าคุณอยากได้สายรุ้ง คุณต้องมีฝนก่อน)”
“มีบางคนกลัวว่าเราทำงานแบบจัดเต็มขนาดนี้ แล้ววันหนึ่งจะตัน แต่สำหรับเรากลับรู้สึกว่ายังมีอีกหลายอย่างในชีวิตให้เราออกไปตามหาและเรียนรู้ ตอนนี้ก็ยังมีอะไรอีกหลายสิ่งมากที่รู้สึกตื่นเต้นและอยากจะทำ ถ้าอนาคตอายุมากขึ้นแล้วตาไม่ดี หรือสังขารทำให้วาดได้ช้าลงนั้นก็อาจจะมี แต่ถ้าถามว่าจะเลิกวาดรูปมั้ย ก็คงไม่”
“การที่ยูนวาดรูปทุกวัน มันไม่ใช่งาน แต่เหมือนเป็นชีวิตของเราไปแล้ว”

