“เพลงสวดแห่งความตายของแม่น้ำ”
ภาพและเรื่อง นิกสิทธิ์ วงศ์สวัสดิ์ /
Motographer / ขับ-ถ่าย
“แม่โขงตายช้าๆ และเงียบเชียบ จากบทความหนึ่งของนักวิชาการต่างชาติที่พูดถึงเขื่อน 7 แห่งในจีน และวันหนึ่งเราจะถูกจำกัดเสรีทางธรรมชาติ และนี้คือเรื่องราวของการเดินทางในครั้งนี้”
เพลงสวดแห่งความตายของแม่น้ำ
“สายน้ำสีน้ำตาลที่ไหลตัดผ่านผาหินข้างล่างนั้นเต็มไปด้วยน้ำจากหิมะที่ละลาย เสียงของรถผ่านไปมาไม่กี่คันดังก้องไปทั่วอากาศ มองออกไปสุดสายตา เทือกเขาเหิงต้วนที่ปกคลุมด้วยทุ่งหิมะ อย่างกับมันต้องคอยแบกรับน้ำหนักมโหฬารของทุ่งหิมะเอาไว้จนยู่ยี่”
“The ribbon of brown water cutting swiftly through the gorge below is rich with snowmelt. With few cars passing, its echoing sound fills the air. In the distance, the Hengduan mountains slump under their snowpack as if crumpled beneath its weight.”
ผมได้อ่านบทความนี้เมื่อหลายปีก่อน มันคือเสี้ยวหนึ่งที่ผาดผ่านเรื่องราวของแม่น้ำโขง ปริศนาและวิถีชีวิตที่ยังคงดำเนินไปอย่างเรียบๆ กลับไม่เงียบในความรู้สึก อะไรคือสาเหตุของชะตากรรมในเรื่องราวของแม่น้ำโขง อะไรคือความจริงที่กระแทกให้สายน้ำที่ไหลลงมาจากแดนไกลที่มีเรื่องราวผ่านมา สำหรับคนไทย คนลาว และเขมร
แม่น้ำโขงคือสายน้ำของชีวิตที่หล่อเลี้ยงผู้คนมากมาย หลังจากการเดินทางเมื่อหลายปีก่อนในลาวเหนือ และลาวใต้ อีกครั้งการการเดินทางไปที่ลาวใต้ ครั้งนี้ผมได้มาถึงใจกลางของเรื่องราวทั้งหมด เสียงของสายน้ำโขงไม่ต่างจากเสียงเพลงสวดแห่งความตาย ที่ทำให้ผมตื่นจากภวังค์
Main Road No.13
บนถนนหมายเลขที่ 13 เส้นทางเดียวที่จะนำเราไปสู่ที่หมาย ระหว่างการเดินทางบนถนนสายหลักเส้นนี้เป็นที่ไม่มีที่ว่างให้เราคลายกังวลได้เลย บนถนนสายนี้จะมีฝูงวัวที่ข้ามไปข้ามมาให้เราระวังตัวจนหายง่วง การเดินทางในครั้งนี้เรามีด้วยกันแค่ไม่กี่คันปราถนาแรกคือเดินทางเพื่อกลับไปอีกครั้งสำหรับลาวใต้คือครั้งที่ 2 เพราะเมื่อหลายปีก่อนผมได้เดินทางไปที่ลาวเหนือกว่า 6 วัน เป็นความทรงจำที่งดงามไม่ต่างจากการย้อนเวลากลับไปในอดีตอีกครั้ง แผนร่างที่วาดภาพเอาไว้ในใจ สำหรับการปลีกวิเวก และรอคอยว่าพร้อมแล้วเราจะกลับไปอีก
เรื่องราวที่กระตุ้นให้ผมอยากกลับไปที่นั้นอีกครั้ง มาจากบทความบทหนึ่งที่ว่าด้วยเรื่องราวของแม่น้ำโขง สิ่งที่น่าสนใจมากนั้นคือบทความนั้นได้พูดถึงประเทศลาวในมุมมองที่น่าเป็นห่วง “แม่โขงตายช้าๆ และเงียบเชียบ” จากส่วนหนึ่งของบทความที่ผมไปเจอมาจากเพจของมูลนิธิสืบ นาคะเสถียร วินาทีนั้นความรู้สึกของผมคือใจหาย และอยากรู้ว่าข้อเท็จจริงเป็นเช่นไร กล่าวคือแม่น้ำโขงที่ไหลผ่านลงมาหลายประเทศมีประชากรกว่า 70 ล้านคนที่อาศัยแม่น้ำโขงในการดำรงค์ชีพ ทำเกษตรกรรม อาหาร การค้า การชลประทาน การคมนาคม และอุปโภคบริโภค ใครจะรู้บ้างว่าแม่น้ำโขงที่กำลังจะตาย อันเนื่องมาจากการสร้างเขื่อนหลายแห่งในมณฑลยูนนาน ทางตอนใต้ของจีน ทำให้ระดับน้ำในลำน้ำโขงที่ต่ำลงเรื่อยๆส่งผลให้จำนวนปลาที่จับได้ลดลง ธรรมชาติของปลาจะอพยพมาจากทางตอนใต้แต่ไม่สามารถผ่านขึ้นไปได้เพราะไม่สามารถฝ่าด่านกำแพงสูงชัน และกังหันผลิตไฟฟ้าของเขื่อนยักษ์ ผมติดตามเรื่องราวของแม่น้ำโขงอย่างสนใจ จำได้ตอนเด็กๆที่เริ่มจับหนังสืออ่านตอนนั้นผมได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่งที่สนุกและตื่นเต้นมาก “นปข.” (ย่อมาจากหน่วยปฏิบัติการตามลำน้ำโขง) ผมจำชื่อเรื่องไม่ได้แต่ผมจำเรื่องราวคร่าวๆได้ว่า มันเป็นเรื่องราวของหน่วย น.ป.ข. ที่ดูแลลำน้ำโขง คอยสกัดกั้นโจรสลัดแม่น้ำโขง ที่ขนยาเสพติดและอาวุธ แม่น้ำโขงได้ฝังใจผมตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
น้ำตกลึกลับแห่งมหานทีสีพันดอน
ด้วยว่าแม่น้ำโขงที่ไหลผ่านแขวงจำปาสักนั้นจะมีรูปร่างที่แสนประหลาดเมื่อเรากางแผนที่ดู สายน้ำที่แตกออกเป็นรวงผึ้งขยายออกเหมือนเราเติมน้ำลงไปในลูกโป่งที่รอวันแตก แผ่นดินเป็นพันๆแห่งได้ผุดขึ้นมาจากการกัดเซาะของน้ำหลาก เป็นช่วงหนึ่งของแม่น้ำที่ลดหลั่นกันมาเป็นชั้นๆ มีน้ำตกอีกมากมายที่ยังไม่ได้สำรวจ แต่ที่นี้มีอยู่สองแห่งที่โด่งดังนั้นคือน้ำตกคอนพะเพ็ง  เราเดินทางจากบ้านนากะสังลงมาไม่เกิน 10 กิโลเมตร ต่อด้วยบ้านท่าม่วงไม่เกิน 8 กิโลเมตร “คอนพะเพ็ง” ที่มีชื่อว่าเป็นน้ำตกที่ใหญ่ที่สุดในเขตแม่น้ำโขงตอนล่าง สำหรับผมมันคือน้ำตกลึกลับที่ทั้งเกรี่ยวกราดและรุนแรง จนทำให้ที่นี้มีนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกเดินทางมาเยือน สำหรับผมมุมที่งดงามมากที่สุดนั้นคือช่วงเวลาที่พระอาทิตย์ใกล้จะตกดิน เราจะเห็นเส้นสายของหน้าผาชันได้อย่างชัดเจน อีกทั้งละอองน้ำที่ตกลงมาอย่างบ้าคลั่ง บางครั้งเราจะเห็นสายรุ้งที่งดงามอยู่ในนั้น สิ่งที่ต้องระวังคือการพลัดตกลงไปในสายน้ำที่เชี่ยวกราก ผมแทบจะมองหาทางรอดไม่เจอถ้าเราตกลงไป พลังของมหานทีในเวลานั้น ทำให้เรามองเห็นความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติที่มนุษย์ตัวน้อยๆอย่างเราไม่สามารถทัดเทียมได้เลย
ยังมีน้ำตกอีกแห่งหนึ่งที่ไม่แพ้กัน เพียงแค่เราต้องเดินทางโดยทางเรือผ่านเกาะแก่งน้อยใหญ่ไปยังสถานที่แห่งนี้ที่นั้นยังคงที่ร่องรอยของสงครามเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นสะพานทางรถไฟที่ยังก่อสร้างไม่เสร็จ ซากรถไฟของฝรั่งเศสในช่วงของยุคล่าอาณานิคมที่นั้นคือเขตดอนคอนและเราเรียกว่ามันว่า “น้ำตกหลี่ผี(ตาดสมพะมิด)”  หลี่ เป็นภาษาลาว  หมายถึง  เครื่องมือจับปลาชนิดหนึ่งมีลักษณะคล้ายลอบ ส่วนคำว่า ผี  หมายถึง ศพคนตาย  ที่มาคือน้ำตกหลี่ผีที่ไหลมาจากลำน้ำโขงที่เป็นที่ราบจะไหลผ่านซอกเขาน้อยใหญ่เป็นทางระยะทางหลายกิโลเมตร   ในสมัยสงครามอินโดจีนที่นี้จะพบศพจำนวนมาก และจะเป็นบริเวณร่องหินของน้ำตกหลี่ผี  เพราะกระแสน้ำจะไหลมารวมกันเกิดเป็นแอ่งน้ำขนาดใหญ่  แล้วมันจะวนไปก่อนที่จะตกลงไปด้านล่างซอกหลืบหิน ภาพที่เราจินตนาการตามนั้นคือศพของทหารในสมัยสงครามอินโดจีนจำนวนมากลอยมาติดในหลี่จับปลาของชาวบ้าน หลังจากนั้นเป็นต้นมาที่นี้จึงถูกเรียกว่า “หลี่ผี”ผมและเพื่อนๆต่างใช้เวลาในวันนั้นอย่างคุ้มค่า ผมเห็นภาพร่างจากแผนที่ ผมเห็นภาพถ่ายจากทั่วโลกที่ไปกันมา ผมเห็นคำกล่าวเล่าขาน ทั้งตำนานและบทเรียนจากสงคราม แต่ก็ไม่เทาไปเห็นด้วยตา สัมผัสสายน้ำด้วยมือของเราเอง และเสนาะเสียงสดับหูด้วยหัวใจ ผมได้ไปฟังเสียงเพลงสวดแห่งความตายมาแล้ว หัวใจของเราสะอื้นด้วยว่า ถ้าวันหนึ่งสายน้ำแห่งนี้แห้งขอดขึ้นมา เราจะทำยังไง ภาพที่เราเห็นคงจะไม่มีอีกแล้ว บรรยากาศการล่องเรือไปในมหานทีสีพันดอนที่ประทับเข้าไปในใจของเรา ชะตากรรมของสายน้ำ การขี่มอเตอร์ไบค์ของเราเพื่อไปเยือนในครั้งนี้ กลับมีความรู้สึกบางสิ่งที่ตกค้างมา ไม่ต่างจากตะกอนของแม่น้ำที่ไหลผ่านเรื่องราว ผ่านผู้คน ผ่านเวลา เราจะรักษามันไว้ได้อย่างไร
และนี้คือเรื่องราวของมหานทีสีพันดอน และคือการเดินทางของเรา “ขับ-ถ่าย” โดย Motographer และเพื่อน พี่ น้อง

ขอขอบคุณ
Triumph Pattaya ,Canon Thailand ,GoPro Thailand ,Givi Thailand ,I am Everything ,ขับ-ถ่าย Thailand Motographer