“Galleries’ Nights Bangsaen” คุยกับตัวแทนทีมงานเบื้องหลังของเทศกาลที่อยากผลักดันศิลปะ ประวัติศาสตร์ และวิถีชีวิตที่มีเสน่ห์ของเมืองบางแสน

Writer: Sittichai Srimuan
Photographer: Mc Suppha-riksh Phattrasitthichoke
Special Thanks : Madi BKK

   Nuit Blanche หรืองานเทศกาลชมศิลปะในยามค่ำคืน เป็นที่รู้จักและได้รับความนิยมมากจากเทศกาล Nuit Blanche Paris ในเมืองปารีส ฝรั่งเศส แต่เมื่อย้อนกลับไปสู่ต้นกำเนิดของมันจริง ๆ แล้ว เทศกาลประจำฤดูหนาวอย่าง Nuit Blanche นั้น ที่มาจากเทศกาลที่เรียกว่า White Night ของประเทศในแถบยุโรปเหนือ ใกล้กับพื้นที่อาร์กติก ที่จัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองให้กับวันที่พระอาทิตย์ยาวนานที่สุด และเชิญชวนให้ชาวเมืองออกมาชมงานศิลปะตามจุดต่าง ๆ ทั่วเมือง ต่างจาก Nuit lanche ตรงที่มันจัดขึ้นในฤดูร้อนเสมอ
   เพราะรูปแบบที่น่าสนใจ White Night ที่เริ่มขึ้นที่แรกในเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก จึงถูกสานต่อไปยังประเทศใกล้เคียง และเกิดเทศกาลแบบเดียวกันนี้ตามเมืองสำคัญทั่วโลกจากความสำเร็จของ Nuit Blanche Paris อย่างที่เราได้เล่าไปข้างต้น ประเทศไทยเองก็เป็นหนึ่งในประเทศที่จัดงานนี้กับเขาด้วยในชื่อ Galleries’ Nights ซึ่งปัจจุบันก็ถูกจัดขึ้นโดยสถานทูตฝรั่งเศสในประเทศไทย เป็นปีที่ 9 แล้ว โดยเปิดให้ชมงานศิลปะตามย่านต่าง ๆ ของกรุงเทพฯ อาทิ สีสม สาทร สุขุมวิท แต่โลเคชั่นที่ชวนให้สงสัยมากที่สุดคือบางแสน หรือที่จะต้องเรียกให้ถูก ก็ต้องเรียกว่าเทศกาล Galleries’ Nights Bangsaen เพราะภาพของบางแสนในความทรงจำของเรานั้นมีแต่การท่องเที่ยวทะเลและธรรมชาติ แต่ไม่เคยมีคำว่า ‘ศิลปะ’ ปรากฏขึ้นมาก่อน

ผศ.ดร ศุภฤกษ์ คณิตวรานันท์ (ซ้าย)
และ อ. มาริสา พันธรักษ์ราชเดช (ขวา)

   ด้วยความสงสัย ช่วงบ่ายวันหนึ่งที่อากาศร้อนกำลังดี เราเลยนัดหมายเหล่าอาจารย์ประจำคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ตัวแทนกลุ่มทีมงานเบื้องหลัง Galleries’ Nights Bangsaen มาร่วมวงสนทนากันอย่างสบาย ๆ กับ ผศ.ดร ศุภฤกษ์ คณิตวรานันท์ และ อ. มาริสา พันธรักษ์ราชเดช พร้อมโทรศัพท์พูดคุยกับ รศ. ปิติวรรธน์ สมไทย ถึงที่มาของเทศกาลศิลปะในเมืองบางแสนที่กำลังจะจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 2 พร้อมสำรวจวิถีชีวิตของผู้คน และความเป็นไปของ Art Community ที่กำลังเกิดขึ้น

รศ. ปิติวรรธน์ สมไทย

บางแสนกับสิ่งที่เรียกว่าศิลปะ และก้าวแรกของ Galleries’ Nights Bangsaen
   รศ. ปิติวรรธน์ เริ่มต้นด้วยการพาเราย้อนกลับไปมองบางแสนเมื่อราวสิบถึงยี่สิบปีก่อน เมืองแห่งนี้ถือว่าเงียบมาก ไร้ความคึกคักอย่างในปัจจุบัน โดยเฉพาะกับถนนเส้นหาดวอนนภา ที่แม้แต่คนพื้นที่เองก็ไม่ค่อยเลี้ยวรถเข้าไปเที่ยว จนเริ่มมีวัฒนธรรม Café Hopping แทรกซึมเข้ามา เกิดร้านกาแฟและบาร์มากมาย นำมาซึ่งการท่องเที่ยวที่เฟื่องฟูในไม่กี่ปีที่ผ่านมา เปลี่ยนบรรยากาศให้ถนนเส้นนั้นมีชีวิตและผู้คนลัดจรไปมาอย่างคึกคัก แต่คำว่า “ศิลปะ” ก็ยังไม่ได้ปรากฏตัวให้เห็นอย่างเด่นชัด ประกอบกับแผนการสนับสนุนของหน่วยงานรัฐ ที่เลือกผลักดันให้พื้นที่เป็นเมืองแห่งการแข่งขันกีฬา ภาพของบางแสนจึงไม่มีพื้นที่สำหรับสิ่งที่เรียกว่าศิลปะอยู่เลย แม้จะมีความพยายามจัดงานกิจกรรมอยู่บ้าง แต่ก็เป็นในรูปแบบของงานดนตรี หรือรูปแบบงานประกวดภาพวาดที่ค่อนข้างเฉพาะกลุ่มเท่านั้น คนใน Art Community จึงเข้าถึงไม่ได้มากนัก

   จนกระทั่งเมื่อปี 2021 คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา เริ่มตั้งคำถามถึงหน้าที่ของหอศิลป์ของคณะ และหอศิลปะและวัฒนธรรมภาคตะวันออกของมหาวิทยาลัย ว่าสิ่งปลูกสร้างทั้งสองแห่งที่เป็นพื้นที่ของนักศึกษาและคณาจารย์ จะสามารถขยับขยายขอบเขตไปยังพื้นที่ชุมชนรอบข้าง แล้วเชื่อมโยงศิลปะเข้าหาผู้คนในเมืองบางแสนได้หรือไม่ ในวงสนทนาเล็ก ๆ ก็มีชื่อเทศกาล Galleries’ Nights กรุงเทพฯ ถูกกล่าวขึ้นและนำเสนอโดย อ. มาริสา เพราะเธอมองว่าเทศกาลศิลปะนี้ เป็นงานรวมตัวสร้างเครือข่ายแกลเลอรี่ของกรุงเทพฯ ให้มีภาพการรวมพลคนสายศิลปะที่ชัดเจนขึ้นมาได้ แล้วเกิดการผลักดันให้เกิดความเชื่อมโยงระหว่างศิลปินและชุมชน ไม่ใช่แค่ในชุมชนท้องถิ่นแต่ต้องต่อยอดถึงโลกศิลปะในระดับภูมิภาค ระดับประเทศ และเชื่อมโยงสู่สากลด้วย คำถามคือความเป็นไปได้ในทิศทางไหนจะเกิดขึ้นในชุมชนบางแสนที่เต็มไปด้วยศักยภาพมากมาย และประลองเริ่มต้นที่คณะศิลปกรรมศาสตร์ซึ่งทำหน้าที่เป็น Hub หรือตัวกลางที่เชื่อมโยงและสร้างเครือข่ายของบางแสนจากจุดเล็ก ๆ ต่อยอดกันไป ซึ่งเป็นหนึ่งในวิสัยทัศน์ใหม่ของคณะฯ ที่ต้องการสร้างกระบวนการทำงานต่อยอดกับคนในพื้นที่ชุมชน ภูมิภาค ควบคู่ไปกับการเติบโตของ EEC ด้วย

   และเพราะบางแสนมีบริบทที่แตกต่างจากกรุงเทพฯ ที่นี่ไม่มีแกลเลอรี่เชิงพาณิชย์หรืออาร์ตสเปซจำนวนมาก แต่บางแสนมีวัฒนธรรม Café Hopping ที่เติบโตค่อนข้างมากจนกลายเป็นจุดแข็งของพื้นที่ พวกเขาจึงตั้งใจใช้เอกลักษณ์นี้มาเป็นโมเดลของ Galleries’ Nights Bangsaen ที่จะนำพาศิลปะเข้าไปอยู่ในร้านกาแฟ เพื่อสร้างมิติของการท่องเที่ยวในรูปแบบใหม่ที่เอางานศิลปะมาเป็นตัวขับเคลื่อนชุมชน

   ซึ่งนอกจากเป้าหมายในการเชื่อมโยง Art Community และเป็นการสำรวจศักยภาพทางศิลปะของคนในบางแสนแล้ว พวกเขาก็ยังมองว่างานที่กำลังจะจัดขึ้น ยังเป็นเครื่องพิสูจน์อีกว่าสิ่งที่อาจารย์ในคณะศิลปกรรมศาสตร์กำลังพร่ำสอนนักศึกษารุ่นใหม่อยู่ทุกวัน มันจะสามารถเกิดขึ้นได้จริงไหม แล้วศิลปะจะสามารถเข้าหาและสื่อสารกับผู้คนได้มากน้อยแค่ไหน

ความสำเร็จแรกที่เกิดขึ้นภายใต้ข้อจำกัด
   หลังจากติดต่อพูดคุยกับทางสถานทูตฝรั่งเศสในประเทศไทย ทีมงานจึงเริ่มลงพื้นที่สำรวจ ก่อนจะพบว่า Art Community ของบางแสน มีความเป็นไปได้ที่น่าสนใจ ที่นี่เป็นพื้นที่ที่มีคนรักและสนใจในศิลปะอยู่ค่อนข้างเยอะ มีการรวมกลุ่มเล็ก ๆ เพื่อทำกิจกรรมวัฒนธรรมดนตรีศิลปะอยู่ตลอด ขาดแค่แพลตฟอร์มใหญ่หรือโอกาสในการรวมตัวกันเท่านั้นเอง Galleries’ Nights Bangsaen จึงกำลังจะเป็นเหมือนการเปิดประตูทุกบานออก ให้พวกเขาได้เปิดเผยแพสชั่นของตัวเอง

   “มันตรงกับคอนเซ็ปต์ของ Galleries’ Nights นะ ที่ทำหน้าที่เปิดเผยเรื่องราวบางอย่างของเมืองออกมา อย่างบางแสนก็คือ Art Community ที่เดิมเคยกระจัดกระจาย แยกกันไปมีกิจกรรมและไลฟ์สไตล์ของตัวเอง แต่ไม่เคยรวมตัวกัน ดังนั้นงานของพวกเราก็คือการทำให้เขาเหล่านั้นได้ปรากฏตัวขึ้นมา ได้กล้าแสดงวิถีชีวิตและวัฒนธรรม ซึ่งมันก็นับเป็นศิลปะ เพราะศิลปะไม่ได้จำกัดอยู่ใน Fine Art อย่างเดียวเท่านั้นครับ แต่ศิลปะคือความเป็นไปได้ของชีวิต” ผศ.ดร. ศุภฤกษ์ เล่าเสริม

   ในช่วงการทำงานในปีแรกมีงบประมาณค่อนข้างจำกัด ประกอบกับสถานการณ์ Covid-19 ที่มีการประกาศปิดสถานที่อยู่เป็นระยะ คาดการณ์ล่วงหน้าไม่ได้ สเกลของงานจึงต้องถูกปรับและลองผิดลองถูกกันไปตามข้อจำกัด สุดท้ายก็ได้ร้านกาแฟ บาร์ และโรงแรมที่เข้าร่วมทั้งหมด 20 แห่ง โดยทางคณะรับหน้าที่เข้าไปจัดการพื้นที่ให้ทั้งหมด และออกแบบเอาผลงานจากนักศึกษาและอาจารย์ไปจัดแสดงให้เข้ากับสถานที่ พร้อมจัดนักศึกษาอาสาสมัครที่เข้าไปดูแลพื้นที่ ซึ่งถือว่าเป็นงานที่หนักเพราะในตอนนั้นมีทีมงานน้อยมาก หากเปรียบกับการจัดงานระดับเมืองแบบนี้

   ภายในระยะเวลากิจกรรมแค่ 2 วันเท่านั้น แต่งานในครั้งนั้นจบลงด้วยจำนวนคนเข้าร่วมกว่า 4,500 คน ไม่ว่าจะเป็นคนในชุมชนบางแสน นักศึกษา นักท่องเที่ยว หรือคนจากต่างอำเภอ ซึ่งส่วนหนึ่งที่พวกเขากล่าวขอบคุณเป็นพิเศษคือ โชว์การแสดงละครและการเล่นดนตรีสดหลากหลายชุด โดยคณาจารย์มากมายหลายท่าน และนักศึกษาจากคณะดนตรีและการแสดง มหาวิทยาลัยบูรพา ที่ช่วยกระเพื่อมกระแสและเรียกความน่าสนใจของงาน จนสามารถดึงดูดคนให้มาเข้าร่วมงานได้อย่างมากมาย

   นอกจากความสำเร็จในแง่ของการสร้าง Social Awareness ให้คนในบางแสนค่อย ๆ ซึมซับและรับรู้ถึงศิลปะที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตแล้ว การค้นพบที่น่าประทับใจหลังจาก Galleries’ Nights Bangsaen ในปีแรก คือความร่วมมือกันของเครือข่ายคนรักศิลปะ ศิลปิน และนักออกแบบ เพราะทุกคนอยากเห็นการเติบโตของบางแสน คนในแวดวงเดียวกันที่เดิมไม่เคยรู้จักกันมาก่อนกลับกลายเป็นเพื่อนกันหลังจากงานในครั้งนี้ ไปมาหาสู่ รวมกลุ่มทำกิจกรรมกันมากยิ่งขึ้น บางคนใช้โอกาสนี้ในการเปิดตัวว่าเป็นนักสะสมศิลปะตัวยง ส่งผลให้เกิดการซื้อขายผลงาน สร้างรายได้ให้ศิลปินที่เข้าร่วม จนทำให้เห็นว่า Art Community ของบางแสนในตอนนี้ เป็นต้นกล้าพร้อมที่จะเติบโตอย่างเข้มแข็งในอนาคตแล้ว

“Yesterday will be Tomorrow”
   และ Galleries’ Nights Bangsaen ก็เตรียมจะกลับมาจัดอีกครั้ง ซึ่งการกลับมาคราวนี้เราได้ยินว่ามีร้านกาแฟ บาร์ อาร์ตสเปซ และโรงแรมเข้าร่วมมากถึง 34 แห่ง และจัดยาวนานมากขึ้นถึง 10 วันเต็ม เมื่อถามถึงเหตุผล ทีมผู้จัดแชร์ให้เราฟังว่า งานครั้งที่แล้วแม้จะได้เสียงตอบรับที่ดี แต่ปัญหาหนึ่งที่พบคือว่าตารางกิจกรรมที่ค่อนข้างแน่จนเกินไป ทำให้ผู้เข้าร่วมหลายคนพลาดโอกาสในการเข้าร่วมกิจกรรมบางกิจกรรม งานในปีที่ 2 จึงตั้งใจวางแผนไทม์ไลน์ของกิจกรรมทั้งหมดมาอย่างละเอียด เพื่อให้ทุกคนมีโอกาสเข้าร่วมทุกกิจกรรมที่สนใจ

   โดยตลอด 10 วันนี้ จะเกิดขึ้นภายใต้คอนเซ็ปต์ “Yesterday will be Tomorrow สะท้อนปัจจุบันกาล NOW” ที่ล้อไปกับคอนเซ็ปต์ NOW ของกรุงเทพฯ แต่นำมาปรุงแต่งด้วยบริบทของบางแสน “คอนเซ็ปต์นี้มี Keyword อยู่สามคำคือ ประวัติศาสตร์ เหตุการณ์ และความทรงจำ เพราะแต่ละคนมีมุมมองต่อสามคำนี้ไม่เหมือนกัน มีนิยามของ Bangsaen Scene ที่แตกต่างกัน พวกเราอยากรู้ว่าถ้าหากเอาสิ่งเหล่านี้มาใช้เป็นคำอธิบายของคอนเซ็ปต์ใหญ่ ๆ อย่าง NOW จะได้หรือเปล่า” Galleries’ Night Bangsaen ที่กำลังจะถึง จึงเป็นการหวนย้อนกลับไปสำรวจอดีตแล้วนำมาต่อชิ้นส่วนที่ได้มาเรียงร้อยให้กลายเป็นภาพของปัจจุบัน แล้วตั้งคำถามถึงอนาคตที่จะเกิดขึ้นจากการกระทำในปัจจุบัน

   เมื่อปรับตัวและผ่านพ้นสถานการณ์ Covid-19 ไปได้แล้ว ทุกอย่างจึงเริ่มกลับสู่สภาพเดิมอีกครั้ง บริบทและช่วงเวลาของบางแสนเองก็เปลี่ยนแปลง แตกต่าง และมีอิสระต่างจากปีที่แล้ว คราวนี้พวกเขาจึงเลือกเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมได้นำเสนอรูปแบบกิจกรรมและผลงานที่อยากนำเสนออย่างเต็มที่ แสดงตัวตนของตัวเอง หรือคาแรคเตอร์ของร้านได้ทุกรูปแบบ ภายในงานจึงเต็มไปด้วยนิทรรศการและกิจกรรมที่ค่อนข้างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นนิทรรศการ คอนเสิร์ต การแสดงสด กิจกรรมเวิร์คช็อป ไปจนสิ่งที่เราสนใจเป็นพิเศษอย่าง Taste of Bangsaen

   Taste of Bangsaen เป็นการนำเสนออาหารและเครื่องดื่ม Chef’s Table ที่เกิดขึ้นมาจากการปรุงด้วยวัตถุดิบในท้องถิ่น (ซึ่งท้องถิ่นในที่นี้คือประเทศไทย) ที่ไม่ได้จำกัดว่าต้องเป็นอาหารไทยอย่างเดียวเท่านั้น และแม้ว่าเราจะใช้คำว่า Chef’s Table แต่ศิลปะและวัฒนธรรมเกี่ยวกับอาหารของชาวบางแสนที่กำลังจะถูกบอกเล่าผ่านการกินดื่ม ไม่ได้เกิดขึ้นจากฝีมือของเชฟตัวยงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงอาหารรสมือแม่ ๆ ที่ทำอาหารเลี้ยงดูลูก ๆ มาจนโต ที่เข้าใจถึงที่มาของวัตถุดิบเป็นอย่างดี และมีคอนเซ็ปต์และความทรงจำที่อยากบอกเล่าผ่านอาหาร โดยในปีนี้มีร้านอาหารและบาร์ที่เข้ามาร่วมกันสร้างสรรค์เมนูพิเศษให้ Taste of Bangsaen ทั้งหมดสามร้าน คือ Above A Bar, Daily Fish และ Beehive Art-icle Rare

   นอกจากแง่มุมทางวัฒนธรรมแล้ว ความน่าสนใจในเชิงประวัติศาสตร์พื้นที่เองก็กำลังจะถูกเล่าออกมาผ่านนิทรรศการตามอาคารสถาปัตยกรรมสำคัญ ๆ ของบางแสน เช่น Hidden Lab คาเฟ่ที่เดิมทีเคยเป็นโรงแรมดัง ผ่านการเติบโตของเมืองจนปิดทำการแล้วถูกส่งต่อมายังเจ้าของรุ่นที่สาม ที่มีความสนใจในศิลปะ จึงมีการเตรียมจัดแสดงความเป็นมาของอาคารแห่งนี้ ผ่านชุดภาพถ่ายเก่า ให้ผู้คนได้เข้าไปสัมผัสกับบางแสนในอดีตผ่านบรรยากาศของตึกและภาพถ่าย อีกหนึ่งโลเคชั่นคือ Bangsaen Musuem (เฉพาะกิจ) ในโครงการชุบชีวิตบ้านเก่าเล่าเรื่อง ซึ่งเป็นบ้านในชุมชนที่ไม่ได้ถูกใช้ประโยชน์ แต่ถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์เพื่อนำเสนอ Portrait of Bangsaen เรื่องราวส่วนหนึ่งของคนในชุมชน ที่ถูกบันทึกผ่านชุดภาพถ่ายและการจดบันทึกข้อความหลังภาพ ที่มีความเป็นส่วนตัว แต่กลับบ่งบอกภาพของวิถีชีวิตและศิลปะการถ่ายภาพในยุคเก่าได้

ความเป็นไปได้ของบางแสน
   ผลลัพธ์ของ Galleries’ Nights Bangsaen ที่พวกเขาคาดหวังไว้ อาจไม่จำเป็นจะต้องทำให้เกิดแกลเลอรี่หรืออาร์ตสเปซใหม่ ๆ ขึ้นมามากมาย เหมือนอย่างในกรุงเทพฯ แต่พวกเขาคาดหวังว่ามันจะเป็นสิ่งที่ช่วยให้ Art Community ของบางแสนได้มีโอกาสในการเติบโตขึ้นบ้าง แต่ว่าการจะทำให้มันเกิดผลลัพธ์แบบนั้นได้ ต้องอาศัยกิจกรรมอื่น ๆ ตลอดปี มากกว่าแค่งาน Galleries’ Nights Bangsaen อาจจะต่อยอดค้นหาความเป็นไปได้ใหม่จากงานนี้ แล้วเริ่มต้นเป็นเทศกาลหรืองานกิจกรรมใหม่ที่ช่วยส่งผลให้โยงใยต่าง ๆ ในเครือข่ายสอดประสานซับซ้อนจนเกิดเป็นคำว่า Community เป็นสังคมขึ้นมาได้จริง

   ในขณะที่การรับรู้ของคนในชุมชน เป็นสิ่งที่ไม่อาจเร่งรัดได้ อาจารย์ทั้งสามท่านจึงมองว่าสิ่งนี้จะต้องใช้เวลาในการเปลี่ยนแปลง ต้องปล่อยให้ศิลปะเข้าไปทำความรู้จัก เรียนรู้คนในชุมชน รวมถึงทำเข้าใจความต้องการของพวกเขา เพื่อหาลู่ทางที่ศิลปะจะดำเนินเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในชีวิต แน่นอนว่าการได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานรัฐบาลเองก็สำคัญ เพราะการจะอยู่รอดต่อไปในยุคสมัยปัจจุบันได้ ต้องอาศัยพลังจากการร่วมมือกันระหว่างหน่วยเอกชนและรัฐบาล ช่วยกันประชาสัมพันธ์และสนับสนุน เพื่อให้ Art Community สามารถเติบโตได้อย่างเต็มที่

  และไม่แน่ว่าเราอาจจะมีบางแสนเป็น Art Destiny แห่งใหม่ของไทยก็ได้นะ..