‘จับหูชนปาก’ บาร์ของคนรักแผ่นเสียงและดนตรีนอกกระแส ที่อยากให้เรามีปฏิสัมพันธ์กันผ่าน ‘หู’ และ ‘ปาก’ แบบออฟไลน์

  ในยุคที่ทุกอย่างอยู่ในโลกออนไลน์ เราฟังเพลงออนไลน์ เจอหน้ากันและทำกิจกรรมเกือบทุกอย่างแบบออนไลน์ ใครจะนึกว่าในมุมหนึ่งของย่านเก่าฝั่งธนฯ จะเป็นที่ตั้งของบาร์แผ่นเสียงเล็ก ๆ ที่ยังคงเคารพการใช้ชีวิตแบบ Old-school และอยากให้เรากลับไปมีปฏิสัมพันธ์กันผ่าน ‘หู’ และ ‘ปาก’ แบบออฟไลน์บ้างในบางครั้ง

  ‘จับหูชนปาก’ คือบาร์แผ่นเสียงขนาดหนึ่งคูหาในซอยพรานก 6 ที่เปิดบริการตามชื่ออันตรงไปตรงมาของมัน ในการเป็นบาร์แผ่นเสียงที่ชวนคนมาดื่ม สนทนา ฟังเพลง หรือบางทีก็จากวงดนตรีนอกกระแสที่แวะเวียนกันมาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในทุกสุดสัปดาห์

  ‘ตั้ม - โตคิณ ทีฆานันท์’ เจ้าของบาร์ ผู้คลุกคลีอยู่กับแวดวงดนตรีมานานในฐานะคนเบื้องหลัง ทั้งกำกับมิวสิควิดีโอ และผู้จัดกิจกรรมดนตรีอิสระ ผู้ร่วมก่อตั้งเทศกาลดนตรีอย่าง Stone Free Music Festival, Keep on The Grass Folk Music Festival, Psych-out และ Grass on the Moon Music Festival เริ่มต้นทำบาร์แห่งนี้จากการที่เขาเองรู้สึกเบื่อกับการจัดเทศกาลดนตรีขนาดใหญ่ที่เคยทำ เลยอยากลองจัดงานดนตรีขนาดเล็กในพื้นที่ของตัวเอง จนเกิดเป็นงานชื่อว่า ‘จับหูชนปาก’ ครั้งแรกขึ้นที่นี่ตั้งแต่ยังไม่เปิดเป็นบาร์แผ่นเสียงอย่างเป็นทางการ และจัดต่อเนื่องมาเรื่อยในช่วงปี 2017 - 2018 จนกระทั่งวันหนึ่งเขาขอเวลาหยุดพักไปตั้งหลักชั่วคราวเพื่อใคร่ครวญถึงอนาคตของตัวเอง

  แล้วพื้นที่ตรงนี้ก็กลับมามีชีวิตอีกครั้ง เมื่อตั้มตัดสินใจเปลี่ยนโฉมตึกแถวเก่าของครอบครัวให้กลายเป็น ‘ห้องนั่งเล่น’ ที่นอกจากจะอนุญาตให้มิตรสหายเข้ามาแลกเปลี่ยนความชอบในการฟังเพลงแล้ว เขายังคงผลักดันรูปแบบการจัดงานดนตรีในพื้นที่เล็ก ๆ ให้เกิดขึ้นอย่างจริงจังจนถึงวันนี้

ฝัน

  อาจจะเรียกว่าเป็นทั้งโชคไม่ดีและโชคดีในเวลาเดียวกันที่เจ้าของร้านอย่างตั้ม ตัดสินใจเปิดร้านนี้เมื่อประมาณหนึ่งปีที่แล้ว โชคไม่ดีคือเป็นช่วงเดียวกันกับที่โควิด-19 กำลังระบาด ทำให้ธุรกิจทุกอย่างหยุดชะงัก แล้วทุกคนก็รู้ว่าการเปิดร้านอาหารหรือบาร์ในเวลานั้นยังเต็มไปด้วยความเสี่ยง (เจ๊ง) ในทุกแง่

  แต่ข้อดีของมันคือบาร์แห่งนี้กลับกลายเป็นพื้นที่เพียงไม่กี่แห่งในกรุงเทพฯ ที่ยังเปิดกว้างให้เหล่าศิลปินนอกกระแสได้มีพื้นที่ในการโชว์ผลงานท่ามกลางความซบเซา ไม่ว่าจะเป็นดนตรีในรูปแบบไหนก็ตาม…

  “ช่วงนั้นสถานการณ์ค่อนข้างแย่ เพราะส่วนใหญ่ศิลปินจะมีรายได้จากการออกไปโชว์ พอมันไม่สามารถทำอย่างนั้นได้ ทุกคนก็ลำบาก ยิ่งเป็นศิลปินหรือพวกวงนอกกระแสด้วย ก็ต้องไปทำอะไรเพื่อความอยู่รอดก่อน นี่คือสิ่งที่เห็นจากคนรอบ ๆ ตัวผมนะ”

  เทศกาลดนตรีเล็ก ๆ จึงเกิดขึ้นอีกครั้งอย่างเป็นทางการ ตั้มไม่เพียงชวนเพื่อน ๆ คนดนตรีนอกกระแสที่เขารู้จัก เขายังประกาศรับสมัครศิลปิน ดีเจ นักอ่าน กวี หรือวรรณกรรมสร้างสรรค์ ที่สามารถสร้างโชว์ได้ ไม่เกี่ยงว่าจะมีชื่อเสียงหรือมือสมัครเล่น จะเคยมีหรือไม่เคยมีผลงานมาก่อนก็ได้ แค่ลองส่งเดโมหรือรายละเอียดงานมา ถ้าเหมาะหรือน่าสนใจ ก็ชวนมาร่วมด้วย แต่สิ่งที่ ‘จับหูชนปาก’ ผลักดันให้เกิดขึ้น ไม่ใช่แค่การเป็นพื้นที่สำหรับคนอยากปล่อยของเท่านั้น เขายังคิดรูปแบบที่ทำให้ทั้งตัวศิลปินเอง ทั้งบาร์ของเขา สามารถอยู่รอดไปด้วยกัน ได้จริงอย่างเป็นรูปธรรมด้วย

  “เราจัดโชว์โดยการเปิดขายบัตร แล้วให้ศิลปินกำหนดราคาค่าบัตรเอง เขาอยากเก็บค่าบัตรเท่าไรก็ได้ ตีมูลค่าของวงเขาเองไปเลย โดยค่าบัตรส่วนหนึ่งจะหักเป็นค่าใช้จ่ายของทางร้าน เช่น ค่าไฟ ค่าอุปกรณ์ - เครื่องเสียงต่างๆ แต่ละวงก็จะได้ค่าตัวตามที่ตัวเองตั้งใจไว้ ผมคิดว่ารูปแบบนี้มันก็แฟร์ดีนะ เป็นการหาทางว่าจะทำอย่างไรให้อยู่รอดกันได้ทั้งสองฝ่าย”

  “แต่มันก็มีเงื่อนไขบางอย่าง เช่น เราจะบอกเขาว่าพื้นที่เราจุคนได้เท่านี้ บรรยากาศเป็นประมาณนี้นะ สำหรับเรา ไม่ใช่ว่าเราเป็นฝ่ายเลือกศิลปินอย่างเดียว ศิลปินก็มีสิทธิ์เลือกสถานที่ที่จะมาเล่นด้วยเหมือนกัน ถ้าเขารู้สึกว่าเพลงหรือผลงานของเขาเหมาะกับร้าน ก็สามารถเข้ามาเสนอเราได้เลย เพราะจากคนที่เคยจัดกิจกรรมดนตรี และเล่นดนตรี เราเข้าใจดีถึงความต้องการพื้นที่ในการแสดงผลงาน ซึ่งพาร์ตหนึ่งของร้านเราก็ยินดีจะเป็นพื้นที่ทางเลือกขนาดย่อมให้กับเขา”

บ้า

  ปีกว่า ๆ ที่งานดนตรีขนาดย่อมเกิดขึ้นแทบทุกสุดสัปดาห์ภายในบาร์แผ่นเสียงเล็ก ๆ ซึ่งได้รับเสียงตอบรับค่อนข้างดี จนเกิดการบอกต่อที่ทำให้มีผู้คนแวะเวียนมาเรื่อย ๆ มากบ้าง น้อยบ้าง บางวันก็แน่นร้านจนไม่มีที่ยืน

  “ตั้งแต่ที่จัดมา ก็เจอวงที่น่าสนใจเยอะเหมือนกัน หลายคนเล่นดนตรีทดลอง เล่นอิเล็กทรอนิกส์ บางวงเอาดนตรีพื้นบ้านมาผสมกับอิเล็กทรอนิกส์ คือมันมีความแปลกใหม่ให้เราเซอร์ไพรส์ตลอด ผมคิดว่านักดนตรีในยุคสมัยนี้เก่งในการเลือกหยิบจับอะไรก็ตามรอบตัวมาเป็นผลงานของเขาได้ ซึ่งเราก็พร้อมซัพพอร์ตทุกรูปแบบ”

  “แต่การที่ศิลปินจะมีแรงลุยต่อหรือทำฝันให้เป็นจริง มันก็ต้องขึ้นอยู่กับตัวเขาเองด้วย เราแค่เป็นส่วนหนึ่งพื้นที่หนึ่ง ที่ให้ประสบการณ์ หรือแลกเปลี่ยนความคิดบางอย่างกับเขาได้เท่านั้น”

  เราถามเขาว่าในแง่การทำธุรกิจ ทุกวันนี้ถือว่าไปรอดไหม ตั้มบอกว่า ‘ธุรกิจ’ ความหมายสำหรับเขาดูเป็นการงานที่ต้องมุ่งมีรายได้ มีกำไร แต่สิ่งที่เขาเริ่มต้นทำนั้นต่างออกไป แค่อยากทำอะไรที่อยู่กับมันได้โดยไม่เบื่อ

  จริง ๆ อยากทดลองไปเรื่อย ๆ นะ ถ้าถามในแง่ธุรกิจหรือเรื่องรายได้ หรือถามว่ามันอยู่ได้เลยไหม ก็อาจยังไม่ค่อยดีหรอก ทุกวันนี้ยังต้องปรับเปลี่ยน หาวิธีไปเรื่อย ๆ อยู่ เพราะเราไม่ได้มีแผนธุรกิจวางไว้แต่แรกเหมือนอยากทำอะไรที่สามารถอยู่กับมันได้ไม่เบื่อก่อน ซึ่งนั้นก็คงต้องเป็นสิ่งที่เราชอบจริง ๆ อาจจะกัดก้อนเกลือกินหน่อย (หัวเราะ) ถ้าว่ากันตรง ๆ ”

  “แต่เรารู้สึกภูมิใจกับทุกสิ่งที่มันออกไปจากร้านเรานะ เราไม่เคยคิดทำร้านมาก่อน แต่เวลานี้เรารู้สึกว่าร้านมันคือเรา แบบ ‘โปรเจกต์นี้มันเกิดขึ้นแล้วเว้ย’ หรือว่า ‘ได้ชวนคนนั้นคนนี้มาร่วมงานกันแล้ว’ มันก็ถือว่าตอบโจทย์ในความรู้สึกกับสิ่งที่เราสนใจ ทำให้เรามีแรง มันเลยน่าจะมีอะไรสนุก ๆ เกิดขึ้นที่นี่อีกต่อไป ๆ ”

 คาราโอเกะ

  ภายในซอย หรือ… ถ้าจะพูดให้นึกภาพออกก็คือเวิ้งที่ล้อมรอบไปด้วยอาคารพาณิชย์บรรยากาศเงียบ ๆ ที่ระหว่างนั่งคุยกันยังมีรถเข็นขายขนมจีบ - ซาลาเปา บีบแตรปี๊บ ๆ เข็นผ่านมาให้เห็น ซึ่งนี่แหละคือเสน่ห์ที่ยังพบเห็นได้ในย่านเก่าของฝั่งธนฯ และเป็นเหตุผลเดียวกันกับที่ตั้มเลือกเปิดกิจการของตัวเองที่นี่

  “ถ้าถามว่าทำไมถึงเลือกมาเปิดร้านตรงนี้ อาจเป็นเพราะว่าตอนเด็ก ๆ ผมอยู่ที่นี่ เป็นคนที่ชอบย่าน Old Town อยู่แล้ว ผมเลยชอบบรรยากาศแถวนี้ ชอบที่เดินออกไปแล้วยังมีข้าวจานละ 40-50 บาท ก๋วยเตี๋ยวเนื้อวัดดงมูลเหล็กที่โคตรเก่าแก่ หรืออะไรแบบนั้น นึกออกไหม แล้วอีกอย่างย่านนี้ก็ยังไม่ค่อยมีบาร์ หรือร้านอะไรแบบนี้ด้วย จริงที่ว่ามันอาจไม่ได้เป็นย่านป๊อบหรือท็อปฮิตเหมือนย่านอื่น ๆ ในกรุงเทพฯ แต่ผมก็คิดนะว่าถ้าเราไม่เริ่ม แล้วใครจะเริ่ม”

  “เราไม่ได้ลงโฆษณาอะไร เพราะคิดว่าลูกค้าที่เข้ามาได้เจอประสบการณ์แบบนี้ แล้วเขาไปบอกต่อ มันค่อนข้างยั่งยืนกว่า ไม่ใช่แค่ผ่านมาถ่ายรูปเล่น แล้วก็ไม่มาอีก แต่ถ้าคนที่มาแล้วเขารู้ถึงคุณค่าจากประสบการณ์ ที่เขาได้รับจริง ๆ เขาก็น่าจะอยากกลับมาอีก”

  “ที่ตลกคือตอนไปจดทะเบียนร้าน เขาให้เราขอใบอนุญาตในหมวดร้านคาราโอเกะ (หัวเราะ) เขาให้เหตุผลว่าเพราะมีดนตรี มีเครื่องดื่ม มีอาหาร” ตั้มเล่า เมื่อเราถามว่าเขาอยากนิยามให้ที่นี่เป็นร้านแนวไหน

  “เอาจริง ๆ ไม่แน่ใจว่าจะนิยามแบบไหน เอาที่เข้าใจง่าย คิดว่าคือบาร์แผ่นเสียง อารมณ์เหมือน ‘มานั่งเล่นบ้านเพื่อน แล้วมาลองฟังเพลงที่เขาชอบ หรือถ้าติดแผ่นมาด้วย ก็สามารถมาเปิดแลกเปลี่ยนกันฟังได้’

  “ปกติแล้วเวลาดื่ม ผมจะไม่ได้ไปร้านเหล้า จะไปบ้านเพื่อน บ้านรุ่นพี่ เขาก็จะฟังแผ่นเสียงกัน แลกกันฟัง คุยกัน ได้อัพเดตความชอบ ความรู้ ได้วงใหม่ ๆ กลับมาฟัง เลยรู้สึกอยากทำร้านเป็นอารมณ์นั้น เป็น Listening Bar หรือบางคนอาจไม่ได้ชอบแผ่นเสียง แค่มาดื่มเฉย ๆ ก็ได้เหมือนกัน บางทีอาจจะอยากเริ่มซื้อแผ่นเสียงจากการมาฟังที่ร้านเราก็ได้”

จับหูชนปาก
823/18 พรานนกซอย 6 (สังเกตหน้าปากซอยมีธนาคาร ธกส. และขอเตือนว่าอย่าตาม Google Map เพราะจะพาไปพรานนกซอย 15)

เปิดวันพฤหัส - วันเสาร์ 
เวลา : 17.00 - 23.00 น. นัดวันและเวลาล่วงหน้าเท่านั้น โทร. 095-797-1917 (ทางร้านไม่รับ Walk-in) 
หรือทางข้อความ
Facebook : https://www.facebook.com/japhoochonpak
Instagram : https://instagram.com/japhoochonpak

Writer: Nat Lelaputra
Photographer: Mc Suppha-riksh Phattrasitthichoke