ART: --- INTERVIEW
Writer: Kraiwitch Tungsomboon
Photographer: Mc Suppha-riksh Phattrasitthichoke

THE JOURNEY OF WATER HYACINTH
TO THAILAND STREET ART
เรื่องราวชีวิตที่ถูกจักสานผ่าน ‘ผักตบชวา’ สู่เส้นทางสตรีทอาร์ตติสของ เก่ง - นพพร พลวิฑูรย์
“ความขบถ ตัวตน และจินตนาการเหนือคำบรรยาย” คำกล่าวข้างต้นคงเป็นสิ่งที่ตอกย้ำความเป็น ‘สตรีทอาร์ต’ ได้อย่างดี และประเทศไทยนั้นเรียกได้ว่าเป็นแหล่งบ่มเพาะเหล่าสตรีทอาร์ตติสฝีมือดีเอาไว้เป็นจำนวนมาก ปัจจุบันไม่ได้มีเพียงการพ่นสีสเปรย์รูปแบบเดิมอีกต่อไป เหล่าศิลปินยังแสวงหาความแปลกใหม่ด้วยเทคนิคต่าง ๆ ผสานเข้ากับแนวคิดของศิลปินแต่ละคน สร้างเป็นคาแรคเตอร์ตามแบบฉบับของตนเอง ส่งผลงานเหล่านั้นโลดแล่นไปไกลกันในระดับโลกเลยทีเดียว

ซึ่ง EVERYTHING ชวนหนึ่งในสตรีทอาร์ตติสมือฉมังอย่าง เก่ง - นพพร พลวิฑูรย์ หรือชื่อในวงการที่ว่า Sensei KA. ศิลปินผู้ออกเดินทางสร้างสรรค์ผลงานศิลปะร่วมกับพื้นที่สาธารณะ รวมไปถึงการนำ ‘ผักตบชวา’ มาเป็นอาวุธในการฟาดฟันความคิด เสียดสีประเด็นต่าง ๆ ในสังคมได้อย่างแสบสัน มาร่วมพูดคุยเปิดเผยชีวิตความเป็นมาแบบหมดเปลือก หากพร้อมแล้ว ไปทำความรู้จักกับเขาคนนี้ให้มากยิ่งขึ้นผ่านบทสัมภาษณ์ในครั้งนี้กันได้เลย!

เปิดประตูทำความรู้จักกับนักปั้นพืชผู้ผนวกสตรีทอาร์ตเข้ากับพื้นที่สาธารณะ
ใครหลายคนอาจจะเคยได้ยินชื่อของ ‘นักปั้นพืช’ ผู้สร้างสรรค์ผลงานศิลปะจากผักตบชวา หรือที่รู้จักกันในวงการสตรีทอาร์ตอย่าง Sensei KA. อีกหนึ่งบทบาทของ เก่ง - นพพร พลวิฑูรย์ สตรีทอาร์ตติสสาย Installation เสริมด้วยลูกเล่นของ Performance Art และ Happening Art สื่อสารผ่านผลงานสตรีทอาร์ตของตนเองร่วมกับพื้นที่สาธารณะ และเข้าถึงผู้คนได้มากที่สุด ไม่ขึ้นตรงกับบุคคลใด นำผลงานศิลปะออกไปพูดคุย สร้าง Interactive เชื่อมความสัมพันธ์กับผู้คนในชุมชนตลอดระยะเวลา 5-6 ปีที่ผ่านมา

เรื่องราวชีวิตที่ถูกโอบอุ้มด้วยผักตบชวา
ก่อนที่จะมาเป็นศิลปินนักปั้นพืชในทุกวันนี้ สำหรับเก่งแล้วเส้นทางของเขาอาจจะไม่ได้สวยหรูอย่างใจคิด เขาได้เล่าให้ฟังถึงจุดเริ่มต้นการผันเปลี่ยนของช่วงชีวิต จากบทบาทของนักธุรกิจค้าขายเฟอร์นิเจอร์ที่เผชิญเข้ากับวิกฤตเศรษฐกิจ พ่วงด้วยทางปัญหาทางการเมือง เสมือนเป็นคลื่นลูกใหญ่ที่ซัดสาดเข้ามา ทำให้ครั้งหนึ่งเขาเลือกที่จะจบชีวิตลงกลางแม่น้ำเจ้าพระยา แต่พบกับกองผักตบชวาที่ลอยมาเป็นจำนวนมาก จึงทำให้เขากระเสือกกระสนเวียนว่ายเอาชีวิตรอดท่ามกลางกระแสน้ำที่ไหลเชี่ยวกราก ประคองตัวเองจนถึงฝั่งและรอดชีวิตมาได้ พอได้สติกลับมาเขาจึงสงสัยว่ากองพืชที่ช่วยชีวิตเขาคือพืชชนิดไหน จึงได้เริ่มศึกษาว่าพืชชนิดนี้ทำอะไรได้บ้าง และค้นพบว่าชาวบ้านมักนำมาทำงานจักสาน ทำเป็นของใช้ในครัวเรือนเกิดเป็นความสนใจอยากจะเรียนรู้เกี่ยวกับสิ่งนี้ให้มากยิ่งขึ้น แต่เหมือนเคราะห์ซ้ำกรรมซัดเรียนไปได้ไม่นานก็ถูกยกเลิกกลางคันและถูกเชิญออก เนื่องจากถูกกดดันจากผู้ใหญ่เพียงเพราะอยากให้คนมาเรียนรู้เรื่องจักสานจริง ๆ ไม่ใช่การเรียนรู้เพื่อนำไปทำอย่างอื่น รูปแบบผลงานที่เก่งทำขึ้นแตกต่างจากงานจักสานทั่วไป เขาจึงผันตัวมาทำงานจักสานข้างถนน ขึ้นรูปเป็นหุ่นฟิกเกอร์ทรงต่าง ๆ ฝีมือในการสร้างสรรค์ผลงานจากผักตบชวาและการทุ่มเทศึกษาศิลปะรวมถึง ประวัติศาตร์ศิลป์ด้วยตนเอง ต่อยอดสร้างเป็นผลงานขึ้นมาจวบจนปัจจุบัน
ศิลปะเป็นเรื่องของสังคม
ในการทำงานแต่ละชิ้นของเก่งเริ่มต้นจากการออกไปสำรวจหาแรงบันดาลใจ มองว่าตอนนี้สังคมพูดถึงอะไรอยู่ พวกเขากำลังพบกับปัญหาอะไรกัน ยกตัวอย่าง ปัญหายาเสพติด เขาลงพื้นที่ไปศึกษาทำการบ้านมาก่อน อย่างเช่น ซอยนี้มีการค้าขายยาเสพติดให้กับเด็ก ๆ ก็เอากล้องวงจรปิดไปติดไว้ให้รู้สึกเหมือนกับว่ากำลังมีอะไรจับตามองอยู่ ให้เขารู้สึกตระหนักถึงการทำผิดกฏหมาย เป้าหมายหลักคือการสร้างผลงานศิลปะให้เป็นส่วนหนึ่งกับสังคม รวมถึงพื้นที่สาธารณะ ไม่ใช่งานศิลปะที่จัดวางอยู่ทั่วไป แต่ไหนแต่ไรศิลปะเป็นเรื่องของสังคม เป็นเรื่องของผู้คน การใช้ชีวิต มีคนเคยบอกว่าอย่าเอาศิลปะมายุ่งกับเรื่องของการเมือง แต่ความจริงศิลปะอยู่กับการเมืองมาโดยตลอด บางครั้งข้อความที่ถูกพูดโดยประชาชนไม่สามารถพูดออกมาได้ ศิลปะจึงเป็นอีกหนึ่งวิธีการที่พวกเขาสามารถเอ่ยในสิ่งที่ต้องการเรียกร้องได้เช่นกัน

ต่อยอดจากภูมิปัญญาดัดแปลงมาสู่ผลงานศิลปะ
ก่อนจะมาเป็นผลงานสักชิ้นหนึ่ง เก่งอธิบายถึงขั้นตอนในการทำงานให้ทางเราฟัง หลังจากได้ไอเดียในการทำงานแล้ว เขาก็เสาะหาผักตบชวาขนาดพอเหมาะ นำมาตากแดดสัก 2-3 แดด สมัยก่อนต้องนำไปผ่านการอบกำมะถันเพื่อไม่ให้เกิดเชื้อรา ซึ่งเป็นวิธีที่ถูกคิดค้นมาจากภูมิปัญญาชาวบ้าน ให้ผลลัพธ์ที่ดี แต่ค่อนข้างอันตรายสำหรับคนที่แพ้ จึงมีวิธีการใหม่ที่ใช้โซเดียมเบนโซเอตในการยับยั้งการเกิดเชื้อรา แต่ราคาที่ค่อนข้างแพงชาวบ้านจึงไม่ค่อยที่นิยมใช้วิธีนี้กัน พอได้ผักตบชวาแห้งแล้วก็จะนำไปตัดประกอบ บิดงอ เชื่อมกาวให้เกิดเป็นรูปร่าง และในปัจจุบันนี้ผักตบชวาที่เก่งนำมาใช้นั้น เก็บโดยชาวบ้านคอยนำมาส่งให้อยู่เนือง ๆ นับว่าเป็นการทำงานร่วมกับชุมชนต่อยอดสร้างอาชีพได้อีกด้วย


งาน Installation แบบศิลปะกองโจร
“สตรีทอาร์ตมันเป็นศิลปะสายขบถ ไม่ทำตามกฏเกณฑ์ของศิลปะกระแสหลัก มันเป็นศิลปะกระแสรอง เพราะฉะนั้นอะไรที่กระแสหลักทำอยู่ กระแสรองอย่าง สตรีทอาร์ตก็ไม่ค่อยอยากจะร่วมแจมเท่าไหร่ เพราะเหมือนว่ามีข้อบังคับอยู่ แต่สำหรับสตรีทอาร์ตมันอิสระ อยากติดที่ไหนก็ติดได้เลย โลกใบนี้มันเป็นแกลเลอรี่อาร์ตของเรา ใครก็ห้ามฉันไม่อยู่ อยากจะพูดอยากจะบอกสังคมว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง มุมมืดที่สังคมปิดบัง ฉันอยากจะตะโกนบอกสิ่งเหล่านั้นด้วยผลงานของฉันเนี่ยแหละ”
กระแสตอบรับจากชุมชน
“พูดตรง ๆ คนสมัยใหม่เขาชอบกันมาก ทุกคนล้วนมีมือถือมีเปิดอินเทอร์เน็ต ดูว่าสตรีทอาร์ตคืออะไร เด็กน้อยยังรู้เลย เดี๋ยวนี้พอเห็นผมเริ่มติดงานก็เดินเข้ามาขอจับมือ ขอถ่ายรูปด้วย บางคนก็ไม่รู้จักกันซื้อน้ำซื้อกาแฟมาให้ เป็นกำลังใจให้กัน เพราะเขารู้ว่าสิ่งที่ศิลปินกำลังทำ มันต้องใช้ความพยายามและความอดทนค่อนข้างสูง”

สตรีทอาร์ตกระตุ้นให้คนเห็นถึงปัญหาที่ถูกกดทับ สร้างเป็นแรงกระเพื่อมให้คนรับรู้มากกว่าเดิม
“ผมว่ามันสร้างการรับรู้ได้มากกว่าเดิมนะ จากคนที่ไม่เคยสนใจในศิลปะหรือคนที่ไม่สนใจในการเมือง พอเขาได้เห็นผลงานเรา เออ อันนี้มันแปลก เราก็อธิบายให้เขาฟังทำให้คนรับรู้ได้มากยิ่งขึ้น ผมนิยามสิ่งเหล่านี้ว่า ผมสร้างผู้ที่เสพงานศิลปะหน้าใหม่ ๆ เข้าไปในระบบของศิลปะ ไม่ว่าจะเป็น สามล้อเครื่อง แม่ค้าในตลาด เด็กน้อยที่ไม่มีสิทธิแม้เข้าไปในแกลเลอรี่ เราจึงออกไปหาเขา ออกไปพูดคุยกับเขาแทน วันใดวันหนึ่งคนที่เขาเข้าใจก็จะบอกกันแบบปากต่อปากว่าศิลปะเป็นแบบนี้นะ ศิลปะมีผลกับการใช้ชีวิต มีผลต่อสติปัญญาของคนทุกสมัย ศิลปะมันคือการให้สติปัญญา ให้แนวคิด ให้ความงามบางด้านที่ไม่สามารถหาได้ในห้องเรียน ผมคิดแบบนั้นนะ”

เจ้า (หน้า) ที่ตรวจการศิลปะ
“เวลาติดตั้งผลงานผมมักจะเจอเจ้าหน้าที่ 2 รูปแบบ แบบแรกคือไม่ชอบพวกเราเลย เพราะเราแอบไปติดตั้งผลงาน กับอีกแบบนึงเขาอยากจะรู้ว่ามันคืออะไร พอเราอธิบายให้เขาฟัง เขากลับชอบและตั้งคำถามว่าทำไมไม่มีอะไรแบบนี้เยอะ ๆ ผมว่าในทุกวงการมันจะมีทั้งคนเลวและคนดีปะปนกันไป เรามีหน้าที่อธิบายผลงานของเราให้พวกเขาเหล่านั้นเข้าใจ”
จากบทบาทของ ‘ศิลปินฮิปฮอป’ สู่ ‘สตรีทอาร์ตติส’
“สมัยก่อนผมมีวงชื่อ Attitude Crew เป็นวง Underground ก็ดังอยู่ช่วงนึงในภาคอีสาน เมื่อ 10 ปีที่แล้ว ตอนนี้ผมกลับมาทำเพลงฮิปฮอปอยู่ 2 เพลง ซึ่งพูดถึงเนื้อหาเกี่ยวกับสตรีทอาร์ตในบ้านเรา แล้วก็พูดถึงการใช้ชีวิต การสร้างผลงานของตนเอง เป็น 2 เพลงส่งท้ายอำลาวงการฮิปฮอป ผมจะเต็มที่กับการสร้างผลงานศิลปะ ผมออกจากวงการฮิปฮอปมาเป็นสตรีทอาร์ตติสเต็มตัวอย่างที่เห็นกัน”
“จุดเชื่อมกันของฮิปฮอปและศิลปะ ผมว่ามันเป็นเรื่องเดียวกันนะ ฮิปฮอปมักจะพูดในสิ่งที่ตัวเองต้องการ ไม่ว่าจะเป็นการกดทับจากรัฐบาลหรือประเด็นต่าง ๆ ในสังคม เสมือนกับศิลปะ ข้อความเหล่านั้นมักถูกส่งออกมาผ่านผลงานที่ไม่จำกัดรูปแบบในการนำเสนอ ผมจึงมองว่ามันเป็นเรื่องเดียวกัน สมัยก่อนเราทำเพลงอะไรที่มันเกิดจากความกดดันในชีวิต เรามักจะพูดไปในเพลง พอมาทำงานสตรีทอาร์ตก็เปลี่ยนแปลงไป เราไม่ได้ใช้ปากพูดแล้ว แต่เปลี่ยนมาใช้ศิลปะในการสื่อสารแทน ใช้ความรู้สึกสร้างเป็นแรงบันดาลใจให้คนได้คิดตามอะไรทำนองนี้”

มุมมองการเติบโตในอนาคตของนักปั้นพืช
“ตอนนี้ผมยังอยากทำในสิ่งที่ทำอยู่ ยังอยากส่งต่อให้ใครหลายคนได้เข้าใจถึงสิ่งที่กำลังทำอยู่ตอนนี้เสียมากกว่า ไม่แน่ว่าในอนาคตผมอาจจะมีวิธีการใหม่ ๆ สอดแทรกกลไก ลูกเล่นใหม่ ๆ อย่างเช่นงาน ตู้โทรศัพท์โบราณที่สามารถขออะไรก็ได้ มันมีรหัสนำไปสู่กุญแจ ให้ผู้ชมสามารถเปิดไปสู่ผลงานชิ้นต่อไปได้ อนาคตก็จะมีรหัสลับซ่อนตามผลงานชิ้นต่าง ๆ รอคอยให้ผู้คนมาค้นคว้าเพื่อนำไปสู่ผลงานที่ชิ้นใหญ่กว่าเดิม”
ส่งต่อความตั้งใจถึงเหล่าผักตบชวาหน่ออ่อน
“สำหรับยุคพวกผมตอนนี้ ผมมองว่าทำได้เต็มที่แล้ว สามารถช่วยได้ในบางเรื่อง หลังจากนี้มันคืออนาคตของพวกคุณแล้ว คุณเต็มที่กับมันเลย ไม่ว่าคุณจะใช้ Soft Power ในรูปแบบไหน ศิลปะ ดนตรีหรืออะไรก็ตาม ถ้าคุณชอบและเต็มที่กับมัน คุณบอกเขาไปเลยว่านี่คือชีวิตของเรา และเราจะสร้างอนาคตของเราเอง ตอนนี้ผมทำได้เท่านี้ที่จะใช้ศิลปะเพื่อช่วยส่งต่อบางสิ่งบางอย่างให้พวกคุณ นี่คือหัวใจหลักในการทำงานของผม”
ร่วมติดตามการเดินทางของ เก่ง - นพพร พลวิฑูรย์ ว่าเขาจะสร้างสรรค์ผลงานมัน ๆ อะไรมาให้พวกเราได้ชมกันต่อ สามารถติดตามได้ที่ Instagram: @Ka.ecoactionart และ Facebook: Streetartist Senseika ได้เลย!