WHEN MATERIALS MEET STYLES!
ก้าวใหม่ของเส้นใยพลาสติกบนเส้นทางสายแฟชั่น

​ปิดท้ายโชว์ของ Fresh Face ในงาน Elle Fashion Week ได้อย่างโดดเด่น และน่าประทับใจเอามากๆ สำหรับแบรนด์แฟชั่นเลือดใหม่ที่น่าจับตามองอย่าง VINN PATARARIN ที่มีคุณแชมป์ วิณ โชคคติวัฒน์ กับคุณฝน ภทรฤน พงษ์ประสิทธิ์ เป็นผู้ขับเคลื่อนความคิดสร้างสรรค์ให้กับแบรนด์ ซึ่งเปี่ยมไปด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัวจากการผสมผสานศาสตร์ของงานดีไซน์อันหลากหลายเข้าด้วยกัน มีการทดลองนำเทคนิค หรือวัสดุใหม่ๆ เข้ามาใช้กับการทำเสื้อผ้า จนเกิดเป็นผลงานดีไซน์ที่ไม่ต้องวิ่งตามเทรนด์แฟชั่น เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ และสามารถสวมใส่ได้จริง!

จุดของเริ่มต้นของ VINN PATARARIN
ฝน : เราเป็นเพื่อนกันตั้งแต่ตอนเรียนอยู่ที่ฝรั่งเศส เป็นแก๊งเที่ยวเล่นด้วยกันมาตลอด แล้วตอนนั้นแชมป์ทำทีสิสเป็นเรื่องเกี่ยวกับ Textile และ Architecture ส่วนเราเรียนแฟชั่นก็มีความสนใจเรื่องผ้า แชมป์เลยชวนมาเล่นมาลองจับผ้า ทำเป็นชุดเป็นฟอร์มด้วยกัน

แชมป์ : ครับ จากตรงนั้นก็ส่งงานประกวดได้รางวัลบ้าง มันเป็นเหมือนโดมิโนเอฟเฟกต์ทำมาเรื่อยๆ พอได้รางวัลต้องไปโชว์ที่นั่นที่นี่ทำคอลเลคชั่นขาย เราตั้งใจให้ VINN PATARARIN เป็นดีไซน์สตูดิโอ เนื่องด้วยแบ็คกราวด์ของผมเป็นสถาปัตย์ แล้วฝนก็เป็นแฟชั่น ในขณะเดียวกันเราเรียนดีไซน์กันทั้งคู่ เรารู้สึกว่าการออกแบบหรือศิลปะมันไม่มี Category กระบวนการคิด หรือการออกแบบใด ๆ ไม่ถูกจำกัดอยู่ในบริบทใดบริบทหนึ่ง คนที่ทำโปรดักท์อาจจะไปทำเสื้อผ้าได้ หรือคนทำเสื้อผ้าก็ไปออกแบบ Installation ได้ จริง ๆ แล้วมันอยู่ในพื้นฐานเดียวกัน เพราะฉะนั้นบริษัทเราเลยทำหลาย ๆ รูปแบบ ตั้งแต่ Human Scale ไปถึง Installation Scale และ Architecture  Scale ครับ
VINN PATARARIN ไม่ได้ทำแค่แฟชั่นอย่างเดียว แต่รับทำงานดีไซน์แขนงอื่นๆ ด้วย
แชมป์ : ใช่ครับ แต่จุดเริ่มต้นที่ทำให้เรามีชื่อเสียงคือแฟชั่น

ฝน : เราเริ่มจากแฟชั่นเสร็จแล้วก็ Express ไปหลายๆ รูปแบบว่ามันจะต่อที่ Installation ไปต่อที่ฝั่ง Architecture มั้ย หรือว่าจะไปต่อในด้านอาร์ท หรือดนตรี เราจะพยายาม Express ให้ครบทุกรูปแบบค่ะ

แชมป์ : การเริ่มด้วยแฟชั่นมันดี เพราะเป็น Human Scale ที่เราสามารถทำได้ด้วยมือของเรา เสร็จแล้วเราจะดูศักยภาพของคอลเลคชั่นนั้น หรือไอเดียของปีนั้นว่ามันจะต่อยอดไปในบริบทอื่นได้ยังไงบ้าง อย่างเช่นปีแรกเราพูดเรื่อง Identity ก็เริ่มจากการทำผ้าให้เข้ากับร่างกาย ต่อมาเรามีโอกาสได้ไปทำ Art Installation แล้วก็ขยับไปเรื่อยๆ ปีถัดมาเราพูดเรื่อง Instinct เราก็ไปทำ Home Decoration ทำ Art Installation ต่อไปครับ
แบรนด์ดีเอ็นเอของ VINN PATARARIN
แชมป์ : ดีเอ็นเอของเราจะมี 3 คำ คือ Experiment, Dynamic และ Sophisticated เราจะเน้นการทดลองของเสื้อผ้า  เอกลักษณ์ของเราจะมีความเป็นไดนามิกที่ดูเคลื่อนไหว ไม่ว่าจะเป็นลวดลาย หรือรูปทรง ในขณะเดียวกันผู้หญิงของเราจะต้องมีความ Sophisticated มีความมั่นใจ มีความเป็นธรรมชาติ และเชื่อมั่นในตัวเอง

ฝน : จริงๆ ถ้าให้เปรียบกับผู้หญิงในปัจจุบัน คือผู้หญิงทำงานแต่ยังมีความสนุกอยู่ในชีวิต

แชมป์ : ต้องเป็นคนที่รู้จักตัวเองดีพอ รักตัวเองดีพอ Celebrate กับชีวิตตัวเอง เราไม่ได้รู้สึกว่าคนใส่เสื้อผ้าเราจะต้องใส่เพื่อโอกาสพิเศษเท่านั้น เขาจะใส่ไปไหนก็ได้ จะลากรองเท้าแตะก็ได้แต่เขามั่นใจว่าฉันไม่ได้ใส่เพื่อใคร ฉันใส่ให้ตัวเอง
ส่วนใหญ่แล้วไอเดียในการสร้างสรรค์เสื้อผ้าของแบรนด์มาจาก
ฝน : อยู่ที่ว่าช่วงนั้นเราทั้งคู่อินกับอะไรอยู่ มันเกิดปรากฏการณ์อะไรบ้างในช่วงปีที่ผ่านมา แล้วเรารู้สึกว่าเราอยากจะเล่าเรื่องอะไร แต่ส่วนใหญ่จะมาจากสังคมกับวัฒนธรรมค่ะ

แชมป์ : จริงๆ ไม่ได้เกี่ยวกับข่าวสารบ้านเมือง 100% ขนาดนั้น มันมาจากช่วงชีวิตนั้นของเราครับ
เรื่องราวในคอลเลคชั่นล่าสุด ที่เพิ่งโชว์ในงาน Elle Fashion Week 2018
แชมป์ : คอลเลคชั่นนี้ชื่อว่า The Illusionist ครับ เราเล่าเรื่องภาพลวงตา พอมาทำการเสิร์ชคำว่า Illusion เกิดขึ้นมาบนโลกเมื่อไร ในอดีตเขามองกันยังไง ปัจจุบันมองยังไง แล้วก็ไปเจอว่ามันถูกพูดครั้งแรกในปี 30 เหมือนกับว่าในยุคนั้นคนจะใส่เสื้อแขนพองเป็นการลวงตาเพื่อสถานะทางสังคม หรือบอกเล่าเรื่องราวของตัวเอง เราเอาคำว่าภาพลวงตา มาตีความในแบบของ VINN PATARARIN  ถ้าเป็นภาพลวงตาในยุค 90 หรือ 2000 เส้นสายจะเยอะลายตา ในขณะเดียวกันเราไม่เชื่อว่าการใส่เสื้อผ้าที่มีลวดลายมากขนาดนั้นจะยังดูสวยอยู่ เราเลยเอา ภาพลวงตาอันนั้นมาคลี่คลายออกมาเป็นเส้น ตาราง และลายจุด ตัวลายจุดจะสังเกตได้ว่ามันมีหลายเลเวล เราใช้โปรแกรม 3D เข้ามาในการสร้างฟอร์ม ทำให้เกิดลวดลายที่มันดูไดนามิก มีการไล่หลายเทคนิคจากหลายวัสดุ 

ฝน : เริ่มตั้งแต่มีเลเซอร์คัต ซึ่งเป็นซิกเนเจอร์แบรนด์ ถ้ามี VINN PATARARIN ก็ต้องมีเลเซอร์คัต ที่ผ่านมาเราทำเลเซอร์คัตค่อนข้างเยอะ เราอยากเห็นลวดลายของเราในรูปแบบอื่นบ้างก็เลยหันมาสนใจผ้าไทย เรามาจับมือกับสตูดิโอที่ทอผ้า และ GC ค่ะ ซึ่ง GC เขาเป็นสปอนเซอร์เราในการใช้วัสดุต่างๆ รวมถึงการเอาเส้นพลาสติกที่รีไซเคิลมาลองทำขึ้นมาใหม่ เราก็เลยเอามาบวกกับการทอผ้า และการมัดหมี่ของชาวบ้าน เพื่อให้ได้ลายจุดได้โทนสีในแบบที่เราต้องการ เราอยากจะเล่าว่าภาพลวงตาของเรามันคือการทับซ้อนกัน ทำให้คนที่มองเห็นๆ เป็นอีกภาพหนึ่ง แต่พอเดินมาดูใกล้ๆ กลับเป็นอีกภาพหนึ่ง
ที่มาของการร่วมงานกับทาง GC
แชมป์ : เราได้ร่วมงานกับหน่วยงานหนึ่งของ GC คือ CSC (Customer Solution Center) ครับ เราเริ่มคุยกันว่าเราจะสามารถทำอะไรร่วมกัน GC เขาให้คำปรึกษาในเรื่องวัสดุที่จะนำไปใช้ และพัฒนาต่อยอดจนเป็นวัสดุที่นำไปใช้ได้จริง ผ้าที่เราทอขึ้นมาก็มาคิดว่ามันจะสามารถทำเป็นโปรดักท์อะไรได้บ้าง เพื่อเป็นการต่อยอดทางการขาย ซึ่งในครั้งนี้ที่เราทำก็มีเสื้อผ้ากับกระเป๋าครับ
กับผลงานที่อยู่ใน CSC (Customer Solution Center) วิธีการดำเนินงานในส่วนนั้นเป็นอย่างไรบ้าง
แชมป์ : ตอนนั้นเราคุยกับทาง GC ว่า เรามาทำโปรเจกท์กันมั้ย ทำยังไงให้งาน Traditional Craft กับพลาสติกซึ่งเป็นวัสดุในยุคโมเดิร์นมาเจอกันได้ เขาก็ช่วยหาผู้ประกอบการที่ผลิตวัสดุนั้นเอามาเจอกับเรา คุยกัน พัฒนา และทดลอง พอได้ทดลองไปเรื่อยๆ เราก็ค้นพบว่าวัสดุน่าสนใจมาก เพราะมันขึ้นฟอร์มได้ มันมีเส้นใย

ฝน : จริงๆ ทดลองกันตั้งแต่ควรจะเอาไปทอคู่กับอะไร ฝ้ายมั้ย หรือเป็นไหมดี แต่ด้วยคอนเซ็ปต์เราที่เป็นภาพลวงตา เรารู้สึกว่าพอทอกับไหมมันได้เอฟเฟกต์ที่ค่อนข้างเวิร์ก เพราะสามารถขยับเส้นได้ มันทำให้เส้นไหมไม่ใช่แค่เส้นตรงอย่างเดียว ก็เลยทดลองกันมาเรื่อยๆ จนกลายมาเป็นโปรดักท์ต่างๆ อย่างที่เห็นในเสื้อผ้า อย่างตัวที่เราใส่ หรือกระเป๋า จะเห็นว่ามันมีการสอดแทรกพวกเส้นพลาสติก ซึ่งจริงๆ เส้นพลาสติกพวกนี้สามารถหาซื้อได้ตามท้องตลาด แต่เป็นเส้นที่เราเอามาพัฒนากันใหม่ทำให้มันเส้นเล็กลงสีผสมกันมากขึ้น

แชมป์ : พอเห็นต้นแบบแล้วว่ามันมีโอกาสการพัฒนาไปสู่ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ อันนี้เลยเป็นจุดเริ่มต้นในการทำโปรเจกท์ต่อไป ซึ่งเราได้คุยกันไว้แล้วว่าน่าจะพัฒนาไปถึงตัวเส้นใยเลยก็น่าจะมีวัสดุที่น่าสนใจออกมาอีกในคอลเลคชั่นต่อไปครับ
ความโดดเด่น และความท้าทายของตัวพลาสติกรีไซเคิลที่นำมาใช้ในการสร้างสรรค์เสื้อผ้า
ฝน : ถ้าในส่วนของผ้าทออย่างตัวนี้ที่เราใส่ คือหนึ่งตอนแรกโทนสีไม่ตรงกับสิ่งที่เราต้องการก็ต้องพยายามหาโทนสีที่ค่อนข้างตรงกับคอลเลคชั่นเรา สองคือวิธีการผสมผสานกับการทอ พอเป็นเชือกพลาสติกจะไม่เหมือนเชือกธรรมดามันจะไม่ยืดหยุ่นมาก ทีนี้ถ้ามันแข็งแล้วเป็นเสื้อผ้าเราทำยังไงถึงจะสวย โชคดีตรงที่ปกติ VINN PATARARIN จะเป็นแบรนด์ที่ทำฟอร์มค่อนข้างลีน แต่รอบนี้เราอยากลองทำฟอร์มใหญ่  เชือกนี้เลยตอบโจทย์ดีมาก เพราะใส่ปุ๊บก็จะเห็นทรงที่สวย ยิ่งพอไปคู่กับผ้าไหมที่มีความกระด้างอยู่แล้วก็ยิ่งสวยเข้าไปใหญ่

แชมป์ : ตัวเนื้อผ้ากลายเป็นมีโครงสร้างของมันเอง ปกติเวลาทำผ้าไหมจะต้องรีดผ้ากาว หรือทำให้มันหนาขึ้น รอบนี้ไม่ต้องทำ เพราะด้วยตัวเชือกมันสามารถดันให้ตัวผ้าขึ้นฟอร์มเองโดยอัตโนมัติ แล้วสิ่งที่เราสเก็ตช์พอเราขึ้นเป็นชุดขึ้นมาจริงๆ ไม่เหมือนกันนะ แต่มันแฮปปี้เอนดิ้ง

ฝน : มันกลายเป็นฟอร์มใหม่ที่เวิร์คว่าเดิมอีก ถือว่าประสบความสำเร็จในการทดลอง
ฟีดแบ็คจากงาน Elle Fashion Week ที่ผ่านมา
ฝน : เกินคาดค่ะ

แชมป์ : ดีใจที่เขาชอบกัน ก็มีทั้งทั้งคำชมคำติ แต่คำชมมากกว่า

ฝน : ค่อนข้างแฮปปี้ เพราะทุกคนที่เข้ามาชมไม่เคยเห็น VINN PATARARIN ในเวอร์ชั่นแบบนี้ รอบนี้ใส่ง่ายเข้าใจง่ายขึ้น ในขณะที่กระบวนการเล่าเรื่องค่อนข้างง่าย มีระยะในการเล่าแต่ละ Section ที่ชัดเจน แต่ก็มีบางเรื่องที่เรายังคงต้องพัฒนากันอยู่ จริงๆ เวลาค่อนข้างกระชั้น เพราะเราทั้งพัฒนาเส้นใย ทำผ้า และคิดลายใหม่ด้วย กระบวนการเลยเยอะกว่าปกติ

แชมป์ : ต้องขอบคุณครับแม่ป้าทั้งหลาย
ฝน : ขอบคุณแม่ๆ ป้าๆ ทุกคนที่ทอให้ วันนี้ใส่เสื้อผ้าตัวเองมาแล้วเมื่อกี้ไปเจอคุณป้าคนหนึ่ง ซึ่งอยู่สุรินทร์เขาเป็นคนทอผ้าให้เราวิ่งเข้ามาบอกหนูๆ ป้าขอถ่ายรูปหน่อย เพราะป้าเป็นคนทอผ้าชิ้นนี้ มันเจ๋งมากเลยที่ป้าจำได้ ต้องขอบคุณมาก เพราะให้เวลาคุณป้าแค่ 3-4 อาทิตย์ ในการผ้าทอ 50 เมตร

แชมป์ : รอบนี้กระบวนการเราครบ ตั้งแต่พัฒนาวัสดุไปจนถึงกระบวนการผลิต เราดีใจที่เรายังได้ทำงานกับชาวบ้าน เรายังได้ทำอะไรไทยๆ ในขณะเดียวกันเราก็ยังทำงานทดลองที่ใช้เทคโนโลยี พอมันมาอยู่บนรันเวย์ทุกอย่างร้อยเรียงต่อกันแล้วเป็นภาพที่สวย  บางคนเขาไม่ได้สังเกตว่ามันเป็นผ้าทอด้วยซ้ำ แต่เรารู้สึกว่า Mood and Tone มันได้ ทุกคนรู้ว่าเราตอนนั้นเล่าเรื่องอะไร
โปรเจกท์ในอนาคตกับทาง GC
แชมป์ : เราวางแผนระยะยาวกับทาง GC ไว้ว่าจะพัฒนาวัสดุไปเรื่อยๆ ในปีนี้ยังเป็นเรื่อง Textile แต่ปีถัดไปจะเป็นวัสดุที่เป็นพลาสติกมากขึ้น อาจจะไล่ไปจนถึงวัสดุก่อสร้าง เวลาทำงาน ดีไซเนอร์จะมีปัญหาในการใช้วัสดุ คือวัสดุบางอย่างมันไม่ตอบโจทย์ เราต้องเอาดีไซน์เข้าไปช่วยเพื่อให้วัสดุนั้นเกิดเป็นฟอร์มขึ้นมา

ฝน : คงจะได้เห็น Range ของวัสดุที่มากขึ้น จากทั้งทางเรา และ GC เพราะเป็นโปรเจกท์ร่วมกันที่จะช่วยพัฒนาวัสดุใหม่ ๆ ออกมา ซึ่งมันเป็นสิ่งที่แบรนด์เราอยากทำและอยากทดลองอยู่แล้ว ในขณะที่แบรนด์เราเป็น Multidisciplinary ที่ทำตั้งแต่ Human Scale ไปจนถึง Architecture Scale เราฝันว่าเราอยากมีวัสดุบางอย่างที่มันใช้ได้จริงๆ กับทุก Scale ก็คงจะได้เห็นกันในอนาคตข้างหน้าค่ะ
ก้าวต่อไปของ VINN PATARARIN
ฝน : เปลี่ยนไปทุกปีนะคะ แต่ยังมีเป้าหมายที่อยากให้เป็น Multidisciplinary ได้เห็นผลงานของ VINN PATARARIN ในทุก ๆ Range ตั้งแต่เล็กที่สุดไปจนถึงใหญ่ที่สุด เหตุผลที่เราอยากทำแบบนี้เพราะอยากให้คนไทยรู้ว่าวัฒนธรรมการออกแบบ การทำงานดีไซน์มีทุกรูปแบบ ไม่จำเป็นจะต้องทำแค่อย่างเดียวตลอดไป เราเป็นคนหนึ่งที่เรียนดีไซน์ โตมากับการชอบงานดีไซน์ เราอยากให้ประเทศไทยค่อยๆ ซึมซับงานดีไซน์มากขึ้นไปเรื่อยๆ อาจจะด้วยการดูงานของเรา แล้วเห็นว่ามันไปได้หลายรูปแบบ สร้างแรงบันดาลใจให้กับคนอื่นที่รู้สึกกว่าแบรนด์นี้เขาทำได้ ในอนาคตเราอยากให้เป็นอย่างนั้น

แชมป์ : จากวันแรกจนถึงวันนี้ยังเป็นเป้าหมายเดิม เราอยากให้งานออกแบบของเราสามารถไล่จาก Human Scale ไปจนถึงอะไรที่มันใหญ่ขึ้น มันเหมือนมันมีจิ๊กซอว์มาเติมเรื่อยๆ ในวันที่เราเป็นสตูดิโอเล็กๆ เรายังทำอะไรได้ไม่มาก แต่วันนี้เรามีพาร์ทเนอร์ที่ดี เรามีทาง GC ที่มาช่วยดูวัสดุอะไรอย่างนี้ เราก็รู้สึกว่าไปได้มากขึ้น