
เจาะลึกการบรรยายโดย “Erwin Viray” ในงาน "ASA International Forum 2022”
เจาะลึกการบรรยายโดย “Erwin Viray” ในงาน "ASA International Forum 2022” รูปแบบออนไลน์ ที่จัดขึ้นครั้งที่ 1 เมื่อวันเสาร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ 2565 ภายใต้แนวคิด Co W/ Architects | Co W/ Creators: Collaboration between architects and others in the creative industry
“Co-exist, Co-create, Co-…” เป็นหัวข้อที่ Erwin หยิบยกมาสำหรับการบรรยายในครั้งนี้ เพื่อหาคำตอบว่าอะไร? คือสิ่งสำคัญที่มีผลต่อการอยู่ร่วมกัน การสร้างสรรค์ผลงานร่วมกัน และการทำงานร่วมกัน แล้วการสร้างสรรค์งานสถาปัตยกรรมที่ดีควรทำอย่างไร? รวมถึงการสร้างโลก สังคม และวัฒนธรรมที่ยั่งยืนนั้นจะสามารถทำได้อย่างไรบ้าง? อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ สถาปนิก นักออกแบบ นักสร้างสรรค์ สามารถ Co-exist และ Co-create ในบริบททางวิชาชีพที่แตกต่างกันได้อย่างไร
Erwin พาทุกคนมาร่วมค้นหาคำตอบผ่านตัวอย่างผลงานต่าง ๆ กับประสบการณ์ทำงานในหลากบทบาทวิชาชีพของเขา ทั้งบรรณาธิการ ภัณฑารักษ์ นักการศึกษา และนักกิจกรรม โดยปัจจุบัน Erwin Viray ดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการสถาบัน Sustainability Initiatives ที่ Singapore University of Technology and Design (SUTD) ถือเป็นนักออกแบบผู้ทรงคุณวุฒิระดับโลกที่มากด้วยความรู้และประสบการณ์ โดยก่อนหน้านี้เขาดำรงตำแหน่งผู้บริหารมาแล้วมากมายในหลายสถาบัน

Erwin ดำรงตำแหน่งบรรณาธิการนิตยสาร a+u (Architecture + Urbanism) ที่ทรงอิทธิพลมาตั้งแต่ปี 1996 ดังนั้นเขาจึงเร่ิมต้นจากตัวอย่างนิตยสาร a+u ฉบับที่ 558 ประจำเดือนมีนาคม 2017 ที่น่าสนใจเพราะนำเสนอโปรเจกท์หมายเลข 230 ของ Herzog & de Meuron นั่นคือ “Elbphilharmonie” ฮอลจัดแสดงดนตรีที่ถือเป็นหนึ่งในแลนด์มาร์กแห่งใหม่ของกรุง Hamburg ประเทศเยอรมนี
“สิ่งที่มีผลต่อ Co-Exist, Co-Create คือ การแบ่งปันเรื่องราวที่ไม่ได้จำกัดเฉพาะเรื่องสถาปัตยกรรมเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวกับผู้คน ซึ่งเป็นผู้สร้างสิ่งแวดล้อมนั้นขึ้นมา ทำให้เราตระหนักได้ว่าสถาปัตยกรรมนั้นมีความหมายมากกว่าแค่สถาปัตยกรรมเพียงอย่างเดียว” Erwin กล่าว
“เราสามารถมีความสุขไปกับโลกนี้ ผ่านความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากร่างกาย ผ่านสถาปัตยกรรมที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นจากความรู้สึกภายในร่างกายของเราด้วย โดยเราสามารถสร้างประสบการณ์ร่วมกับปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องได้ อย่าง เวลา และพื้นที่ว่าง กล่าวคือ เวลามีผลต่อการสร้างสรรค์พื้นที่ว่าง ในขณะเดียวกันพื้นที่ว่างก็เป็นส่วนหนึ่งของเวลา เมื่องานสถาปัตยกรรม ทำให้เรารู้สึกถึงสิ่งเหล่านี้ได้ เราจะมีความสุขกับสิ่งรอบตัว นี่จึงเป็นคำตอบของคำถามที่ว่าทำไมเราถึงได้สร้างสรรค์ a+u ฉบับ Herzog & de Meuron, Elbphilharmonie ขึ้นมา”
Erwin มองว่าผลงานชิ้นนี้ มีบทเรียนมากมายให้เรียนรู้ ไม่ว่าจะเป็น ความเพียร ความอดทน การมีส่วนร่วมในเชิงบวกอย่างสร้างสรรค์ และพื้นฐานของไอเดียต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับเรื่องของเสียง ที่ว่างในจินตนาการ พื้นผิวของเสียง คุณภาพของแสง และการที่คนเข้าไปอยู่ในสถานที่ และที่ว่างนั้น ๆ รวมถึงได้เรียนรู้ถึงการร้อยเรียงเรื่องราวในตัวงาน และการถ่ายทอดความรู้สึกผ่านประสาทสัมผัส อีกทั้งยังได้เรียนรู้ถึงทักษะในการออกแบบจากหลักฐานเชิงประจักษ์ ที่นำพาเราไปสู่อารมณ์ ความรู้สึก ที่มีผลในมิติของชีวิตจริง เพื่อที่เราจะได้รับรู้เสมือนในชีวิตจริง

โดยเนื้อหาในนิตยสาร a+u ฉบับ อธิบายถึงแนวคิดการออกแบบอาคาร Elbphilharmonie ตั้งแต่ภาพรวมของทั้งโครงการ ที่มาของโครงการ พื้นที่สาธารณะ รวมถึงความสัมพันธ์ที่มีต่อผู้คนในเมือง Hamburg จนถึงแนวความคิดในการจัดการพื้นที่ว่างในเชิงสถาปัตยกรรม อย่างหอประชุมใหญ่ ลานพลาซ่า ห้องโถง โซนบันไดเลื่อน และหลังคา จนถึงส่วนประกอบต่าง ๆ ของอาคาร เช่น หอประชุมใหญ่ ห้องโถง ห้องซ้อม โถงหลักที่ชื่อ Kaispeicher Plaza จนถึงส่วนของฟาซาด และหลังคา ต่อด้วยพื้นที่สาธารณะ ที่ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของวาทกรรมของเมือง ประกอบร่วมกับการร้อยเรียงภาพประกอบการทำงาน พร้อมด้วยโมเดลของตึก Elbphilharmonie ที่แยกย่อยเป็นประเด็นตามหัวข้อ จนถึงขั้นตอนการออกแบบและทำเลย์เอ้าท์ (mock-ups) ของหนังสือ อีกทั้งนิตยสารฉบับนี้เกิดขึ้นได้จากความร่วมมือกันของคนหลากหลาย อาทิ Herzog & de Meuron สถาปนิกที่ออกแบบตึกและยังรับผิดชอบเขียนเนื้อหาเกี่ยวกับการออกแบบอาคาร Elbphilharmonie ในเล่มนี้ รวมทั้งยังได้ 2 ช่างภาพอย่าง Joël Tettamanti และ Armin Linke มาออกแบบปกหน้าและปกหลังด้วย
จุดเด่นของอาคาร Elbphilharmonie คือส่วนล่างของอาคารที่เป็นโครงสร้างอิฐเก่า และส่วนบนของอาคารที่เป็นโครงสร้างกระจก ซึ่งภายในเป็นฮอลสำหรับจัดแสดงคอนเสิร์ต และพื้นที่ใช้สอยอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ Elbphilharmonie ในขณะที่ด้านล่างเป็นพื้นที่ใช้สอยของโรงแรม และพื้นที่ใช้สอยอื่น ๆ ที่ออกแบบมาเพื่อเมือง Hamburg

อธิบายถึงการก่อสร้าง รวมถึงโครงสร้างของตึกนี้ถูกติดตั้งอย่างไร เพื่อเสริมโครงสร้างด้านล่างให้แข็งแรง และสามารถยึดโครงสร้างใหม่ที่ถูกติดตั้งด้านบน

โมเดลที่ใช้ในการศึกษาแนวคิดในการออกแบบอาคาร Elbphilharmonie เพื่อนำเสนอว่าโครงสร้างนั้นสามารถเชื่อมต่อโครงสร้างเก่า และโครงสร้างใหม่ได้หรือไม่ รวมถึงจะทำการเชื่อมโยงโครงสร้างทั้งสองแบบได้อย่างไร

รูปภาพแสดงถึงมุมมองของพื้นที่ใช้สอยภายในอาคารที่มี Panels กว่า 10,000 ชิ้น ซึ่งพื้นที่ใช้สอยทั้งหมดในส่วนนี้ถูกสร้างจากการออกแบบผ่านอัลกอริทึมพิเศษ เพื่อที่จะสร้างเสียงในอุดมคติภายในสเปซ โดยภาพตัดอธิบายถึงองค์ประกอบของสถาปัตยกรรมว่าถูกร้อยเรียงอย่างไรเพื่อให้เกิดสเปซนี้
พื้นที่สาธารณะที่ผู้คนสามารถมานั่งและชมวิวของเมือง Hamburg ได้ โดยบนพื้นผิวมีส่วนเว้าและส่วนนูนของตัวกระจก ซึ่งจะสร้างประสบการณ์ให้ผู้มาเยือนให้รู้สึกเหมือนตัวเมืองเข้ามาในระยะที่ใกล้ตัว หรือไกลออกไป ส่วนตัวกระจกนั้นมีการพิมพ์ลวดลาย ซึ่งทำให้คุณสามารถพุ่งจุดสนใจไปในบางส่วนเป็นพิเศษได้ นั่นคือทำให้เน้นบางวิวทิวทัศน์ของเมือง
อีกจุดหนึ่งที่น่าสนใจมาก นอกจากตัวโครงสร้างเองแล้ว คือ ตึกนี้ยังออกแบบให้เป็นพื้นที่สาธารณะ โดยตัวหน้าต่างกระจกสามารถเปิดออก ระบายอากาศได้ ในขณะที่ผู้ใช้อาคารสามารถเพลิดเพลินกับวิวของเมือง และอ่าวของเมือง ถึงแม้ว่าจะอยู่ด้านในของตึกก็ตาม


ด้านในอาคารมีหอประชุมใหญ่ สำหรับแสดงดนตรี ที่ถูกออกแบบให้สะท้อนเสียงอย่างสมบูรณ์แบบ เหมือนกับได้เล่นเปียโนด้วยตัวเอง หรือให้ความรู้สึกเหมือนคุณนั่งอยู่ข้าง ๆ เปียโนตัวนั้น เมื่อวงออร์เคสตราบรรเลงบทเพลง ผู้ชมจะรู้สึกเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของวงเพราะการจัดวาง และวิธีที่เสียงนั้นถูกออกแบบให้ผู้ชมรู้สึกเหมือนมีส่วนร่วมในการสร้างเสียงเพลงนั้น ๆ และเพลิดเพลินกับเสียงเพลงอย่างที่สุด

Food in Kyoto เป็นโครงการเกี่ยวกับการสำรวจ Metabolism ของเมือง โดยการตั้งคำถามว่าเราสามารถเข้าใจความเป็นเมืองผ่านอาหารได้อย่างไร ซึ่งเกิดจากความร่วมมือระหว่าง Erwin กับ Kyoto Design Lab จาก Kyoto Institute of Technology และ ETH Studio Basel Contemporary City Institute พร้อมเชิญสถาปนิกรุ่นใหม่ 2 ท่านจากสถาบัน คือ Manuel Herz และ Shadi Rahbaran มาช่วยดูแลโปรเจกท์นี้กับนักศึกษาที่ร่วมทำงานกันในช่วงเดือนมิถุนายน 2015
“เราสังเกตได้ว่าในอาหารมักจะมีน้ำเป็นวัตถุดิบ เราเลยเริ่มต้นจากจุดนั้น และเราต้องการที่จะเข้าใจว่ามันสามารถเชื่อมโยงกับตัวเมืองได้อย่างไร รวมถึงการไหลเวียนของอาหาร กระบวนการผลิตส่วนผสมของอาหาร และตัวตลาดเอง โดยเราพยายามตั้งคำถามถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น นอกจากนี้ยังรวมถึงการบริโภคด้วย วิธีที่คนเราเพลิดเพลินกับอาหารในร้านอาหาร ที่บ้าน หรือผ่านบริการจัดส่งอาหาร”
การทำงานของพวกเขาคือออกสำรวจภาคสนาม และร่วมมือกับตลาดค้าส่ง และตลาดนิชิกิในเมืองเกียวโต ซึ่งเป็นตัวอย่างของวิธีการอยู่ร่วมกัน (Co-exist) และการสร้างสรรค์ร่วมกัน (Co-Create) ในบางองค์ประกอบ ซึ่งในกระบวนการทำงานนี้ ทำให้พวกเขาสามารถจัดตั้งชุดข้อมูลขึ้นมาได้ เป็นแผนที่สารานุกรมแห่งเมืองเกียวโตผ่านการค้นหาว่าอาหารนั้นสามารถเมืองได้อย่างไร เกิดจากการวิเคราะห์การถ่ายทอดอาหารในพื้นที่ภายในตัวเมือง ภายใต้ความรู้พื้นฐานของวัฒนธรรม โครงสร้างเมือง และสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติของเมืองเกียวโต จนได้ผลการวิจัยและวิเคราะห์ทั้งหมดที่รวบรวมอยู่ในหนังสือที่มีมากกว่า 400 หน้า

จากการสำรวจครั้งแรก โปรเจกท์ Food in Kyoto ต่อยอดมาสู่การเวิร์คช็อปครั้งที่ 2 ที่ถูกพัฒนาจนมีความเป็นสถาปัตยกรรมมากขึ้น โดยสำรวจว่าสถาปัตยกรรมสามารถเกี่ยวข้องอย่างไรกับตลาดนิชิกิ โดยเน้นการค้นหาประเภทของพื้นที่ที่เหมาะสมในการเผยแพร่และสืบสานวัฒนธรรมของอาหารแห่งเมืองเกียวโต โดยต้องผสมผสานประเพณีของตลาดนิชิกิ พร้อมทั้งต้อนรับนักท่องเที่ยวได้อย่างลงตัว
“เกิดจากความเปลี่ยนแปลงในตลาดที่ก่อนนี้ผู้บริโภคส่วนใหญ่เป็นคนท้องถิ่น แต่พบว่าปัจจุบันหนาแน่นไปด้วยนักท่องเที่ยวซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทำให้เรากลับไปค้นหาข้อมูลที่ตลาดนิชิกิอีกครั้ง เพื่อทำความเข้าใจและสร้างชุดข้อมูลที่เกี่ยวข้องขึ้นมา รวมถึงหาแนวทางแก้ปัญหาที่เป็นไปได้เพื่อตอบรับกับสิ่งใหม่ที่เกิดขึ้นที่ตลาด”

Erwin กล่าวว่านอกจากการค้นพบทั้งหมดจะถูกรวบรวมไว้ในหนังสือแล้ว ยังนำมาสู่การจัดแสดงนิทรรศการ “Food Shaping Kyoto” ที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่างตลาดนิชิกิ มหาวิทยาลัย Kyoto Institute of Technology และ Vitra Campus ที่ทำให้เกิดการร่วมสร้างสรรค์อีกครั้ง “เราจะได้ปรับปรุงโลกของเรา และมองดูวิธีที่จะขยายองค์การสถาปัตยกรรมการออกแบบ และสาขาอื่น ๆ ที่เรากำลังทำงานอยู่” โดยภายในนิทรรศการจัดแสดงข้อมูลมากกว่า 400 รายการ เครื่องมือที่ถูกใช้จริงในตลาดนิชิกิ รวมถึงการแสดงวิดีโอ 360 องศาด้วย

“Instagram Innovation Workshop” เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่าง Herzog & de Meuron, Singapore University of Technology and Design (SUTD) และ Kyoto Design Lab ในปี 2019
“สืบเนื่องจากการที่ Instagram ที่มีผลกระทบอย่างมากต่อชีวิตเรา รวมไปถึงสื่อดิจิตอลต่าง ๆ ซึ่งความแพร่หลายของโซเซียลมีเดียนี้ได้ปรับเปลี่ยนการรับรู้ และปฏิกิริยาที่เรามีต่อที่ว่าง งานสถาปัตยกรรม และสิ่งแวดล้อม รวมทั้งมีอิทธิพลต่อวิธีสร้างสรรค์งานทางสถาปัตยกรรมและงานออกแบบอย่างมาก จึงเกิดคำถามว่าเรามีมุมมองต่อสิ่งเหล่านี้อย่างไร และเราจะทำงานกับสิ่งเหล่านี้กันอย่างไร”
“จึงทำให้กลุ่ม Swiss Innovation ร่วมกับ Herzog & de Meuron, SUTD และ Kyoto Design Lab ในปี 2019 ที่ Basel เป็นวิธีการที่น่าสนใจมากที่นักศึกษาจากสิงคโปร์ และเกียวโต ได้ร่วมกันทำงานในขอบเขตของอินสตาแกรม เพื่อที่จะสะท้อนส่ิงที่ต้องการ โดยนำเสนอผ่านบุคลิกขอบบุคคลนั้น ๆ ผ่านรูปแบบที่ถูกรวบรวมและโพสต์ไว้ในอินสตาแกรม ซึ่งนักศึกษามีจุดเร่ิมต้นในการทำงานที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดยพวกเขาจะย้อนไปดูภาพถ่ายเก่า ๆ ของโปรเจกท์ต่าง ๆ ของ Herzog & de Meuron พร้อมศึกษาว่าช่างภาพที่ถ่ายภาพเหล่านั้นต้องการถ่ายทอดเนื้อหาสำคัญอะไรในโปรเจกท์ออกมาบ้าง รวมถึงตั้งคำถามว่า อะไรเป็นสิ่งที่ควรจะถูกถ่ายทอดออกมาผ่านการทำงานโปรเจกท์ต่าง ๆ ซึ่งสามารถทำให้เราได้รับรู้ประสบการณ์ใหม่ ๆ ได้รู้จักกับไอเดียใหม่ ๆ ความคิดใหม่ ๆ และศิลปะแห่งการเล่าเรื่อง ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับงานสถาปัตยกรรม"
“เราจะเล่าเรื่องราวอย่างไรให้น่าสนใจในยุคของข้อมูลข่าวสารนี้ เราสามารถยกระดับมุมมองที่ทำให้งานสถาปัตยกรรมน่าสนใจมากขึ้นได้อย่างไร ผ่านการนำเสนอ และการถ่ายทอด”

“จากการที่เราเผชิญหน้ากับความท้าทายมากมาย ไม่ว่าจะเป็นโรคระบาด การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ และการตั้งคำถามถึงแนวคิดของความยั่งยืน ฯลฯ ดังนั้นเราจะใช้ชีวิตที่ดีได้อย่างไร? เป็นคำถามที่ทำให้ทางมหาวิทยาลัยมีนโนบายสร้างเป้าหมายขององค์กรเพื่อพัฒนาสู่ความยั่งยืน (ประกาศผ่านสื่อเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2021)” Erwin ในฐานะที่ดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการของ สถาบัน Sustainability Initiatives ที่มหาวิทยาลัย SUTD จึงถูกทาบทามให้ร่วมทำงานในส่วนนี้ด้วย
Erwin ให้ความรู้ว่าแผนพัฒนาสู่ความยั่งยืนของ SUTD ประกอบด้วย 3 หลักใหญ่สำคัญคือ 1) “วิจัยความยั่งยืน นวัตกรรม และองค์กร” 2) “การศึกษาเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน" และ 3) "O.A.S.I.S" ซึ่งย่อมาจาก Open Arena for Sustainbility Innovation and Solution หรือ พื้นที่สำหรับนวัตกรรมเพื่อพัฒนาสู่ความยั่งยืน และวิธีการแก้ปัญหา โดยแต่ละส่วนต่างสนับสนุนซึ่งกันและกัน เพื่อสร้างโลกที่ยั่งยืน และเปลี่ยนแปลงโลกให้ดีขึ้นผ่านองค์ความรู้ในการออกแบบ อีกส่วนหนึ่งที่ทาง SUTD สนใจคือเรื่องของ Circular Economy ด้วย
“พื้นที่ของมหาวิทยาลัยและชุมชนโดยรอบจึงกลายเป็นพื้นที่ตัวอย่างสำหรับการทดลอง และการร่วมมือระหว่างทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง”

หนึ่งในโปรเจกท์ที่ทาง SUTD ร่วมทำงานกับหลายภาคส่วน คือ การทำงานร่วมกับ North West Community Development Council (CDC) เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติที่ยั่งยืน โดยการวิจัยด้านการนำวัสดุกลับมาใช้ซ้ำ (Re-use) เช่น ลังกระดาษที่พับได้ และเฟอร์นิเจอร์ที่สร้างมาจากวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งสามารถนำมารวมตัวกันและถอดประกอบได้ รวมถึงสามารถย่อยสลายกลับสู่ธรรมชาติได้

ตัวอย่างที่แสดงเห็นถึงความร่วมมือกันระหว่างผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ นักออกแบบ และชุมชน ผ่านโครงการที่ใช้เทคโนโลยีแบบใหม่มาร่วม เช่น การพิมพ์ 3 มิติจากห้องแล็บ SUTD AIRLAB สำหรับพัฒนางานวิจัยที่ทำร่วมกับ Carlos Banon และบริษัท City Development Limited เพื่อสร้างโครงการนำร่องสำหรับระบบเกษตรกรรมแนวตั้ง ผ่านการพิมพ์ 3 มิติโดยใช้วัสดุที่ยั่งยืนและทำมาจากธรรมชาติ ซึ่งถูกติดตั้งภายในโครงการ City Square Mall ของบริษัท City Development

การออกแบบห้องสมุดเด็ก ที่หอสมุดแห่งชาติ เป็นอีกหนึ่งโปรเจกท์ที่ทำร่วมกับผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ City Development Limited และสถาปนิกจาก ADDP Architects เพื่อสร้าง “My Tree House “ งานออกแบบที่สื่อถึงความยั่งยืนแบบธรรมชาติ สุขภาพที่ดี ดูเป็นมิตร เข้าถึงง่าย และสร้างประสบการณ์อันมีคุณค่าในรูปแบบของห้องสมุดเด็ก โดยการออกแบบพื้นที่ที่สร้างประสบการณ์ใหม่ มีการใช้หุ่นยนต์ที่ตอบสนองได้ ร่วมกับแนวทางการปฏิบัติงานที่ยั่งยืน นอกจากนี้พื้นที่ยังเชิญชวนเด็กเข้ามาในโลกมหัศจรรย์แห่งการเล่าเรื่องผ่านหนังสือด้วย

โปรเจกท์ความร่วมมือกับสายการบินสิงคโปร์แอร์ไลน์ ซึ่งปลดระวางเครื่องบินรุ่น Airbus 380 จึงเกิดคำถามว่าสามารถทำอะไรได้บ้างกับชิ้นส่วน Aisbus 380 นี้ โดยนักศึกษาจาก SUTD ได้รับโจทย์ให้ออกแบบพาวิลเลียนจากการนำชิ้นส่วนของหน้าต่างเครื่องบินมาใช้ ซึ่งตอนนี้ได้มีการระดมความคิดแบบเร่งด่วน (Design Hackathon) เกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่

หนังสือเกี่ยวกับสถาปัตยกรรมและการออกแบบที่ยั่งยืน เพื่อถ่ายทอดแนวคิด ความตั้งใจ ภาระกิจต่าง ๆ ในการพัฒนาสู่ความยั่งยืนของ SUTD ในฐานะของโรงเรียนสถาปัตยกรรมและการออกแบบ ซึ่งสะท้อนการเรียนรู้การใช้งานระบบคอมพิวเตอร์กับงานสถาปัตยกรรม รวมไปถึงกับหลักสูตรของโรงเรียนด้วย ในการทำหนังสือเล่มนี้ก็ใช้ปัญญาประดิษฐ์โมดูล (AI Deep Learning) ในการใส่เนื้อหาทั้งหมดที่ผ่านมาในเวลา 3 ปีจากหนังสือForming Unforming (ปี 2017, 2018 และปี 2021) ทำให้เกิดภาพปก 700 แบบที่เป็นเอกลักษณ์ ดังนั้นหนังสือทั้ง 700 เล่มจึงมีหน้าปกที่เฉพาะตัว


วิธีการออกแบบหนังสือ Forming Unforming ที่ใช้คอมพิวเตอร์นั้นในการออกแบบหน้าปก 700 แบบนั้น สะท้อนกระบวนการเรียบเรียง ทั้งแบบที่เรียงลำดับ และแบบที่เกิดขึ้นในเวลาเดียว เพื่อที่จะคลายตัวและสร้างสรรค์ขึ้นมาใหม่ เริ่มต้นด้วยการป้อนข้อมูลเวกเตอร์ Noise (N) และ Latent Codes (Z,W) ต่อด้วย Learned Constant (C) ประกอบไปด้วย 3 โครงข่าย คือ Maping Network, Generator และ Discriminator หลังจากชุดข้อมูลทั้งหมดถูกป้อนเข้าไปในเครื่อข่าย StyleGAN (Generative Adversarial Network) มันจะดำเนินการด้วยตัวมันเองในเขิง Deep Learning Model ซึ่งมันสามารถถูกเทรนให้ผลิตรูปภาพใหม่ ๆ