นิยามแห่งที่อยู่อาศัยยุคใหม่ของ แนท - วสุ วิรัชศิลป์ แห่ง VaSLaB ARCHITECHTURE

ด้วยสถานการณ์โรคระบาดที่เกิดขึ้นในช่วงปีที่ผ่านมา ทำให้ผู้คนต่างปรับวิธีดำเนินชีวิตและการทำงานเสียใหม่จนกลายเป็นชีวิตแบบ New Normal และรูปแบบของวิถีชีวิตใหม่นี่เอง ยังส่งผลให้โจทย์การออกแบบพื้นที่และสถาปัตยกรรมเปลี่ยนแปลงไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นโรงแรมที่มาพร้อมสเปซอันเว้นระยะห่าง หรือบ้านที่ต้องมีสมดุลของ Indoor และ Outdoor ซึ่งเทรนด์ของการออกแบบใหม่จะมีองค์ประกอบที่ทำให้อาคารสวยงามและมีฟังก์ชั่นที่ตอบโจทย์ผู้ใช้งานอย่างไร ไปค้นหาคำตอบพร้อมกันผ่านมุมมองของ “แนท - วสุ วิรัชศิลป์” Founder และ Design Director แห่ง VaSLaB ARCHITECHTURE

  “หลังจากมีชีวิตแบบ New Normal แล้วมันทำให้โจทย์การแบบเปลี่ยนแปลงไปค่อนข้างเยอะ” เป็นคำตอบจากประสบการณ์การทำงานของสถาปนิกหนุ่ม โดยเฉพาะกับโปรเจกท์อย่างโรงแรมและที่อยู่อาศัย คุณแนทอธิบายว่า การออกแบบโรงแรมในปัจจุบัน มีสเปซอันเว้นระยะห่างมากขึ้น ห้องพักที่กว้างขวางกว่าเดิม แต่จำนวนและขนาดของโรงแรมกลับเล็กลง มาพร้อม Circulation ที่ไม่ซ้อนทับกัน เพื่อลดปริมาณผู้เข้าพักไม่ให้แออัดจนเกินไป รวมถึงการออกแบบพื้นที่ส่วนกลางแบบ Outdoor ที่เปิดรับลมและแสงแดดมากขึ้น

  เสมือนการ Back to Basic กลับไปหาวิถีชีวิตสไตล์ทรอปิคัลหรือแบบร้อนชื้นที่มีสมดุลชีวิต Outdoor และ Indoor อีกครั้ง บ้านเองก็เช่นเดียวกัน ที่ต้องมีการออกแบบที่ทำให้ผู้ใช้งานสามารถใช้ชีวิตระหว่าง Indoor และ Outdoor ได้อย่างสมดุล โดยที่ไม่จำกัดพื้นที่ให้เหลือเพียงแค่ภายในบ้านอย่างเดียว เปิดรับแสงแดดธรรมชาติ และสายลมเพื่อระบบถ่ายเทอากาศ ที่สำคัญคือต้องให้ความเป็นส่วนตัว

  ยิ่งเป็นชีวิตคนเมืองในปัจจุบันที่หาพื้นที่สีเขียวยากแล้ว สถาปนิกหนุ่มจึงแนะนำว่าถ้ามีบ้านหรือออฟฟิศที่มีบริเวณเปิดโล่ง ก็ควรที่จะใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่น การใช้ Transparency ของผนังกระจกหรือหน้าต่างเพื่อรับแสงในตอนกลางวัน และควบคุมไม่ให้ภายในบ้านร้อนจนเกินไปด้วยอุปกรณ์อย่างม่านไฟฟ้า ช่วยทำให้บ้านมีความ Cozy และ Private ไปพร้อมกัน หากเป็นบ้านหรือออฟฟิศที่มีระเบียงแล้ว ก็ยิ่งทำให้ความสัมพันธ์ของพื้นที่ Indoor และ Outdoor มันเชื่อมโยงได้อย่างเสมอกัน

  “มันเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับจิตใจ เพราะการคลุกตัวอยู่ภายใน Indoor อย่างเดียว อาจทำให้ไม่เกิดไอเดียใหม่ ๆ เราจึงต้องออกไปใช้ชีวิต Outdoor ออกกำลังกายหรือเดินสักพักแล้วกลับเข้ามา มันจะทำให้ชีวิตมีไดนามิกมากขึ้น และผมยังคิดว่ามันยังตอบโจทย์เรื่อง New Normal ด้วย เพราะชีวิตยุคใหม่ต้องมีความกระฉับกระเฉง ไม่อยู่แค่หน้าคอมพิวเตอร์เพียงอย่างเดียว”

  และเมื่อพูดถึงการเชื่อมโยงระหว่างภายในและภายนอกของบ้านแล้ว สิ่งที่เป็นทางผ่านระหว่างสองสิ่งนี้ก็กระจก พร้อมกรอบบานอะลูมิเนียมที่ทำหน้าที่เป็นเฟรมให้กับวิวของธรรมชาติและพื้นที่ Outdoor “ในความคิดของผม เฟรมยิ่งบาง ยิ่งสวย ตัวเฟรมต้องเคลื่อนที่ได้ เพราะมันต้องมีการเปิดปิดสเปซ และถ้าหากเราเปิดปิดแล้วได้คุณภาพของเฟรมเหมือนกัน อันนี้คือสุดยอดของการออกแบบ”

  นอกจากเรื่องความบางเฉียบของกรอบบานประตูและหน้าต่างแล้ว คุณแนทยังเล่าเสริมส่งท้ายว่า เฟรมควรต้องมีฟังก์ชั่นที่ถูกออกแบบให้ใช้งานได้อย่างง่ายดาย รวมถึงมีน้ำหนักเบาและชิ้นส่วน Hardware ที่ดี เพราะบางครั้งผู้ใช้งานหรือเจ้าของบ้านอาจเป็นเด็ก หรือผู้หญิงที่ต้องคอยเปิดปิดประตูและหน้าต่างของบ้านทุกวัน กรอบบานประตูและหน้าต่างที่ดี จึงต้องผ่านการออกแบบที่ตอบโจทย์กลุ่มผู้ใช้ได้อย่างหลากหลาย

  ภาพของบ้านยุคใหม่ที่ตอบโจทย์เรื่อง New Normal ได้อย่างลงตัว จึงไม่ใช่แค่การออกแบบพื้นที่ภายในที่กว้างขวาง เป็นส่วนตัว ปรับเปลี่ยนเป็นที่ทำงานและพักผ่อนได้เท่านั้น แต่ยังต้องสร้างความสัมพันธ์ระหว่างพื้นที่ Indoor และ Outdoor ผ่านเฟรมของกระจกอันบางเฉียบที่มาพร้อมฟังก์ชั่นตอบสนองการใช้งาน เพื่อทำให้ผู้ใช้งานได้ผ่อนคลายจากวิวภายนอก จนเกิดเป็นสภาวะที่เหมาะสมกับการดำเนินชีวิตได้ตลอดทั้งวัน

สร้างสุนทรียภาพใหม่ให้กับบ้าน ด้วยกรอบบานประตูและหน้าต่าง TOSTEM ATIS ติดต่อประเมินราคา: https://bit.ly/2XJ2f2l
สอบถามข้อมูลสินค้า: https://bit.ly/3y1xj9T
ดูรายละเอียดสินค้า ATIS: https://bit.ly/3FsTUAk
อี-แคตตาล็อก: https://bit.ly/3mrEHcm