SOHELOU ST. MARC CATHOLIC CHAPEL BY ONLY HUMAN
การเดินทางสู่โบสถ์คริสต์หลังคากางเขนกลางดอยในจังหวัดตาก

  ซอแข่ลู่ เป็นชื่อหมู่บ้านชาวปกาเกอะญอ หรือชาวกะเหรี่ยงกลางหุบเขาของจังหวัดตาก การเข้าถึงหมู่บ้านใช้เวลาเดินทางจากแม่สอดด้วยรถยนต์ชำนาญทางขึ้นเขาในฤดูทั่วไปประมาณ 4 ชั่วโมง หรือประมาณ 1 วัน ในช่วงหน้าฝน หมู่บ้านเล็กๆ แห่งนี้อับสัญญาณมือถือ ไม่มีอินเตอร์เน็ตและไฟฟ้า ชาวบ้านส่วนใหญ่ทำกสิกรรม อาศัยอยู่ในบ้านไม้ยกใต้ถุนวางตัวไล่ตามชั้นเขา ด้านล่างสุดของหมู่บ้านกลายเป็นพื้นที่ส่วนกลางใหม่สำหรับทำกิจกรรมต่างๆ ทั้งเป็นที่ตั้งของโบสถ์หลังใหม่ซึ่งหันหน้าสู่ขอบฟ้าและหุบเขา

  โบสถ์ซอแข่ลู่เซนต์มาร์คมีจุดเริ่มจากคุณพ่อ Camille มิชชันนารีคาทอลิกที่ดูแลหมู่บ้านแถบนี้ต้องการคนมาออกแบบโบสถ์ใหม่ในหมู่บ้านบนดอย คุณรัญชน์และคุณชยาลักษณ์ ผู้ร่วมก่อตั้งสตูดิโอ Only Human เล่าถึงความเป็นมาในการรับออกแบบโครงการศาสนสถานซึ่งเกิดขึ้นไม่บ่อยนักสำหรับสถาปนิกไทย “พวกเรารู้จักกับคุณพ่อผ่านรุ่นพี่ คุณพ่อเป็นคนวางตำแหน่งเตรียมพื้นที่ด้วยความร่วมมือจากคนในหมู่บ้าน และเริ่มออกแบบโดยไม่เคยขึ้นไปดูสถานที่ก่อนเนื่องจากโจทย์แรกคือต้องรีบสร้างให้ทันก่อนฤดูฝน แต่คุณพ่อให้รายละเอียดการใช้งานและอิสระในการออกแบบ”

ภาพ โบสถ์ซอแข่ลู่เซนต์มาร์คตั้งอยู่บริเวณด้านล่างสุดของหมู่บ้าน และได้กลายเป็นพื้นที่ส่วนกลางใหม่สำหรับทำกิจกรรมต่างๆ ซึ่งหันหน้าสู่ขอบฟ้าและหุบเขา

14 Stations de la Croix
“มรรคาศักดิ์สิทธิ์” หรือ “ทางสู่กางเขน” คือแนวคิดหลักของการออกแบบโบสถ์ที่ผู้ออกแบบต้องการเชื่อมโยงศาสนสถาน และจิตวิญญาณของการสวดภาวนา
มรรคาศักดิ์สิทธิ์คือช่วงชีวิตสุดท้ายของพระเยซูตั้งแต่ก่อนจนถึงหลังตรึงกางเขน เป็นหนึ่งในเรื่องเล่าผ่านงานศิลปะทางศาสนาที่ถูกนำมาเล่าประดับในโบสถ์หลายยุคสมัย เพื่อให้คริสตชนระลึกถึงความทรมาน และความเสียสละของพระบุตร โดยมีกางเขนร่วมเดินทางกับพระเยซูตลอดเรื่องทั้ง 14 องก์ (มรรคาศักดิ์สิทธิ์ในปัจจุบัน)
ใจความหลักของรูปแบบศิลปะของภาพมรรคาศักดิ์สิทธิ์หมายถึงหนทางสู่ความตาย (ในเชิงสัญลักษณ์) ของพระเยซู ด้วยกางเขนที่ล้มลงอย่างมีนัยยะทั้งหมด 3 ครั้ง สถาปนิกออกแบบให้หลังคาซึ่งอยู่ส่วนบนสุดของอาคารมีความหนาเหมือนพระคูหา (โลงศพ) และกางเขนแนวนอนแทนการล้มลงไว้เหนือสุด สื่อถึงความหนักหน่วงของบาปที่ทรงแบกไว้แทนมนุษยชาติตามความเชื่อทางคริสต์ศาสนา

ภาพ “มรรคาศักดิ์สิทธิ์” แนวคิดของการออกแบบ หนทางสู่กางเขน และการล้มลงอย่างมีนัยยะของพระเยซูทั้งสามครั้ง

ภาพ หลังคาเสมือนหนาหนักเหมือนพระคูหา (โลงศพ) และกางเขนแนวนอนแทนการล้มลงไว้เหนือสุด สื่อถึงความหนักหน่วงของบาปที่ทรงแบกไว้แทนมนุษยชาติ

ภาพ กางเขนบนหลังคาทรงปั้นหยาผ่านมุมสูงหรือด้วยสายพระเพตรของพระเจ้า

แม้หลังคาอาคารดูทึบหนักจากภายนอก ภายในกลับโปร่งโล่งสว่างจากแสงธรรมชาติผ่านหน้าต่างทั้งสามทิศ และช่องแสงสกายไลท์ด้านบน เสมือนมนุษย์ผู้ถูกปลดปล่อยเพราะมีพระเยซูทรงแบกรับความหนักหนาเป็นเครื่องบูชาไถ่บาปแทนแล้ว
กางเขนถูกสื่อออกมาด้วยสถาปัตยกรรม 3 รูป ด้วยสายตามนุษย์สามารถมองเห็นภายในเพียง 2 รูปผ่านสายตาและธรรมชาติให้สัมผัสได้ภายในอาคาร อีก 1 รูป เมื่อมองด้วยสายพระเนตรของพระเจ้าหรือจากมุมสูงภายนอก โดยทุกรูปต่างอยู่องศาแนวนอนแทนการล้มลงทั้ง 3 ครั้ง ตามรูปแบบภาพมรรคาศักดิ์สิทธิ์

ภาพ กางเขนจากเบื้องหน้าเหนือแท่นทำพิธีจะปรากฏตัวด้วยสายตาและแสงจากธรรมชาติ
ภาพ กางเขนจากเบื้องบนจะปรากฏตัวด้วยสายตาและแสงจากธรรมชาติ

ภาพ แสงที่ส่องเข้ามาภายในโบสถ์ปรากฏกางเขนคู่จากมุมมองภายในโบสถ์จากเบื้องหน้า และเบื้องบนให้คริสตชนสัมผัสได้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น

ภาพภายในโบสถ์ไม่มีงานระบบน้ำและไฟฟ้า หมู่บ้านที่นี่ใช้เทียนให้แสงสว่างเวลากลางคืน และมีธรรมชาติให้แสงในเวลากลางวัน เฟอร์นิเจอร์มีเพียงแท่นพิธี และพนักพึงตั้งพื้นมือสองที่คุณพ่อหามาวางเรียงสำหรับชาวบ้านนั่งร่วมมิสซาได้สบายขึ้น

สถาปัตยกรรมและชาวบ้าน
นอกจากบ้านไม้มีใต้ถุนเพื่อปรับระดับพื้นภายในบ้านที่สร้างตามเขา ทำให้ใต้ถุนเป็นภาษาสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นที่เหมาะกับบริบทการดำเนินชีวิตของชาวบ้าน สภาพอากาศ และการอยู่ร่วมกับธรรมชาติ ซึ่งได้ถูกนำมาใช้เป็นภาษาหนึ่งของงาน การออกแบบตำแหน่งหน้าต่างของโบสถ์ถูกออกแบบให้ติดพื้นตามลักษณะนิสัยชอบนั่งกับพื้นของชาวปกาเกอะญอ เพื่อเกิดการถ่ายเทของลมระบายอากาศให้ความเย็นสบาย และสามารถใช้แสงธรรมชาติได้อย่างเต็มที่ตามแนวระดับสายตาขณะใช้งานประจำ
ชาวบ้านเข้ามามีส่วนร่วมการสร้างโบสถ์ตั้งแต่ก่อนสร้าง ช่วยสร้างและเข้ามาใช้งาน “คุณพ่อ Camille ต้องการให้ชาวบ้านรับรู้ ถามความคิดเห็นพวกเขาก่อนเริ่มงานก่อสร้าง ชาวบ้านส่วนใหญ่จะตื่นเต้นที่มีงานก่อสร้างใหญ่ในหมู่บ้านของเขา นอกจากมีทีมก่อสร้างประจำถิ่นไม่กี่คน ชาวบ้านล้วนเข้ามาช่วยเข้ามามีส่วนร่วม มาเป็นแรงงานสร้างโบสถ์ของพวกเขาเอง” ผู้ออกแบบเอ่ยถึงบทบาทและส่วนร่วมของคนในหมู่บ้าน

ภาพ โบสถ์มีโครงสร้างคานรับน้ำหนักให้วางตัวจากทางลาดปรับระดับพื้นแบบเดียวกับบ้านพื้นถิ่น และสามารถยื่นหน้าออกสู่เส้นขอบฟ้าได้อย่างมั่นคง

ภาพซ้าย ศูนย์รวมทำกิจกรรมต่างๆ ของหมู่บ้านบริเวณพื้นที่ว่างใต้หลังคาซึ่งมีฉากหลังเป็นทางเข้าโบสถ์ และแผ่นทองแดง ภาพขวา ด้านข้างของโบสถ์ซึ่งปิดด้วยแผ่นทองแดง

คุมงานทางไกล
เนื่องจากระยะทาง สถานการณ์โควิดที่ทางหมู่บ้านไม่ต้องการให้คนนอกไปมาในหมู่บ้าน ความยากในการเข้าถึงของสถานที่ รวมถึงสตูดิโอ Only Human ตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ ตลอดโครงการสถาปนิกทั้งสองได้มีโอกาสขึ้นไปดูงานแค่สองครั้งคือเมื่อได้ไปเสนองานกับชาวบ้าน และตอนสร้างเสร็จ นอกนั้นเป็นการคุยงานและคุมงานระยะไกลทั้งหมด
“ความยากคือบนดอยมันไม่สัญญาณมือถือกับอินเตอร์เน็ต เราไม่สามารถเห็นหน้าไซท์ได้ตลอดเวลา รวมถึงการก่อสร้างเป็นช่างในพื้นที่ซึ่งรับสร้างงานตามดอยแถวนั้น” ผู้ออกแบบเล่าเบื้องหลังการก่อสร้างที่น่าสนใจไม่ต่างจากแนวคิดการออกแบบเบื้องหน้า “อุปสรรคการสื่อสารหลายทอดบวกกับระยะเวลาที่เพิ่มขึ้นจากที่เราสื่อสารผ่านคุณพ่อ เราปรับการทำงานโดยคุณพ่อให้เราคุยกับช่างเอง ทำให้เราต้องปรับแบบก่อสร้างเป็นภาษารูปภาพแบบ Isometric และไดอะแกรม เพื่อให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น”
“เราระบุทุกขั้นตอนอย่างละเอียดไปพร้อมกับการทำงานแต่ละส่วนของช่าง โดยแยกสี และใช้ภาษาง่ายๆ เช่นการบอกจุดเริ่มต้นของรายละเอียด การเว้นระยะห่างด้วยการหารสองหรือสามตามแล้วแต่ละจุดของรายละเอียด เพื่อกันตัวช่างสับสนกับตัวเลขในแบบ และตัวเลขหน้างานจริง” ผู้ออกแบบอธิบายการพยายามหาวิธีขึ้นรูปทรงอาคาร การแกะรายละเอียดวิธีสร้างสำเร็จรูปสื่อสารเพื่อให้ช่วยการทำงานของช่างเป็นไปได้ง่ายขึ้น การคุยงานและเคลียร์รายละเอียดเกิดขึ้นทุกครั้งเมื่อช่างได้ลงมาจากดอยซึ่งมีสัญญาณอินเตอร์เน็ตคุยงานส่งรูปภาพอัพเดทกันไปมาได้

ภาพซ้าย โครงเหล็กทาสีขาว ไม้อัดวัสดุปิดภายใน และลอนหลังคาเมทัลชีท ภาพขวา ความสูงหน้าต่างในระดับสายตาขณะนั่งกับพื้น เป็นช่องถ่ายเทของลมระบายอากาศให้ความเย็นสบาย และสามารถใช้แสงธรรมชาติได้อย่างเต็มที่

นอกจากดีเทลการก่อสร้างเรื่องวัสดุที่ระบุไว้ในตอนแรกต้องปรับเปลี่ยนไปตามที่มีในเมืองหลักอย่างแม่สอด และตามเส้นทางการขนขึ้นมาบนดอย
“วัสดุแรกปิดภายนอกตามความตั้งใจแรกเป็นไม้ แต่คุณพ่อ Camille ท่านมีความเป็นช่างที่ชอบงานคราฟ ท่านเลือกทองแดงปิดภายนอกเลยเสนอเป็นทองแดงแทน มองผ่านๆ มีความคล้ายไม้ แต่เมื่อเวลาผ่านไปทองแดงที่เปลี่ยนตามสภาพอากาศจะเป็นส่วนทำให้โบสถ์มีชีวิตยิ่งขึ้น และตัวคุณพ่อเองก็ลงมือปิดผิววัสดุเองกับมือ”

กันยายนที่ผ่านมาเป็นช่วงผ่อนคลายมาตรการทั้งของรัฐและหมู่บ้าน สองนักออกแบบจึงได้มีโอกาสเดินทางไปดูผลงาน และเก็บภาพหลังสร้างเสร็จเป็นครั้งแรก พวกเขาเอ่ยถึงองค์ประกอบสำคัญต่องานออกแบบศาสนสถานผ่านความรู้สึกของพวกเขาออกมาหลังผ่านการเดินทางมาถึงจุดนี้
“ความรู้สึกเมื่อเข้าไปในผลงานครั้งแรกคือความรู้สึกเดียวกับการผ่านประสบการณ์การเดินทางหนักหน่วงต่างๆ แล้วพบปลายทางโปร่งโล่งเช่นการถูกยกความรู้สึกหนักๆ ออก เหมือนได้เดินผ่านพื้นที่แคบทึบในช่วงแรกสู่แสงสว่างของโบสถ์ เป็นความสัมพันธ์เมื่อประสบการณ์ และสถานที่เดินทางมาพบกันได้ถูกสื่อสารออกมาส่งผลกับผู้ใช้งาน และผู้มาเยือนในรูปแบบที่แตกต่างไปตามแต่ตัวคน”

ภาพ การเดินทาง บริบท ผู้คน และสถานที่ ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของสถาปัตยกรรม

ภาพ “ความรู้สึกเมื่อเข้าไปในโบสถ์ครั้งแรก มันเป็นความรู้สึกเดียวกับการผ่านประสบการณ์การเดินทางหนักหน่วงต่างๆ แล้วพบปลายทางโปร่งโล่งเช่นการถูกยกความรู้สึกหนักๆ ออก”

ภาพ โครงสร้างไดอะแกรมของอาคาร
ภาพซ้าย ผังของโบสถ์และบริบทของภูมิประเทศ
ภาพขวา แปลนและรูปตัด
Only Human | Facebook
Project : Sohelou St. Marc Catholic Chapel
Architect: Only Human
Design team: Chayaluck Peechapat, Runn Charksmithanont

Collaborating architect: Artit Markshom Project manager: father Camille Rio m.e.p.
Builder: Banjong Nithiwangsomjit and team
Area : 80 sq.m.
Project Loacation : Tak Province, Thailand
Project Complete Year : 2021
Photographer: Acki