วันนี้ ไพร่า (PYRA) เขยิบเข้าใกล้การเป็นศิลปินระดับโลกขึ้นทุกวัน
   ไม่ใช่แค่การเป็นศิลปินไทยคนแรกที่ได้ไปเล่นในเทศกาล “Burning Man” หนึ่งในเทศกาลไลฟ์สไตล์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการที่เธอได้ร่วมงานกับ Sean Hamilton โปรดิวเซอร์ที่เคยทำงานให้กับศิลปินระดับโลกอย่าง จัสติน บีเบอร์ มาแล้ว ทั้ง ไพร่า และ ฌอน ได้ช่วยกันสร้างบทเพลงพ็อพผสมอิเลคทรอนิคส์ที่เธอนิยามมันว่าเป็น “Dystopian Pop” จนได้เซ็นสัญญากับ วอร์เนอร์ มิวสิค ค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ของโลก และปล่อยซิงเกิ้ลอย่าง “plastic world”, “dystopia”, “bangkok” และ “yellow fever“ ที่ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม และได้ปล่อยซิงเกิลล่าสุด “paper promises” พร้อมอีพีใหม่อย่าง “fkn bad pt. 1” ในวันศุกร์ที่ผ่านมา นั่นทำให้ชื่อของ ไพร่า ได้รับการจับตามองจากวงการเพลงโลกในฐานะศิลปินรุ่นใหม่ที่เริ่มสร้างฐานแฟนเพลงอย่างมั่นคงจากทั่วโลก
   ยืนยันได้จากการที่ ไพร่า ได้รับการเสนอชื่อให้เป็นหนึ่งใน 100 ศิลปินที่น่าจับตามองในปี 2021 ของสื่อทางดนตรีที่ทรงอิทธิพลจากอังกฤษอย่าง NME แต่นั่นก็ไม่ใช่เหตุผลเดียวที่ทำให้เราสนใจในตัวเธอ เพราะนอกจากฝีมือในการทำเพลง “ตัวตน” ของเธอก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจ และน่าค้นหาไม่แพ้กัน ด้วยภาพลักษณ์ที่แตกต่างไปจากศิลปินทั่วไปที่เราคุ้นชินออกไปทางแหกคอก ไม่เหมือนใคร การพูดจาที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ และความกล้าวิพากษ์วิจารณ์โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นบ้านเมืองอย่างตรงไปตรงมาทำให้เธอโดดเด่นกว่าศิลปินร่วมรุ่นคนอื่นๆ
   จึงเป็นเหตุผลที่ EVERYTHING นั่งคุยกับเธอในทุกๆ เรื่องไม่ว่าจะเป็น ชีวิต ความฝัน การทำงาน ผลงานเพลง และแน่นอนปัญหาบ้านเมือง ไปดูกันว่าในสายตาอันยูนีคของเธอนั้น ไพร่า มองสิ่งต่างๆ เหมือนหรือแตกต่างจากเราอย่างไร

หลังจากมีผลงานเพลงมาระยะหนึ่ง คิดว่าแฟนเพลงของเราเป็นคนกลุ่มไหน
   คิดว่าผู้ฟังเราคงเป็นเยาวชน คนรุ่นใหม่แบบ Gen-Z กับ Gen-Y ปะปนกัน อายุ 16-30 ปีมั้งคะ

คนเหล่านี้เขามี Identity อะไรที่คล้ายๆ กันกับเราบ้างไหม
   น่าจะไฟแรงเหมือนกันค่ะ (หัวเราะ) เพราะความจริงคำว่า ไพร่า (PYRA) แปลว่า “ไฟ” ค่ะ ผู้ฟังเราจะเป็นคนที่ค่อนข้างไฟแรงเหมือนกันเพราะเพลงเรามันก็ค่อนข้างมี Message ที่ตรงมาก คนฟังถ้าไม่ชอบ ก็จะเกลียดไปเลย ซึ่งไม่เป็นไร เพราะเราเลือกแล้วว่าจะทำอะไร แล้วก็จะไปให้สุดทาง

ทั้งที่วงการเพลงเราก็มีศิลปินเยอะ แต่ศิลปินที่กล้าจะพูดตรงๆ กลับมีน้อยมาก
   สังคมไทยสอนให้คนกลัวค่ะ สอนให้คนไม่กล้าแสดงออก ตัวอย่างเช่นถ้าย้อนกลับไปสมัยเรียน ก็คือการให้นักเรียนสวมยูนิฟอร์มแบบเดียวกัน ตัดผมแบบเดียวกัน เหมือนผู้นำสังคมต้องการ ก็เลยรู้สึกว่าสิ่งนี้มันอยู่ใน Culture ของเรามานาน จนถ้าจะให้ปรับคงยากค่ะ

ทำไมการกล้าแสดงออกถึงไม่เป็นบรรทัดฐานของคนไทยหรือแม้แต่ศิลปินไทย
   นั่นน่ะสิ (หัวเราะ) จริงๆ แล้วการเป็นศิลปินมันคือการ Express ตัวเองแต่ทำไมคนถึงไม่กล้าแสดงตัวตนที่แท้จริงออกมา สำหรับ ไพร่า คือเรารู้ว่าตัวเองไม่ใช่ดารา เพราะฉะนั้นหน้าที่ของศิลปินในความคิดเรา คือต้องซื่อสัตย์กับตัวเองเพราะเราคิดว่ามันคือการ Respect ผู้ฟัง จึงทำผลงานออกมาได้ตรงไปตรงมา

ไพร่ามองว่าศิลปินไทยอยู่บนพื้นฐานของความกลัวอะไรหรือเปล่า
   แน่นอนอยู่แล้วค่ะ เพราะจริงๆ แล้วโลกนี้ก็ตัดสินเราอยู่ดี ยังไงผู้คนก็ตัดสินเราอยู่ดี เพราะมันคือ ธรรมชาติของมนุษย์ อันนี้พูดรวมๆ นะคะ ถ้าเขาตัดสินเราคุณก็ทำไปเถอะแม้ว่าคุณจะ Play Safe ถึงจะหลอกคนทั้งโลกได้แต่คุณหลอกตัวเองไม่ได้หรอกค่ะ ซึ่งการโกหกตัวเองเป็นอะไรที่เจ็บกว่าอีกด้วยซ้ำ

ถ้าอย่างนั้นคุณคิดว่าหน้าที่ของศิลปินในมุมมองของเราควรจะมีหน้าที่อะไรอีกนอกจากมอบความบันเทิงให้ผู้คน
   เราเชื่อว่าทุกคนต้องเลือกบทบาทให้ตัวเอง ศิลปินทุกคนควรรู้ว่าเราอยากให้ผู้ชมของเราได้รับความรู้สึกแบบไหน คือบางคนก็ทำเพลงเพื่อให้ผู้คนมีความสุขอันนั้นก็คือบทบาทที่เขาเลือก ไม่ว่าจะเป็นเพลงที่มีสาระหรือไม่มีสาระเราคิดว่ายังไงมันก็มีคุณค่าได้ถ้าเขาเลือกบริบทที่ถูกต้องค่ะ

คิดว่าเพลงแบบไหนที่จะช่วยยกระดับสังคมได้
   จริงๆ เพลงแบบไหนก็ทำได้ทั้งนั้นแหละค่ะ ขอแค่เป็นเพลงที่ไม่ด่ากันแบบไม่มีเหตุผล บางทีเราฟังหลายๆ เพลงก็ค่อนข้าง Objectify หญิงเหมือนกันค่ะ คือสังคมสมัยนี้มันค่อนข้างเสรีแล้วอีกทั้งยังมีกระแส Feminism ซึ่งเพลงพวกนี้มันควรจะโดนสังคมช่วยกันแบน เพราะมันเป็นเพลงที่มันดูหมิ่นคนอื่นแบบนี้เป็นต้น” with “ไพร่าอยากให้คนฟังแยะแยะ และ หันมาสนับสนุนศิลปินที่นำเสนอความเสมอภาคและความเท่าเทียมมากว่าค่ะ

เพลงของไพร่าช่วงหลังๆ ในแง่ของเนื้อหามันสะท้อนความคิดอะไรของคุณในตอนนี้บ้าง
   เอาจริงๆ แล้วเราก็พอรู้ว่าสถานการณ์บ้านเมือง หรือการประท้วงรัฐบาลที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ตอนนี้ยังไงมันก็ต้องเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่แล้ว ซึ่งเราก็แค่ทำเพลงเตรียมไว้ เพราะเรารู้ว่ามันจะเกิดขึ้น แต่เราไม่รู้ว่ามันจะเกิดขึ้นในปีที่ผ่านมา ก็ถือว่าดีสำหรับเราที่ไม่ต้องอธิบายมากเพราะทุกคนเข้าใจ (หัวเราะ) แต่ความเป็นจริงเราอยู่ในความ Dystopia มาตั้งนานแล้ว เพียงแต่ตอนนี้มันมีเหตุการณ์ครั้งยิ่งใหญ่ขึ้นมาคนเลยรู้สึกไม่โอเค

พูดถึง Dystopia คิดว่าอะไรบ้างที่เราต้องเปลี่ยนแปลงเพื่อที่จะไม่ต้องไปเจอโลกที่เป็น Dystopian ในอนาคต
   อย่างแรกตัวเองค่ะ เพราะเราได้ยินมาเยอะว่าคนเราชอบโทษคนอื่น โทษสังคม รัฐบาล หรือแม้กระทั่งครอบครัว แต่ความเป็นจริง คุณก็คือส่วนหนึ่งของสังคม คุณก็คือครอบครัว เพราะฉะนั้นการเปลี่ยนแปลงมันต้องมาจากตัวตนของคุณก่อน แล้วคุณก็สามารถไปเผยแพร่สิ่งที่คุณคิดว่าถูกต้องให้คนรอบตัวคุณฟัง แค่นี้มันก็จะค่อยๆ เปลี่ยนแปลงจากจุดเล็กๆ จนกระทั่งมันกลายเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ได้ เสียงของพวกเราจึงสำคัญมาก เพราะฉะนั้นการที่ประชาชนบางคนไม่ออกไปเลือกตั้ง ไพร่า มองว่ามันแปลกมาก ทั้งๆ ที่เสียงของพวกคุณยิ่งใหญ่มาก เพราะประชาชนคือเสียงที่ใหญ่ที่สุด

อย่างที่เรารู้กันว่าปีที่ผ่านมามันเกิดสิ่งที่เรียกว่า Clash of Generations การปะทะกันของคนสองรุ่นที่แตกต่างกันในทุกมิติ ทั้งความคิดที่มีต่อบ้านเมือง สังคม ความต้องการพื้นฐาน คุณเคยเจออะไรแบบนี้บ้างไหม
   มีค่ะ ในครอบครัวตัวเองและครอบครัวเพื่อนๆ ซึ่งเอาจริงๆ แล้วเราก็ต้องอยู่ในสังคมเดียวกัน เราก็ทำได้เพียงพยายามเข้าใจกันว่าทำไมเขาถึงเชื่อแต่สิ่งนี้และไม่สามารถเปลี่ยนความเชื่อของตัวเอง คือเขาถูกป้อนข้อมูลมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้วถ้าอยู่ๆ เราจะไปพูดว่าข้อมูลที่คุณรู้สิ่งที่คุณเชื่อมายาวนานมันผิด ก็ไม่น่าแปลกใจที่เค้าจะรับความจริงไม่ได้

คุณคิดว่าในส่วนของคนรุ่นใหม่ก็ควรย้อนกลับมามองตัวเองบ้างไหม
   ใช่ค่ะ ควรกลับมามองตัวเองและพิจารณาว่าอะไรที่เขาทำกับเราแล้วเรารู้สึกว่าไม่ดีเราก็อย่าทำ อะไรเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องเราก็อย่าไปทำตาม “Do what you think is right.” แค่นั้นเอง

พอจะเล่าให้ฟังได้ไหมว่าเจออะไรมาบ้าง
   ก็อย่างเช่น เราโพสต์เรื่องการเมืองแบบชัดเจนมากก็จะมีคนมาคอมเมนต์ด่าอย่างยาวซึ่งเราก็อ่านจนจบแต่สิ่งที่เขาด่าก็เป็นเพียง Hate Speech ไม่ใช่ Valid ค่ะ คือแทนที่คุณจะมาด่าเราด้วยเหตุผลแต่กลับเป็นการกระทำเพียงเพื่อความสะใจเท่านั้นคือมันไม่ได้แก้ปัญหาอะไรเลย

คิดว่าคุณเป็นคนที่กล้าคิดกล้าแสดงออกไหม ถ้าคิดว่าใช่แล้วทำไมการศึกษาไทยถึงไม่ค่อยผลิตบุคลากรแบบคุณออกมา
   เราอาจจะไม่ใช่คนที่เป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดก็ได้นะคะ มันเหมือนมีจุดเปลี่ยนนึงในชีวิต จากเด็กที่เคยมีอีโก้จัด คือตอนเรียนไม่เคยได้เกรดต่ำกว่า 3.5 เลย ซึ่งตอนนั้นเราเชื่อว่าเราฉลาดมาก จนกระทั่งมีโอกาสได้ไปแลกเปลี่ยนที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดแล้วมันล้มล้างความคิดทุกอย่างที่เรารู้มาจนเรารู้สึกว่าเราโง่ที่สุดในห้องเลยว่ะ และมันทำให้เรารู้ว่ามันคงมีบางอย่างบกพร่องในระบบการศึกษาเพราะแม้ว่าเราจบจากจุฬาฯ ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของไทยแต่เรากลับไม่สามารถนำอะไรไปสู้เขาได้เลย

สิ่งที่เราคิดว่าบกพร่องนี่พอจะนึกออกไหม
   ตัวอย่างง่ายๆ ก็น่าจะเป็นบ้านเราไม่ได้สอน Critical Thinking หรือการคิดแบบวิเคราะห์วิพากษ์ค่ะ คือบ้านเรามันเป็นการอ่าน อ่านเสร็จแล้วท่องจำหรือเติมคำตอบในช่องว่างซึ่งการศึกษาไทยส่วนใหญ่มันเป็นอย่างนี้ซึ่งมันเป็นตัวอย่างง่ายๆ ว่ามันเป็นรูปแบบการสอนที่เน้นความจำ แต่ไม่ใช่ความคิดเชิงวิเคราะห์

มันขัดแย้งกับข้อเท็จจริงอย่างนึงว่า จริงๆ ประเทศเราผลิตเด็กที่ไปชนะโอลิมปิกโลกเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ก็ตาม แต่สุดท้ายเมื่อเขากลับมาใช้ชีวิต ความเก่งระดับโอลิมปิกมันก็หายไปมันแสดงให้เห็นความผิดปกติของอะไรหรือเปล่า
   ความจริงมันก็เห็นได้ชัดเลยนะคะว่าอะไรที่เป็นการท่องจำเรานี่เก่งมากเลยแต่พอเป็นเรื่องการนำไปประยุกต์ใช้ เราสู้เค้าไม่ได้ คือเราถูกสอนให้รู้วิธีที่จะได้เกรดดีๆ แต่ไม่ถูกสอนให้นำไปปรับใช้กับชีวิตจริงนะคะ

การที่เราเป็นคนสุดโต่งแบบเราเนี่ยมันมีทั้งข้อดีและข้อเสียแต่ขอถามถึงข้อเสียหน่อยมันมีอะไรบ้าง
   ก็คนไม่ชอบเราเต็มเลยค่ะ (หัวเราะ) แต่เราไม่ได้แคร์ โอเค ตอนเด็กๆ ก็มีความรู้สึก Insecure บ้าง แต่ตอนเด็กเราโง่ตรงที่ไม่รู้ว่าเขาไม่ชอบเรา แต่พอโตบางทีคนพูดอะไรเกี่ยวกับเรามันก็วนกลับมาเข้าหูเรา เพราะสังคมมันเล็กนะคะ ส่วนใหญ่สิ่งที่ด่าเรามันไม่ใช่ Valid Argument แต่เป็นเพียง Hate Speech เพื่อความสนุกปากเราจึงเลือกที่จะไม่ใส่ใจ

ยกตัวอย่างให้หน่อยได้มั้ยครับว่าอะไรที่เราโดนอยู่บ่อยครั้ง
   ส่วนมากจะเป็นเวลาใครเจอเราก็ตัดสินด้วย First Impression แล้วบอกว่า “อีนี่หยิ่ง” มันคือเรื่อง “ยิ้ม” ค่ะซึ่งความจริงถ้าคุณไปศึกษาดีๆ โลกนี่จะชอบบอกว่า เป็นผู้หญิงทำไมไม่ยิ้มหน่อย เป็นผู้หญิงเท่านั้นที่จะโดนเรื่องนี้ซึ่งมันเป็นเรื่อง Sexism เพราะว่าถ้าเป็นผู้ชายแบบ Grown White Man ก็ไม่มีใครกล้ามาพูดแบบนี้แต่พอเป็นผู้หญิงเรากลับโดนบังคับว่าต้องสวยต้องยิ้ม เราว่ามันผิดปกติ

คุณได้ไปทำงานเพลงที่ต่างประเทศ อยากทราบถึงความแตกต่างระหว่างการทำงานในไทยและต่างประเทศหน่อย
   ไพร่าไปทำงานที่ LA ซึ่งตอนแรกเราไปก็กลัวว่าจะทำได้ ไม่โอเค จะทำห่วย แต่คือพออยู่ที่นั่นรู้สึกเลยว่าต่างจากการทำงานที่นี่มาก คือที่บ้านเราหลายคนไม่ได้ชนะรางวัลอะไรมาเลยแต่กลับทำตัวเก๋า เอาความอาวุโสมาเป็นเหตุผลเพื่อทำให้เราฟังเค้า พอเทียบกับบุคลากรเจ้าของรางวัลระดับโลกจริงๆ แตกต่างกันมากค่ะ ไม่มีมานั่งทำให้เรารู้สึกไม่ดีในห้องอัดแบบบ้านเรา อัด 2-3 เทคก็ผ่าน เพราะเขาเก่งในหน้าที่เขาจริงๆ เค้าสามารถเปลี่ยน Take ไม่ดีของเราดีได้ อีกอย่างคือเขาไม่ได้ตัดสินว่าเราดังแค่ไหนหรือเขาจะได้อะไรจากเรา แต่วัดกันที่ว่าเรามีฝีมือจริงๆ ไหม

บ้านเราคนไม่เก่งอีโก้เยอะ
   เรียกได้ว่าบางคนอาจจะวิสัยทัศน์แคบดีกว่าค่ะ เค้าเลือกในสิ่งที่เค้าต้องการจะเชื่อ เพราะการที่เรา ไม่ได้มองหาความรู้จากสื่อทางเลือกอื่นๆ และอยู่ในสังคมที่มันมีระบบโซตัส ฉันแก่กว่าฉันต้องฉลาดกว่าอะไรอย่างนี้ คือที่อเมริกาเขาไม่แคร์เลยว่าคุณจะอายุเท่าไหร่คือวัดกันด้วยฝีมือจริงๆ ซึ่งเราชอบตรงนี้มาก

ไม่น่าเชื่อว่าระดับนั้นการทำงานด้วยมันจะง่ายกว่าบ้านเรา
   เหมือนสรุปเป็นคำเดียวคือ Professionalism ดีกว่าค่ะว่ามันแตกต่างกันมาก

คุณเลือกคนร่วมงานยังไง
   อย่างแรกคือต้องชอบผลงานเราก่อนค่ะ เพราะถ้าอยากมาทำงานกับเราเพื่อได้เงิน หรือได้กระแส ไพร่ามองว่าแบบนั้นมันเปลือกนะคะ ถ้ามาเราขอให้ชอบงานเราจริงๆ มี Passion เหมือนกัน

แล้วมีการคุยงานเพื่อจูน Attitude กันไหม
   คุยค่ะ เพราะไพร่าเป็นคนที่อินดีเทลมากๆ และมีความต้องการ มีความคิดที่ชัดเจนซึ่งคนที่ทำงานกับเราต้องฟังเราด้วย สุดท้ายก็ต้องเคารพกันและกันด้วยค่ะ

เวลาคิดงานในหัวเราคิดจบขนาดไหน หรือไป Improvise เอา
   ก็คิดหมดในทุกสเกลค่ะ เพราะเราเรียนสายการสื่อสารมาอีกทั้งส่วนตัวเป็นคนคิดเยอะและอินดีเทลประมาณนึงเพราะไพร่ามองว่าเราไม่ใช่แค่ Artistic แต่เราเป็น Nerd ที่ logical มากๆ ด้วย

อยากให้เล่าช่วงที่คุณไปเรียนรู้การทำงานกับ แจ็ค หม่า ที่ Alibaba ให้ฟังหน่อย
   ตอนนั้นไพร่าทำธุรกิจอยู่แล้วธุรกิจเราถูกคัดเลือกเป็นหนึ่งใน Founder จาก South-East Asia ไปเทรนที่ Alibaba ที่ได้เจอ แจ็ค หม่า ก็เพราะเขารับผิดชอบ Session นี้ซึ่งทุกคนที่ไปก็จะต่างถามคำถามเกี่ยวกับธุรกิจหรือวิธีรวย แต่มีเราคนเดียวที่ยกมือ และถามเขาว่า จากที่เราเห็นคนที่รวยหรือประสบความสำเร็จมักไม่มีความสุขเราจึงถามต่อว่า “What is the secret of happiness?” เขาก็บอกว่าใช่เลย ความจริงคนที่ประสบความสำเร็จหรือรวยระดับเขาไม่มีความสุขหรอก ถ้าเลือกใหม่ได้เขาคงไปทำธุรกิจเล็กๆ มีเวลาว่างได้ไปนั่งเล่นกับเพื่อนหรือใช้เวลากับครอบครัวแบบนั้นคงเป็นความสุขที่แท้จริงมากกว่า

การได้คุยกับเขามันเปลี่ยนอะไรบางอย่างในตัวเราบ้างไหม
   ตอนนั้นที่เราทำธุรกิจอยู่เราก็มองว่า เฮ้ย ชีวิตเราไม่จำเป็นต้องล่าเงินว่ะ เพราะมีไปก็ไม่มีความสุข คือ แจ็ค หม่า เขาบอกว่ายิ่งคุณพยายามขึ้นไปสูงเท่าไหร่มันก็จะมีแต่ความโดดเดี่ยว ทั้งๆ ที่อยู่ตรงนี้คุณก็สามารถมองเห็นอะไรชัดเจนแต่พอคุณขึ้นไปอยู่บนยอดเขาคุณมองอะไรไม่เห็นหรอกนอกจากก้อนเมฆและตัวคุณเอง เราจึงรู้สึกว่าใช้ชีวิตเพื่อล่าความฝันดีกว่า

ความฝันอะไรที่คุณกำลังล่ามันอยู่
   มีทั้งความฝันระยะสั้นและระยะยาวค่ะ ถ้าระยะยาวก็อยากเป็นคนที่สามารถเปลี่ยนโลกได้ในสเกลใหญ่ แต่ถ้าความฝันระยะสั้นก็ต้องมีชื่อเสียงก่อนค่ะถึงจะมีเสียงที่ใหญ่พอจะเปลี่ยนโลกได้

สมมติว่าวันนึงคุณไปถึงจุดนั้นแต่ว่าเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นเราถูกลดทอน คุณจะทำยังไง
   จริงๆ มันแค่เป็น Perception ค่ะ การที่คุณบอกว่าเมื่อคุณดังแล้วเสรีภาพทางความคิดคุณน้อยลงความจริงก็คือ คุณกลัวจะเสียเงิน เสียงาน เสียลูกค้ามากกว่าค่ะ ซึ่งเราคงไม่เป็นแบบนั้น

ถ้ามีโอกาสได้ทำมากกว่าเพลง ถ้ามีโอกาสได้ทำเพื่อสังคม คิดว่ามันเป็นสิ่งที่ท้าทายมั้ย
   อย่างที่บอกว่า สุดท้ายแล้วเรามองว่าปัญหาหลายๆ อย่างต้องย้อนกลับไปแก้ที่การศึกษาเพราะฉะนั้นช่วงอายุ 40 เราอยากจะไปทำอะไรที่ทำให้การศึกษาในบ้านเรานั้นดีขึ้น แม้ว่าตอนนี้เราก็ทำแต่มันยังเป็นเพียง Edutainment คือเป็นการใส่ความคิดเข้าไปในดนตรี ซึ่งเราอยากทำให้ชัดเจนกว่านี้

พูดถึงเพลง คุณนิยามเพลงตัวเองไว้ยังไง
   ไพร่าเกลียดการโดนตีกรอบมากเลยค่ะ คือมนุษย์จะมีความหมกหมุ่นในการ จำแนกหมวดทุกสิ่งอย่าง เราจึงทำอะไรที่เขาไม่สามารถเอาเราเข้ากล่องได้ค่ะ เพลงก็เหมือนกัน

แล้วถ้าเป็นความท้าทายทางอาชีพศิลปินล่ะ ที่ตัวเองคิดไว้ในอนาคตเป็นยังไงบ้าง
   ก็เป็นศิลปินที่คน Categorize ไม่ได้ นี่แหละค่ะความท้าทายของเรา (หัวเราะ) แต่พอเราไม่ได้กำหนดว่าเราเป็นแนวไหนมันก็เลยยากที่เขาจะจ้างเรา (หัวเราะ) ก็เป็นอุปสรรคอยู่เหมือนกัน แต่ความจริงเราคิดว่าโลกนี้ต้องเปิดกว้างกว่านี้เพราะเรามองว่าดนตรีก็คือดนตรี ไม่จำเป็นต้องไป Categorize อะไรมาก

ทุกวันนี้มีความสุขกับอะไร
   แมวค่ะ

ทำไมตอบง่ายจัง
   ทำไมชีวิตต้องยากด้วย ความจริงเราก็ค่อนข้างอินกับการเมืองกับ Dystopia แต่สิ่งที่หยุดเราได้คือการกลับมามองที่ปัจจุบันเราจึงรู้สึกว่า แมวเป็นอะไรที่มอบปัจจุบันให้เราได้มากๆ คือไม่ว่าวันนี้มีประท้วงหรือจะมีไฟไหม้ที่ไหน แมวมันก็ยังคงนอนท่าเดิมของมัน กินเหมือนเดิม พอเรามองแมวก็รู้สึกว่ามี Peace of Mind ได้

คำถามสุดท้ายอยากฝากอะไรถึงผู้นำประเทศไทย
   คือหน้าที่ผู้นำที่ดีคุณต้องรับฟังประชาชน และยอมรับในความผิดพลาดของตัวเอง ถ้า ประชาชนส่วนมากเห็นว่าคุณปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้ และขอให้คุณลาออก คุณควรพิจารณาตัวเองและอาจจะลาออก (เหมือนนายกประเทศญี่ปุ่น) แค่อยากให้ท่านนายกฯ ดูตัวเองบ้างค่ะ ผู้นำที่ดีควรเป็นผู้ฟังที่ดี คุณก็ไม่ควรปกครองด้วยวิธีเห็นแก่ตัวแบบที่เป็นอยู่ ณ ตอนนี้