
เริ่มสนใจการเมืองตั้งแต่เมื่อไหร่
จุดเปลี่ยนที่ทำให้จากที่ไม่เคยสนใจการเมืองเลยแล้วมาเริ่มสนใจจริงๆ คือตอนที่เกิดม็อบเสื้อแดงครับ ตอนนั้นเรายังเป็น Ignorance อยู่ แต่พอมีกระสุนนัดแรกเริ่มยิงใส่ผู้ชุมนุม เราก็เริ่มไม่โอเคแล้ว ตอนนั้นยังเป็นนักศึกษาอยู่และใช้ชีวิตแถวปิ่นเกล้า วันหนึ่งมีเหตุการณ์ผู้ชุมนุมโดนยิงที่สี่แยกคอกวัว ผมเลยหยิบกล้องออกไปถ่ายรูปเหตุการณ์กับเพื่อน หลังจากวันนั้นผมก็ไม่สามารถกลับไปเป็นคนเดิมได้อีกเลย เพราะผมได้เห็นกองเลือด เห็นคนร้องไห้ เห็นคนที่เจ็บปวดจากการถูกสลายการชุมนุม ไม่ว่าจะเป็นฝั่งผู้ชุมนุม หรือฝั่งทหาร บรรยากาศตรงนั้นมันกระตุ้นความเป็นมนุษย์ของเราเยอะขึ้นมาก จากคนที่ใช้ชีวิตแค่เล่น Facebook ทำงานศิลปะส่งอาจารย์ กินข้าว กินเหล้ากับเพื่อนไปวันๆ วันนั้นทำให้เรารู้สึกว่าเฮ้ยต้องสนใจสิ่งนี้มากขึ้นกว่าแค่การเสพข่าว ทำให้เริ่มหาข้อมูล เริ่มอ่านมากขึ้น จนมาถึงทุกวันนี้ก็กลายเป็นคนแบบนี้ไปเลย โดยก่อนหน้านี้ก็จะหาวิธีแสดงออกทางด้านศิลปะแนวการเมืองบ้าง แต่ยังไม่ได้ทำเต็มตัว มีเรื่องประวัติศาสตร์ที่อิงการเมืองบ้าง จนเมื่อม็อบครั้งนี้ รู้สึกว่าต้องทำอะไรสักอย่างผ่านสามารถที่มี นั่นก็คือศิลปะ

ทำไมถึงออกมา Call Out ทางการเมือง
ผมก็ไปร่วมม็อบนี้มาเรื่อยๆ ตั้งแต่ก่อนหน้าที่จะมีการชูสามนิ้วกัน และเริ่มคิดว่าถ้าเรายังกลัวอยู่ ยังไม่กล้าเปิดหน้าอยู่อย่างนี้ ผมว่ามันไม่ดีกับวงการไหนเลย โดยเฉพาะถ้าคุณทำงานอยู่ในแวดวงวัฒนธรรมและสร้างสรรค์ อย่างนักเขียน ศิลปิน ดีไซเนอร์ฯลฯ ควรจะเปิดหน้าออกมาแล้วก็ทำอะไรสักอย่าง ผมก็คิดกับตัวเองอย่างนั้น เลยเริ่มที่จะสร้างงานศิลปะออกมาตั้งแต่ช่วงที่แกนนำเริ่มโดนจับ

คาแรคเตอร์ของ Political Arts ในสไตล์ของคุณเป็นยังไง
งานประติมากรรม เมื่อถูกสร้าง และถูกตั้งอยู่ในที่สาธารณะ มันมีความเป็นการเมือง คือเป็นการเชิดชู สรรเสริญ หรืออยากจะบอกอะไรสู่สาธารณะชน ในขณะที่การจะบันทึกเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นไว้นั้น ผมอาจจะไม่สามารถปั้นเป็นงานประติมากรรมได้ แต่ผมสามารถวาดรูป ผมจึงใช้วิธีการวาดรูปให้เหมือนเป็นงานประติมากรรม เพื่อถ่ายทอดเหตุการณ์ บุคคลทางการเมือง หรือแม้แต่บุคคลธรรม โดยมาแปลงให้คล้ายกับเป็นงานประติมากรรมในภาพวาด
มีภาพหนึ่งที่ผมชอบที่สุดในบรรดาภาพที่ผมวาดทั้งหมด คือภาพน้องๆ อาชีวะกลุ่มหนึ่งที่เอาผ้าขึ้นไปคลุมอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ซึ่งกระทบใจกับเรามาก ทำให้รู้สึกว่าต้องวาดรูปนี้ให้ได้ แล้วช่วง Mob Fest วันที่ 14 พฤศจิกายน 2563 ที่มีหลายๆ เวทีพูดถึงในหลากหลายประเด็น ตั้งแต่ การคุมคามต่างๆ ในสังคม กฏหมายเหล้าเบียร์ที่ปิดกั้นผู้ผลิตรายเล็ก จนถึงข้อเรียกร้องสูงสุดคือเรื่องการปฏิรูปการเมือง รัฐธรรมนูญ และสถาบันกษัตริย์ ซึ่งถ้าใครรู้สึกว่าไม่เห็นด้วยกับม็อบนี้ ไม่เห็นด้วยกับการแสดงออกของคนรุ่นใหม่ คำเดียวเลยที่ผมอยากบอกคือ ไปม็อบครับ แค่ไปม็อบแล้วคุณจะเห็นเลยว่ามนุษย์ที่อยู่ในม็อบมีหลากหลาย ทั้งความต้องการ ความฝัน และความเชื่อ เยอะมากกว่าที่นั่งอยู่หน้า Facebook แล้วจะเห็น



คิดว่าศิลปินมีสิทธิเสรีภาพมากแค่ไหนในการแสดงออกความคิดเห็นทางการเมือง
สังคมเรายังไม่มีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นครับ เห็นได้จากการที่แกนนำหรือผู้ชุมนุมหลายๆ คนก็โดนจับ ด้วยคดีต่างๆ โดยเฉพาะยิ่งเราทำงานอยู่ในแวดวงที่เกี่ยวกับวัฒนธรรม ศิลปิน ดีไซเนอร์ นักเขียน นักร้องฯลฯ ถึงจุดหนึ่งคุณจะรู้ว่าจริงๆ คุณไม่มีเสรีภาพ เพราะเวลาคุณผลิตงานอะไรไปก็แล้วแต่สู่สาธารณชน มันจะมีคนวิจารณ์เสมอว่าไม่กลัวโดนติดคุกเหรอ? ไม่กลัวเหรอว่ามันจะแรงไป? ดังนั้นเห็นเลยว่าสังคมมันไม่มีเสรีภาพ ซึ่งมันมีกฎหมายที่บังคับใช้อยู่และกดทับสังคมอยู่ในภาพรวม”



การออกมาแสดงจุดยืนทางการเมือง ส่งผลกระทบต่อการทำงานหรือไม่
ในขณะที่ผมยังสามารถไปซื้อข้าวแกงของป้าร้านที่เป่านกหวีด หรือที่ชอบลุงตู่ก็ได้ เราสามารถเจอกัน คุยกัน หรือทำงานด้วยกันภายใต้ความคิดต่างกันได้ ดังนั้นผมก็คงไม่อยากร่วมงานกับคนที่ไม่อยากจ้างผม เพราะผมแสดงออกทางการเมือง ดังนั้นถ้าพูดถึงศิลปินคนอื่นที่ไม่กล้าออกมา Call out ทางการเมืองเพราะว่ากลัวผลลัพธ์ที่ตามมาผมว่าก็ไม่เป็นไรครับ แต่อยากให้ลองคิดดูว่าทุกคนคิดคิดแบบี้ทำแบบนี้ เราก็จะอยู่กับสังคมที่อยู่ภายใต้กรอบแบบนี้เสมอไป คือฉันจะไม่พูดเรื่องการเมือง ฉันจะเห็นคนโดนทำร้ายคนโดนละเมิดสิทธิ์แล้วฉันก็จะไม่พูด ถ้าคุณโอเคกับสังคมแบบนี้ก็ไม่เป็นไร แต่ส่วนตัวผมไม่โอเค
ถ้าการเมืองดีขึ้น ชีวิตเรา หรือแวดวงศิลปะของเราจะดีขึ้นอย่างไรบ้าง
ผมตอบไม่ได้นะว่า ถ้าการเมืองไทยดีแล้ว ศิลปินหรือว่าสังคมไทยจะเป็นอย่างไร เพราะว่าเรายังอยู่ในสังคมที่การเมืองยังไม่ดีอยู่ ดังนั้นผมขอเทียบเคียงกับประเทศอื่นๆ เช่น สิงคโปร์ และเกาหลี ที่ชีวิตความเป็นอยู่ของศิลปินเขาดีกว่า แต่ผมไม่ได้หมายความว่าสังคมที่มีการเมืองดีแล้วทุกอย่างยังเพอร์เฟกต์หมด เพราะอย่างเกาหลีก็มีประท้วงขับไล่ประธานาธิบดี แต่การประท้วงของประเทศเขามันกลายเป็นบรรทัดฐาน ทุกคนรู้สิทธิ์ของตัวเอง ดังนั้นทำให้การเรียกร้องประสบความสำเร็จได้มากกว่า ดังนั้นขอแค่เราสามารถแสดงออกทางการเมือง หรือสามารถเรียกร้องได้อย่างชอบธรรม มันก็ดีกว่ามากแล้วครับ ในสังคมที่การเมืองดี ความยุติธรรมมันก็จะมาถึงเร็วกว่า
ในแง่ของนักสร้างสรรค์ ผมคิดว่านอกจากชีวิตความเป็นอยู่ของเราจะดีแล้ว เรายังสามารถแสดงออก หรือสามารถ Call out กับเรื่องอะไรอีกมากมายได้โดยที่คุณไม่ต้องกลัว อย่างการที่ม็อบกำลังเรียกร้องอยู่ ก็เพราะเราต้องการสังคมที่ดีขึ้นต่างหาก มันไม่ใช่การโจมตี ล้มล้าง หรือทำให้เกิดความเกลียดชัง



อยากจะฝากอะไรถึงท่านผู้นำ
อยากฝากถึงท่านผู้นำ ประยุทธ์ จันทร์โอชา แล้วก็คณะ แล้วก็ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจทั้งหมดครับกับประชาชนคนไทย คือผมรู้สึกว่าคุณอยู่ในพื้นที่ของตัวเองมากไป คุณฟังแต่กลุ่มของตัวเองมากเกินไปครับ คุณไม่ได้สนใจข้อเรียกร้องจริงๆ ของผู้เรียกร้องหรือคนอื่นๆ เลย ทีนี้ผมคิดว่าถ้า คือมันเป็นไปไม่ได้ที่พวกคุณจะลงมาเดินม็อบ แต่เพียงแค่ฟังข้อเรียกร้องต่างๆ อย่างเป็นกลางจริง ๆ ครับ หมายถึงว่าฟังมันในฐานะที่คุณไม่ได้เป็นศัตรูกับเขา แล้วเอามันไปปรับใช้ในการทำงาน หรือแค่แบบเรื่องง่ายๆ อย่างเช่น คุณเห็นประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับคุณเป็นประชาชนอยู่ไหม แล้วคุณจะทรีตกับเขาอย่างไร คุณจะปิดปากเขาหรือว่าคุณจะเอาแบริเออร์มากั้นเขาเสมอทุกครั้ง ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้มันควรจะถูกทำให้หายไปจากสังคม แล้วก็ควรจะมีเวทีในการพูดเรื่องนี้อย่างจริงจัง ระหว่างรัฐบาลและผู้เรียกร้อง
อีกข้อเรียกร้อง ผมอยากฝากถึงคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกระทรวงวัฒนธรรมทั้งหมด ถ้าคุณยังคิดว่าวัฒนธรรมไทยมีรูปแบบเดียว อันนี้คือปัญหานะครับ เพราะว่าวัฒนธรรมเป็นสิ่งที่มีชีวิตและเปลี่ยนแปลงตัวเองตลอดเวลา คือถ้าคุณมองประเทศอื่นๆ ที่พัฒนาแล้ว วัฒนธรรมใหม่ๆ มีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศเยอะมาก ทั้งเพลง หนัง ดนตรี ศิลปะต่าง ๆ ที่ถูกขับเคลื่อนโดยคนกลุ่มอื่นๆ ที่รัฐไม่เคยเห็น ถ้าคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการพัฒนาวัฒนธรรมเห็นสิ่งต่างๆ เหล่านี้มากขึ้น ผมคิดว่าประเทศมันจะไปไกลกว่านี้ครับ




