
IllustraTU ศิลปินไทยผู้สร้างชื่อทั้งในโลกความจริงและวงการ NFT
ด้วยโทนสีสันและคาแรคเตอร์ป็อปอาร์ตที่ผสมผสานความเป็นอเมริกันคอมมิก ทำให้เราจำผลงานของนัท – ณัชพล ตุ๊เสงี่ยม หรือที่รู้จักกันในชื่อ IllustraTu ได้ในทันที และเมื่อเขาเข้าสู่วงการ NFT ก็ดูเหมือนงานของเขาก็เป็นที่น่าจดจำมากขึ้นด้วยสไตล์ภาพเคลื่อนไหวและดนตรีที่สอดคล้องไปกับผลงาน แม้เขาจะไม่ใช่ศิลปินเพียงหนึ่งเดียวที่การสร้างผลงานในลักษณะนี้ แต่เพราะลายเส้นและสไตล์อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะแล้ว ก็ทำให้ผลงานของเขาถูกประมูลออกไปในราคาสูงถึงหลักแสน เราเลยไม่พลาดที่จะขอเวลาพักช่วงหนึ่งหลังการขายผลงานของเขา มานั่งคุยกันถึงมุมมองในฐานะศิลปินที่มีต่อวงการ NFT กันสักหน่อย ซึ่งถ้าจะเรียกว่านัทก็คงไม่ค่อยคุ้นเคยเท่าไหร่ ในบทสัมภาษณ์นี้เราเลยขอเรียกเขาสั้นๆ อย่างที่เคยชินว่าตุ๊ก็แล้วกัน


โทนสี ภาพเคลื่อนไหว และเสียงดนตรี ดูเหมือนจะเป็นเอกลักษณ์ผลงานตุ๊หรือเปล่า
คนส่วนใหญ่ก็จะบอกว่าจดจำผลงานของผมได้จากสีครับ ถ้าจะอธิบายให้มากกว่านั้นงานที่ผมทำก็จะมีความเป็นป็อปอาร์ต แล้วก็จะมีความเป็นงานสไตล์อเมริกันคอมมิก เพราะผมเป็นติ่งมาร์เวล ผลงานของผมเลยจะเป็นการ์ตูนที่มีความเป็นเด็ก เป็นโลกในจินตนการที่คล้ายเป็นเพลย์กราวด์เหมือนบ้านบอล เวลาที่ผมทำงานก็จะนึกถึงตัวเองเวลาอยู่ในบ้านบอล เราจะสร้างสรรค์ลูกบอลหลากหลายสีให้เด็กๆ เข้ามาเอ็นจอย แต่ก็มีเรื่องไลฟ์สไตล์ชีวิตเข้ามาให้ผู้ใหญ่ได้เสพด้วยเหมือนกัน เอาจริงๆ ผมก็ชอบวาดเสียดสีการเมืองอยู่เหมือน แต่จะไม่ได้เน้นหนักมาก จะเป็นการประชัดประชันแบบสนุกสนานมากกว่า ถ้าเป็นงานใน NFT ผมก็จะชอบใส่เพลง ชอบทำเป็นภาพเคลื่อนไหว แต่ถ้าพูดถึงเรื่องเอกลักษณ์ผลงานจริงๆ ผมอยากให้คนเสพย์ผลงานเป็นคนนิยามให้ผมมากกว่าผมนิยามให้ตัวเองนะ
ใช้ระยะเวลาในการทำงานแต่ละชิ้นนานเท่าไหร่
ถ้าป็นภาพนิ่งผมใช้เวลา 3-4 วัน แต่ถ้าเป็นภาพขยับหรือเคลื่อนไหว แล้วใส่เพลง ดนตรีประกอบ ก็จะใช้เวลาประมาณหนึ่งอาทิตย์ครับ


งั้นขอย้อนกลับไปหน่อย ตุ๊เข้ามาสู่วงการ NFT อย่างจริงจังตอนไหน
ถ้าพูดถึงจุดเริ่มต้นจริงๆ ต้องย้อนกลับไปช่วงต้นปีเลยครับ ผมได้ทำงานกับ Three Panel Crimes เป็นผลงานภาพขยับแบบ JS Loop แล้วเขาคงเห็นความเป็นไปได้ในผลงานของผม เลยถามว่าสนใจทำ NFT ไหม ตอนนั้นผมยังไม่รู้เลยว่ามันคืออะไรเลย ผ่านไปสักระยะผมก็ไปเจอเพื่อนชาวแคนาดาที่เขาลงขายผลงาน เลยได้คุยกันเรื่องนี้ เขาก็อธิบายตามฐานความเข้าใจของเขาว่ามันอะไร ซึ่งผมฟังแล้วก็รู้สึกว่ามันดูวุ่นวาย แล้วผมเองก็ขายงานบนโลกความจริงได้อยู่แล้ว ก็เลยไม่ได้สนใจอะไรแต่พอคนไทยเริ่มสนใจเยอะขึ้น เริ่มมีการซื้อขายผลงานกันมากขึ้น ผมก็เลยคิดว่าคงจะถึงเวลาทำความเข้าใจสักหน่อย ก็เลยปรึกษาทำความเข้าใจกับระบบกับคนรอบข้างอยู่บนประมาณสามเดือน ก่อนจะเข้าสู่วงการ NFT
พอเข้ามามันคือการเปิดโลก และมันก็สร้างความเป็นไปได้ที่ไม่มีวันสิ้นสุดตราบใดที่โครงสร้างระบบบล็อกเชนมันยังมีอยู่ ศิลปินสามารถเฉิดฉายได้ตลอดเวลา และมีโอกาสได้ทำงานอย่างมีอิสระ เป็นเจ้านายตัวเอง สามารถตัดสินใจได้เองว่าจะทำงานออกมาในแนวไหน ซึ่งมันทำให้ศิลปินไทยหน้าใหม่มีความสามารถเยอะๆ ที่พยายามสร้างเนื้อสร้างตัวด้วยตัวเอง โดยไม่มีฐานเงินหรือคอนเนกชั่นเป็นทุนเดิม ได้มีโอกาสเติบโตจริงๆ แต่ในขณะเดียวกันมันก็เป็นการวัดให้เห็นไปเลยว่าตลาดโลกเขาชื่นชอบงานของเราจริงๆ หรือเปล่า เพราะว่าตลาดที่เราลงไป มันเห็นทั่วโลก ไม่ใช่แค่ในประเทศ มันกว้างยิ่งกว่าอินสตราแกรมหรือเฟสบุ๊กอีกนะครับ เพราะคนที่เข้าไปในข้างในเขาเล็งที่จะซื้อผลงานเลย แล้วยิ่งช่วงนี้คอมมูนิตี้ในไทยเติบโตมาก ทำให้ชาวต่างประเทศเริ่มให้ความสนใจกับศิลปินไทยเยอะ ทำให้การซื้อขายคล่องขึ้น มันก็ยิ่งเปิดทางให้สำหรับศิลปินหน้าใหม่


เหมือนได้เริ่มต้นใหม่อีกครั้ง
ก่อนหน้านี้ผมก็มีภาพแบรนด์ของตัวเอง มีแฟนคลับหรือคนรู้จักอยู่ในระดับหนึ่ง แต่พอเข้ามาใน NFT แล้ว ผมรู้สึกว่ามันคือการเริ่มต้นใหม่หมด ทุกคนเริ่มต้นเหมือนกัน ตอนแรกผมก็ไม่ได้คิดถึงเลยว่าตัวเองต้องขายในราคาสูง เพราะผมสนใจเรื่อง Engagement สร้างการจดจำให้คนจำเราได้แล้วอยากสนับสนุนต่อมากกว่า งานชิ้นแรกๆ ที่ลงก็เลยจะเริ่มต้นที่ราคาถูกๆ เพื่อเป็นการโยนหินถามว่า ถ้าเราเลือกลงผลงานแบบนี้ไปแล้วจะมีคนมาประมูลขึ้นไปสูงสุดที่เท่าไหร่ เราจะได้รู้ว่างานชิ้นต่อๆ ไปควรจะขยับราคาขึ้นไปสูงได้ขนาดไหน แต่ในขณะเดียวกัน เราก็ต้องเพิ่มคุณภาพผลงานของเราไปพร้อมๆ กันด้วย เพราะถ้าราคาสูงแต่คุณภาพลดลงมันก็ทำให้ Brand Royalty ของคนที่เขาชื่นชอบผลงานของเรา มันถดถอยลง


ระบบที่แตกต่างจากการขายงานในโลกความเป็นจริง
เวลาที่คนซื้อขายงาน ระบบบล็อกเชนจะมา Certified ให้ว่าเลยใครคือเจ้าของผลงานชิ้นนี้ แล้วใครเป็นคนสร้างผลงานนี้ เวลาที่เจ้าของเขาขายผลงานต่อไปอีกทอดสู่ Second Hand Market ตัวศิลปินหรือครีเอเตอร์เองก็จะได้รายได้ส่วนหนึ่งด้วย ซึ่งมันก็จะเงินจำนวนเล็กน้อย ไม่มากเท่าไหร่ แต่ลองคิดดูสิครับว่า ถ้าเราขายงานได้สิบชิ้นให้กับนักสะสม แล้วถ้ามีงานห้าชิ้นที่ถูกนำไปขายต่อ ผมก็จะได้กำไรจากงานห้าชิ้นนี้ในทันที โดยที่ผมยังไม่ได้ทำอะไรเลย มันด็เลยจะเป็นเหมือนเงิน Passive Income ที่เข้ามาหาเราได้เรื่อยๆ ถ้าผลิตงานแล้วขายได้เยอะ ตัวศิลปินเองก็แทบไม่ต้องทำอะไรเพิ่มเลย
ตอนผลงานถูกประมูลออกไปในราคาหลักแสนบาทเป็นครั้งแรกรู้สึกอย่างไรบ้าง
ช็อก.. คือผมดูการประมูลอยู่ตลอด พอเห็นจำนวนเงินแล้วก็วิ่งเต้นร้องไห้เลยครับ เพราะไม่คิดว่าตัวเองจะขายผลงานได้ในราคาหลักแสน แล้วยิ่งเป็นผลงานในดิจิทัลที่ผมคิดว่าควรจะมีมูลค่าน้อยกกว่าผลงานตัวจริงแล้วด้วย ก็เลยไม่ได้คิดไว้เลยครับ มันเลยทำให้ผมเห็นเลยว่าถ้าเราจับทางของตลาดได้ถูกต้อง วางแผนการขาย ตั้งใจทำงานผลงานให้มีคุณภาพ และเข้าใจระบบของ NFT ให้ดี มันจะสร้างผลตอบแทนกลับมาให้เราได้มากกกว่าโลกความจริงอีกครับ นี่เลยเป็นจุดที่ทำให้ผมคิดว่า NFT เป็นทางเลือกและโอกาสใหม่ที่ดีของศิลปิน
ศิลปินทุกคนต้องเข้าใจด้วยว่าโลกของ Cryptocurrency ตัวศิลปินเองก็ต้องลงทุนไปก่อนด้วย ในการจ่ายค่าใช้จ่ายสำหรับค่าธุรกรรมต่างๆ เช่น การลงขายผลงานหนึ่ง ก็มีค่าธุรกิจที่ต้องจ่าย ซึ่งขึ้นอยู่กับแต่ละแพลตฟอร์มว่าต้องจ่ายเท่าไหร่ และเวลาที่เราจ่ายไปแล้วมันก็มีโอกาสที่จะได้ผลตอบแทนสูง และอาจจะไม่ได้ผลตอบแทนเช่นกัน ผมเลยจะบอกเสมอว่าศิลปินควรจะต้องมีการวางแผนการตลาดหรือทำการโปรโมทไว้ด้วย เพื่อทำให้นักลงทุนหรือนักสะสมอยากซื้อผลงานเรา ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ศิลปินมักจะมองข้าม
แล้วตุ๊มองว่าตัวเองประสบความสำเร็จแล้วหรือยัง
เป็นคำถามที่ทุกคนถามบ่อยมากครับ แต่ผมคิดว่าตัวเองยังไม่ได้ประสบความสำเร็จกับ NFT นะครับ เพราะว่าตอนนี้ก็มีศิลปินหลายคนที่ไปได้ไกลกว่าผมแล้ว แต่ตัวผมเองก็ดีใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นนะครับ เพราะมันไปจุดไฟทำให้คนใกล้ตัวของผม ไม่ว่าจะเป็นรุ่นพี่รุ่นน้องหรือเพื่อน มีแรงจูงใจในการทำงานอีกครั้ง

NFT มันจะได้รับความนิยมไปตลอดไหม หรือว่าเป็นแค่เทรนด์หนึ่งที่มาแล้วก็หายไป
อันนี้ตอบยากมากนะครับ สิ่งที่เราทำได้ก็คือพยายามอัพเดทตัวเองเสมอ เพราะวงการ Cryptocurrency เป็น โลกหมุนเร็ว ที่เกิดความเปลี่ยนแปลงไวมาก วันก่อนอาจจะเป็นอย่างหนึ่ง แต่วันนี้อาจจะเกิดอีกอย่างขึ้นมาแทน เราเลยต้องคอยติดตามตลอดเวลา
ฝากถึงศิลปินที่อยากลองเข้ามาในวงการ NFT หน่อย
ลองดูครับ ไม่มีอะไรเสียหาย ถ้าหากคุณมีต้นทุนน้อย ก็เลือกลงในแพลตฟอร์มที่มีค่าใช้จ่ายน้อยก่อนก็ได้ หรือถ้าพอมีทุนอยู่บ้างอย่างผม ก็จะเลือกลงแพลตฟอร์มที่มีค่าธุรกรรมที่ค่อนข้างสูงนิดนึง เพราะมันแลกมาได้กับคนในแพลตฟอร์มนั้นๆ ที่มีเม็ดเงินเยอะในการซื้อขาย ซึ่งมันก็อาจทำให้เรามีโอกาสได้เจอปลาวาฬ (คนที่ถือเหรียญคริปโตไว้จำนวนมาก) มาซื้อผลงานของเราเลยก็ได้ นอกจากนั้นก็คือเรื่องการศึกษาเงื่อนไข การลงทุนให้เขาใจก่อนที่จะลงเล่นด้วยครับ


