“ศิลปะยืนยาว ชีวิตสั้น” ประโยคนี้มันเหมาะกับ NFT ที่สุดแล้ว
นีโน่ เกริก ชาญกว้าง ผู้ร่วมก่อตั้งและ Creative Director แห่ง NFT1

จากกระแสการขายงานศิลปะดิจิทัลที่สร้างรายได้กันไปกว่าหนึ่งพันล้านบาทในต่างประเทศ ในครั้งนี้เราได้มีโอกาสพูดคุยกับ “นีโน่” ที่คนส่วนใหญ่รู้จักกันในบทบาทของ Producer นักแต่งเพลง และเจ้าของค่าย HYPE TRAIN ที่ผลิตผลงานเพลงฮิปฮอปสุดฮิตมากมาย กับอีกธุรกิจที่เขาตั้งใจทำเพื่อผลักดันวงการศิลปะไทยให้ไปสู่สายตาคนทั่วโลก นั่นก็คือ NFT1

เริ่มเข้าสู่วงการ Cryptocurrency ได้อย่างไร
ผมมีการลงทุนและได้รู้จักเกี่ยวกับเรื่องคริปโตฯ มาตั้งแต่ประมาณช่วงปี 2015 – 2016 ตอนนั้นผมทำงานที่ VRZO แล้วก็มีโอกาสได้รู้จักกับเพื่อนที่เป็นโปรแกรมเมอร์เขาก็แนะนำให้รู้จักกับ ‘Bitcion’ ตอนนั้นก็ไม่ค่อยรู้เรื่องอะไร ก็ซื้อๆ ตามเขาไป มีการลงทุนไปบ้าง ตอนนั้นผมรู้สึกว่ามันก็เป็นสกุลเงินในอากาศ ไม่ได้เชื่ออะไร และยังเข้าใจว่ามันคือเงินในเกมหรือเปล่า แล้วก็ปล่อยมันไว้อย่างนั้น มาในช่วงปี 2017 – 2018 ราคามันขึ้นมาแบบน่าตกใจมากครับ ก็เลยมีความเชื่อมั่นกับมันเพิ่มขึ้นมานิดนึง แต่หลังจากนั้นตลาดก็ crash ไปเลย จำได้ว่าลดลงถึง 90% เลย มันก็เลยทำให้ผมไม่ได้เข้าไปในคริปโตฯ อีกเลยครับ จนมาช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เริ่มมีแร็ปเปอร์ดังๆ ในต่างประเทศได้เปิดรับค่าจ้างด้วย ‘Bitcion’ และก็เป็นที่นิยมในวงแคบๆ ยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จักมากเท่าไหร่ ตอนนั้นผมจำได้ว่าราคาต่อ 1 Bitcoin ตอนนั้นอยู่ที่ประมาณ 3 แสนบาท อยู่ๆ มันก็เด้งขึ้นมาที่ 6 – 7 แสนบาท แล้วก็พุ่งขึ้นสูงถึง 1.2 ล้านบาท พอหลังจากนั้นก็เริ่มมีบริษัทและองค์กรใหญ่ๆ ลงมาเล่นเยอะขึ้น จึงทำให้ความน่าเชื่อถือมันก็มีมากขึ้นเรื่อยๆ และช่วงเวลานั้นเอง NFT ก็เริ่มเป็นที่นิยมด้วยเช่นกัน

NFT ย่อมาจาก Non – Fungible Token เป็น Cryptocurrency ประเภทหนึ่งที่แสดงความเป็นเจ้าของสินทรัพย์ ซึ่งพอสินทรัพย์ชิ้นนั้นมัน encrypt เข้าระบบไปแล้ว มันจะมีเพียง “หนึ่งเดียวในโลก” และไม่สามารถลบออกได้ตลอดกาล ระหว่างนั้นผมก็เริ่มศึกษาว่าในโลกของคริปโต มันมีอะไรบ้าง บังเอิญไปเจอคริปโต อันนึงชื่อว่า CryptoKitties เป็นเกมเพาะพันธุ์แมวบน Ethereum ครับ ตอนแรกก็คือขายกันแค่ 30 บาท แต่อยู่ดีๆ ราคามันขึ้นไปหลาย 10 ล้านบาท จนเกิดกระแส จึงทำให้เหล่า Artist ได้เริ่มรู้จัก NFT กันมากขึ้น แล้วก็เริ่มเอามาทำเป็น Marketplace โดยเอาผลงานของตัวเองมาลงประมูลขาย ซึ่งตอนนั้นผมเข้าใจว่ามันก็แค่ตลาดที่เข้ามาเก็งกำไร เป็นสกุลเงินในอากาศที่เชื่อถือไม่ได้ แถมยังมีการผันผวนสูงอีก แต่พอผมได้มารู้จักกับ NFT มันทำให้ผมเปลี่ยนความคิดเลย ผมมองว่ามันเป็นเรื่องของ Lifetime นะ อย่างถ้ามีศิลปินที่ดังมากๆ และเขาก็ได้ทำผลงานส่งเข้าไปใน Blockchain เมื่อวันนึงเขาตายไป แต่ผลงานเขาก็ยังอยู่ พูดแล้วผมก็นึกถึงประโยคนึงที่เหมาะมากๆ เลยก็คือ “ศิลปะยืนยาว ชีวิตสั้น” มันจะสลายไปก็ต่อเมื่อโลกเราไม่มีอินเทอร์เน็ต

ความตั้งใจที่อยากจะช่วยวงการดนตรีสู่การทำธุรกิจ NFT1
ก่อนหน้าที่จะมาทำธุรกิจ NFT1 ผมเคยตั้งใจไว้ว่าอยากทำสัมมนาเกี่ยวกับเรื่องดนตรีที่อยากจะ educate ให้กับคนรุ่นใหม่ ในหัวข้อที่ว่า How to Survive as An Artist แต่พอเจอโควิดก็ไม่ได้ทำต่อ ผมมองว่าเรื่องนี้มันเป็นปัญหาทางศิลปะอยู่แล้วครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องลิขสิทธิ์ การให้คุณค่าของทั้งตัวผลงานและผู้สร้าง ผมมองว่าจริงๆ แล้วคนไทยเก่งมากเลยนะครับ ความสามารถของหลายคนที่ผมได้สัมผัส มันสามารถไประดับ international ได้เลย แต่ก็ไม่มีการสนับสนุนที่จริงจัง หรือให้คุณค่ามันมากพอ ทำไมลิซ่า Blackpink ที่เป็นผลิตผลของคนไทย แต่ถึงได้ไปโด่งดังที่เกาหลี แค่นี้มันก็ตอบได้แล้วครับ เพราะว่าทุกคนเป็น underdog หมด ศิลปินทุกคนต้องทำได้หลายอย่าง อย่างตัวผมเองก็ต้องทำหน้าที่ทั้งถ่าย ทั้งกำกับ และตัดต่อ เพราะว่าเราต้องเอาตัวรอดให้ได้ในระบบของประเทศนี้ มันเลยทำให้เราต้องสร้าง ecosystem ของตัวเอง อย่างช่วงวิกฤตโควิดแบบนี้เราก็ต้องดูแลตัวเองให้รอดไปให้ได้ โดยทุกคนก็จะวิ่งหาวิธีเอาตัวรอด แต่ทุกวันนี้เปิดไปทางไหนก็เจอแต่คริปโตฯ งั้นฉันลงไปเล่นคริปโตฯ ล่ะกัน เผื่อจะมีทางออก ผมก็เลยมองว่า NFT อาจจะสามารถตอบโจทย์อะไรบางอย่างในอนาคตอันใกล้นี้ได้

แต่สิ่งที่ยากที่สุดในตอนนี้คือ การอธิบายให้คนที่เราจะดึงเขามาร่วมงานนั้นมองเห็นภาพเดียวกับเรา เพราะเรื่องเงินในอากาศเป็นเรื่องที่อธิบายให้กับ artist ค่อนข้างยากมาก อย่างไปคุยกับศิลปินนักวาดรูปบน canvas เขาเคยขายภาพแบบจับต้องได้มาทั้งชีวิต แล้วจะเปลี่ยนเอาไปขายบนอินเทอร์เน็ตมันก็เป็นอะไรที่ยากจะเข้าใจ ก็ต้องใช้เวลา ซึ่งผมคิดว่าพอผ่านไปสักพักทุกคนจะเข้าใจมันมากขึ้น เหมือนกับที่เรารู้จัก Hi5 กับ Facebook แรกๆ นั่นแหละครับ

เป้าหมายสูงสุดของ NFT1
ภาพใหญ่ที่ผมมองไว้คือ เห็นแม่ค้าส้มตำ คนขับ Grab เข้าไปเทรดคริปโตฯ เด็กต่างจังหวัดวาดรูปขายในรูปแบบศิลปะดิจิทัล และผมต้องการให้ NFT1 เป็นแห่งแรกของเอเชียที่จะสร้างคัลเจอร์นี้ขึ้นมา และผมก็เชื่อว่าศักยภาพของ creator ในไทยนั้นทำได้อยู่แล้ว สังเกตได้จากช่อง Youtube หรือ Tiktok จะเห็นว่าคนเก่งๆ ที่มีความคิดสร้างสรรค์เยอะมากๆ ถ้านำสิ่งนั้นมาต่อยอดในรูปแบบ NFT และผมถือว่าเงินที่เป็นรายได้มันคือโบนัสนะ อย่างในต่างประเทศเราจะเห็นว่าขนาด meme ตลกๆ ที่ไม่มีสาระอะไรยังขายได้เลย ถ้าใครพอนึกออกจะมีอยู่ช่วงหนึ่งที่คนแชร์รูปเด็กเผาบ้าน (Disaster Girl) ซึ่งภาพนั้นก็ถูกขายใน NFT ราคาสูงถึง 15 ล้านบาทกันเลยทีเดียว หรือแม้แต่โมเมนต์ก็ยังเอามาขายได้ อย่างในวงการ NBA ที่มีการนำเอาโมเมนต์หายากของนักบาสชื่อดังมาขายเป็นไฮไลต์สั้นๆ ในชื่อ NBA Top Shot ก็ทำเงินไปหลายล้านบาทเลยครับ ถ้าบ้านเราเอาโมเมนต์น่ารักๆ ที่หาดูยากของณเดชน์กับญาญ่ามาประมูล ผมว่าก็ขายได้เหมือนกัน

New Crypto Art is Coming Soon
ผลงาน NFT1 ที่ทุกคนได้เห็นไปแล้วก็จะมีของ YOUNGOHM ที่เป็น Tag Line ร้องว่า “YOUNGOHM MOTHERFUCKER” เป็นท่อนที่ได้รับความนิยมมากหลังจากที่เขาได้ปล่อยเพลงฮิตที่ชื่อว่า “มาเฟียสเปน” ครับ แล้วก็มาพร้อม Visual Art ที่ได้ศิลปินอย่าง “จินต์ จิรากูลสวัสดิ์” มาร่วมออกแบบผลงานชิ้นนี้อีกด้วย โดยผลงานของ YOUNGOHM จบการประมูลไปด้วยราคา 1.3 WETH หรือ 158,276 บาท และล่าสุด NFT1 ของเราก็เพิ่งปล่อยทีเซอร์ผลงานชิ้นต่อๆ ไปที่กำลังจะเปิดประมูลเร็วๆ นี้อย่าง NFT1 x Mamafaka, Art of Hongtae, NaNake, Chardchakaj Waikawee และ Taew Natapohn ซึ่งผมตั้งใจทำเป็น Exclusive Drop และพยายามคัดคนที่เป็น Top ของแต่ละสายอาชีพมาร่วมสร้างสรรค์ผลงานกัน

ผมมองว่านี่คือโอกาสดีที่จะได้ผลักดันวงการศิลปะในไทย และเป็นอีกช่องทางสร้างรายได้ให้กับศิลปินและคนทั่วไป โดยการนำผลงานของพวกเขาเข้าสู่โลกดิจิทัล เพื่อเปิดโอกาสไปสู่สายตาคนทั่วโลก และ NFT1 ก็พร้อมที่จะสนับสนุนพวกเขาเหล่านั้น โดยเราได้พาร์ทเนอร์ที่เป็น Digital Art Marketplace TOP 3 ของโลกอย่าง Rarible (แรร์ริเบิล) มาร่วมงานกับเราเรียบร้อยแล้วด้วย ก็อยากให้แฟนๆ ของศิลปินรอติดตามผลงานกันได้เลย

ติดตามผลงานจาก NFT1 ได้ที่