คน-ช้าง เราจะอยู่ร่วมกันอย่างไร?
เพราะโลกไม่ได้เป็นของมนุษย์แต่เพียงเผ่าพันธุ์เดียว วิถีชีวิตของเราจึงข้องเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

“How will we live together?” (เราจะอยู่ร่วมกันอย่างไร?) คือหัวข้อหลักของการจัดงานนิทรรศการสถาปัตยกรรมนานาชาติครั้งที่ 17 หรือ Biennale Architettura 2021 ที่เมืองเวนิส โดยมีที่มาจากผู้อำนวยการหลักของงานได้ตั้งคำถามถึงชีวิตความเป็นอยู่ในอนาคตของคน
ทางด้าน Thai Pavilion ในงานนี้เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่าง สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.) กระทรวงวัฒนธรรม และสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้มอบหมายให้ รศ. ดร. อภิรดี เกษมศุข เป็นผู้นำทีมภัณฑารักษ์ไทย และศิลปินผู้ออกแบบพื้นที่นิทรรศการ ได้ตีความต่อยอดจากการตั้งคำถามถึงเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และสัตว์ โดยทีมได้พิจารณาถึงงานวิจัย “บ้านคนบ้านช้าง” ของ ผศ.บุญเสริม เปรมธาดา ซึ่งนำแรงบันดาลใจจากวิถีชีวิตของชนกลุ่มน้อยที่อยู่ร่วมกับสัตว์ร่างใหญ่อย่างแนบแน่นมาเนิ่นนานหลายร้อยปี ได้ออกแบบสะท้อนออกมาเป็น Thai Pavilion สื่อถึงการอยู่ร่วมกันของคนและสัตว์อย่างยั่งยืน

ในฐานะผู้ได้รับมอบหมายให้ออกแบบผลงานจากงานวิจัยของตนออกมาในรูปธรรมของโครงสร้าง "บ้านคนบ้านช้าง" นี้ อาจารย์บุญเสริม ได้ยกตัวอย่างวิถีชีวิตที่อยู่กันอย่างกลมกลืนของชาวกูยและช้างในหมู่บ้านตากลาง อำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์ ที่อยู่เคียงข้างภายใต้ชายคาเดียวกันมาหลายยุคหลายสมัย ผ่านทั้งการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมที่ส่งผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนไปก็คือความเชื่อ และสายสัมพันธ์เสมือนครอบครัวของคนและช้าง

“เสาของบ้านช้างไม่สามารถตั้งอยู่ได้ ถ้าไม่มีบ้านคนค้ำจุนอยู่ ในขณะที่บ้านช้างก็ให้ร่มเงากับบ้านคน” อาจารย์บุญเสริมอธิบายเสริม

โครงสร้างไม้มุงสังกะสีที่สะท้อนถึงสถาปัตยกรรมท้องถิ่นที่ผสมผสานอุปมาอุปมัยในการตอบคำถามหลักของนิทรรศการ

โครงสร้างไม้มุงสังกะสีที่ออกแบบเป็นภาพสะท้อนของสถาปัตยกรรมท้องถิ่นที่ดูเรียบง่ายของชุมชนชาวกูย โดยมีเรือนเตี้ยเป็นตัวแทนของบ้านคน และเสาสูงเป็นตัวแทนของบ้านช้าง โครงสร้างทั้งสองส่วนผสมผสานเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ในขณะที่โครงสร้างของบ้านคนซึ่งอยู่ด้านล่างทำหน้าที่ค้ำยันเป็นรากฐานที่มั่นคง บ้านช้างซึ่งอยู่ด้านบนก็มีหลังคาสร้างร่มเงาให้เกิดความร่มรื่น เป็นการนำเสนอวิถีชีวิตที่พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันของชาวกูยและช้างที่ไม่สามารถแยกจากกันได้ ผ่านการอุปมาอุปมัยไม่ใช่แค่ในแง่ของชีวิตแต่ในเชิงโครงสร้างทางศิลปะ และสถาปัตยกรรมที่ออกแบบมาอย่างน่าสนใจ

องค์ประกอบโครงสร้างส่วนเรือนด้านล่างเป็นตัวแทนของบ้านคน และเสาสูงเป็นตัวแทนของบ้านช้างที่มีลักษณะโครงสร้างเกื้อกูลแยกออกจากกันไม่ได้

ประวัติศาสตร์และเรื่องราวผ่านเรือนไม้เดิม เอามาดัดแปลงเกิดเป็นผลงานและเรื่องเล่าใหม่
ตามแผนการออกแบบเดิม โครงสร้างไม้ยังได้รับการออกแบบปรับเปลี่ยนการใช้งานเสียใหม่ให้เป็นช่องใส่เอกสารเกี่ยวกับข้อมูลต่างๆ ของนิทรรศการที่เวนิส

จากความตั้งใจเดิมของคณะผู้ทำงานที่ตั้งใจนำเรื่องราวของชาวกูยและช้างเดินทางไปร่วมบอกเล่าวิถีชีวิตการอยู่ร่วมกันของพวกเขา ด้วยการฝากเรื่องราวความน่าประทับใจไปกับผลงาน “บ้านคนบ้านช้าง” ทั้งลักษณะของโครงสร้างตามความเป็นจริง เทคนิคและวิธีการสร้างที่ถอดแบบมาจากบ้านของคนและบ้านของช้างตามสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นในชุมชนชาวกูย ซึ่งนำเอามาประยุกต์ออกแบบใหม่ อีกทั้งทุกชิ้นส่วนของงานออกแบบชิ้นนี้ยังเกิดจากการนำไม้เก่าของเรือนเดิมในประเทศไทย ที่สามารถพบร่องรอยบนเนื้อไม้จึงเป็นตัวแทนบอกเล่าเรื่องราวของผู้คนซึ่งเคยอยู่อาศัยเดิม และส่งไปประกอบขึ้นใหม่ในการจัดแสดงนิทรรศการที่เวนิส
แต่ด้วยผลกระทบจากสถาการณ์โควิด 19 ทำให้ทีมออกแบบนิทรรศการปรับการนำเสนอชิ้นงานที่นำไปแสดง ปรับเปลี่ยน วัสดุ ลดทอนโครงสร้างให้แก่นของงานได้ถูกนำเสนอพร้อมฉายวีดีโอเล่าเรื่องราวบนตัวชิ้นงานช่วงตลอดระยะการจัดงานเวลา 6 เดือน ในขณะที่ตัวงานชิ้นเดิมของ “บ้านคนบ้านช้าง” ถูกนำไปติดตั้งเป็นการถาวรแสดงคู่ขนานกับงานหลัก ณ บริเวณวัดป่าอาเจียง จังหวัดสุรินทร์แทน หน้าที่ของงานได้ถูกปรับเปลี่ยนจากนิทรรศการ เป็นศาลากลางแจ้ง ให้ชาวอำเภอท่าตูมได้ใช้งาน โครงสร้าง Partition สังกะสีจึงไม่ได้นำไปจัดแสดงที่จังหวัดสุรินทร์ด้วย

โครงสร้าง Partition สังกะสี สำหรับอธิบาย Abstract ของงาน มีขนาด 2.10 ม. x 2.10 ม. สี่แผ่น ซึ่งถูกวางอยู่บนฐานกล่องไม้

แต่เมื่อ "บ้านคนบ้านช้าง" หลังนี้ ได้นำไปจัดแสดงเป็นการถาวรที่วัดป่าอาเจียง จังหวัดสุรินทร์แทน หน้าที่ของ "บ้านคนบ้านช้าง" ได้ถูกปรับเปลี่ยนจากนิทรรศการ เป็นศาลากลางแจ้ง ให้ชาวอำเภอท่าตูมได้ใช้งาน โครงสร้าง Partition สังกะสีจึงไม่ได้นำไปจัดแสดงที่จังหวัดสุรินทร์ด้วย

ลักษณะของโครงสร้างและวิธีการสร้างที่ถอดแบบมาจากบ้านของคน และบ้านของช้างอันเป็นสองสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นที่เห็นได้ทั่วไปในชุมชนชาวกูย
จากประเด็นคำถาม “How will we live together?” เราจะอยู่ร่วมกันอย่างไร? เกิดเป็นบทสนทนาผ่านภาษาทางสถาปัตยกรรม “บ้านคนบ้านช้าง” ใน Thai Pavilion ได้สื่อสารถึงชีวิตความเป็นอยู่ของคนและช้าง อย่างพึ่งพาอาศัยจนเป็นวิถีอันหนึ่งอันเดียวกัน เป็นตัวแทนในการแลกเปลี่ยนระหว่างชุนชนเล็กๆ ในอำเภอท่าตูม และงานแสดงการออกแบบสถาปัตยกรรมระดับโลกในเวนิส เพื่อตอบคำถามให้คนทั้งโลกได้รู้ว่าชาวกูย และช้างคือตัวอย่างการใช้ชีวิตในปัจจุบันที่อนาคตควรหันกลับมามอง

รศ. ดร. อภิรดี เกษมศุข ภัณฑารักษ์ Thai Pavilion พร้อมด้วย ผศ.บุญเสริม เปรมธาดา ผู้ออกแบบผลงาน "บ้านคนบ้านช้าง"

Hand Drawing Sketch โดยอาจารย์บุญเสริม เปรมธาดา ก่อนจะพัฒนาเป็น "บ้านคนบ้านช้าง" ที่เสร็จสมบูรณ์

Conceptual Hand Drawing Sketch โดย อาจารย์บุญเสริม เปรมธาดา ที่สื่อสารถึงความผูกพันของคนและช้าง

Writers:
Dorsakun Srichoo
Nada Inthaphunt

Photographer/ Videographer & Editor:
Tanit Phramthed
Assistant Photographer:
Sannusee Kariji

Commissioners:
Office of Contemporary Art and Culture (OCAC), Ministry of Culture (Vimolluck Chuchat, Director-General)
Association of Siamese Architects under Royal Patronage (ASA)
(Ajaphol Dusitnanond - Immediate Past President, Chana Sampalung - President)  

Curator:
Apiradee Kasemsook

Assistant curators:
Nawanwaj Yudhanahas
Sompoom Tangchupong
Salila Trakulvech

Exhibitor:
Boonserm Premthada

Director:
Chutayaves Sinthuphan, ASA

Coordinator in Italy:
Kanokwan Luengsrichai

Project Manager in Italy:
Arch. Luciano Cirpi

Covid Manager:
Fulvio Toso

Contractor in Thailand:
K Golden Land Limited Partnership
Mungkorn Furniture Co., Ltd.

With the support of:
Contemporary Art Promotion Fund
Lighting and Equipment Public Company (L&E)
SCG Cement – Building Materials

Acknowledgments:
Andrea Marcon, Honorary Consul General
Sunisa Maneebangka
Jaruj Thammasoontorn
Pacharaphol Osotcharoenpho
Supawut Teerawatanachai
Surin Provincial Cultural Office, Ministry of Culture
Pa Ar Jiang Temple, Surin

Instagram: @thailandiabiennalearchitettura

www.iameverything.co