หลังจากการพบกันครั้งแรกเมื่อสองปีที่แล้ว EVERYTHING เลยชักชวน นะโม – ติณห์ ตันโสภณ ดีไซเนอร์และเจ้าของแบรนด์ post-thesis กลับมาพูดคุยกันอีกครั้งถึงการเติบโตในฐานะแบรนด์แฟชั่น มุมมองทางความคิดต่อชุดนักเรียน รวมถึงผลงานการออกแบบชุดนักเรียนสีแสบของแนนโน๊ะในซีรีย์เด็กใหม่ 2

Post-thesis after thesis
หลังจากจบช่วงธีสิสแล้วเริ่มทำเป็นแบรนด์จริงจังแล้ว เราก็ยังทำทุกกระบวนการด้วยตัวเองทั้งหมด มันเติบโตขึ้นเรื่อยๆ นะ มุมมองในการทำงานของเรามันก็เติบโตขึ้นด้วยเหมือนกัน เพราะตอนที่ทำธีสิสจบใหม่ๆ เราโฟกัสไปแค่ประเด็นเดียวนั่นก็คือเรื่องการยกเลิกชุดนักเรียน แต่ว่าตอนนี้เรามองภาพรวมมากขึ้นแล้วพบว่ามันมีอะไรซับซ้อนอีกเยอะ จนตอนนี้เราเองก็พูดได้ไม่เต็มปากว่าควรยกเลิก

พูดเรื่องชุดนักเรียนมาสองปี คุณมองเห็นอะไรเพิ่มขึ้นบ้าง
เราได้เห็นวิวัฒนาการความคิดของคนในสังคมต่อชุดนักเรียน มันมีการพูดคุยเรื่องนี้กันมากขึ้น แล้วเราก็พบว่ามีคนส่วนหนึ่งที่เขาชอบชุดนักเรียนแบบเดิมอยู่ และคิดว่าการยกเลิกจะยิ่งไปเน้นเรื่องความเหลื่อมล้ำหรือเปล่า ตอนนี้เราเลยคิดว่าถ้าใช้วิธีถอนรากถอนโคนเลย อาจจะเป็นวิธีที่เร็วไปหน่อย และบริษัทหรือคนที่ทำงานผลิตชุดนักเรียนต้องได้รับผลกระทบ มันต้องมีการแก้ไขปัญหาที่ดีกว่านี้ ถ้าไม่อยากยกเลิก ก็ควรจะมีทางเลือกเพิ่มเติมให้เด็กๆ ไม่ใช่บังคับให้เขาต้องเลือกโรงเรียนที่มียูนิฟอร์มอย่างเดียว ถ้าใครชอบชุดนักเรียนก็มีสิทธิ์เลือกได้ว่าจะเข้าโรงเรียนที่มีชุดยูนิฟอร์ม เพราะว่าต่างประเทศหลายประเทศเขาก็มี แต่ทำไมในไทยยังไม่มี

ไม่ได้ว่าถ้าชอบชุดนักเรียน แต่อย่าลืมปัญหาของมันด้วย
มันยังมีการใช้อำนาจผ่านเครื่องแบบนักเรียนอยู่ ซึ่งคนที่เห็นด้วยกับชุดนักเรียน เขาก็ควรจะตระหนักเรื่องนี้ด้วยว่าชุดนักเรียนแบบเดิมมันยังมีปัญหา มันยังเป็นเครื่องมือของอำนาจนิยมที่คอยกดตัวเด็กอยู่ ก็ต้องไปแก้กันที่กฎหมายและโครงสร้างของระบบการศึกษา และถ้าจะแก้ปัญหาจริงๆ ก็ควรไปแก้ไขเรื่องสวัสดิการชุดนักเรียนด้วยว่ารองรับมากแค่ไหน เพราะเราเรียนโรงเรียนคาทอลิก เราเห็นว่าชุดยูนิฟอร์มมันมีปัญหาโดยเฉพาะของผู้หญิง ทั้งร้อนและมีการเปลี่ยนไปตามแต่ชั้นปีบ่อยมาก เด็กต้องซื้อเสื้อผ้าใหม่ถึงสามรอบ กลายเป็นชุดยูนิฟอร์มไปเพิ่มภาระให้ผู้ปกครอง ซึ่งเราเชื่อว่ามันคงต้องใช้เวลาหลายสิบปีเลยกว่าจะแก้ปัญหาเรื่องนี้ได้

แล้วคิดว่าปัญหาที่แท้จริงคืออะไร
เรามานั่งคิดกับตัวเองแล้วพบว่าปัญหาจริงๆ คือเรื่อง Appreciation การยอมรับเรื่องสิทธิ์ในการแต่งตัวของคนในสังคมมันยังมีอยู่น้อย โรงเรียนเลยต้องสอนให้เด็กรู้จักการยอมรับ เคารพสิทธิ์ซึ่งกันและกันด้วย โดยไม่มองเสื้อผ้าในเชิงชนชั้น ว่าใส่แบบไหนแล้วดูรวยหรือดูจน ตัวบุคลากรทางการศึกษาเองก็ด้วยเช่นกัน คุณต้องเอาใจใส่เด็กในเรื่องการศึกษา ไม่ใช่ไปโฟกัสเรื่องเสื้อผ้าอย่างเดียว ถ้ามีบุคลากรที่เข้าใจเด็กได้มากกว่าแค่เรื่องชุดนักเรียน โรงเรียนมันจะน่าไปเรียนมากกว่าเดิมเยอะเลย

Art Direction ของ post-thesis เปลี่ยนไปด้วยหรือเปล่า
ในเชิงของแบรนด์ เราเริ่มทำให้มันชัดเจนขึ้นนะ ว่ามีอะไรที่เป็นงานเอกลักษณ์ของเราบ้าง ก็คือเสื้อแขนพองกับกางเกงกระโปรง ซึ่งจริงๆ มันก็คือชุดที่อยู่ในงานธีสิสของเรานั่นแหละ แล้วเรามาค้นพบทีหลังว่ามันตอบโจทย์คนในสังคม และหยิบไปใส่ในชีวิตประจำวันได้มากที่สุด แต่ถ้าพูดในมุมมองของการดีไซน์ เรายังคงใช้ความคิดแบบเดิมอยู่ นั่นก็คือการมองย้อนกลับไปที่ชุดว่ามีองค์ประกอบไหนที่เราสามารถหยิบมาขยายหรือลดทอนได้ และถ้ามีปัญหา เราจะแก้ไขอะไรได้บ้างให้คนสามารถหยิบไปใส่ได้ง่ายขึ้น อย่างกางเกงกระโปรง คุณอยากได้กระโปรงที่เป็นยูนิฟอร์มแล้วมันใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้น ผู้หญิงและผู้ชายก็สามารถใส่ได้ ทำไมคุณไม่ทำกางเกงที่เหมือนกระโปรงไปเลย

เล่าถึงผลงานการออกแบบล่าสุดในซีรีย์เรื่องเด็กใหม่ 2 หน่อย
เราได้รับเชิญให้ไปออกแบบชุดให้ทางซีรีย์สองชุด ก็คือชุดนักเรียนสีดำของแนนโน๊ะและชุดสีแดงของยูริ อย่างตัวชุดสีดำมันมีมาอยู่แล้วใน Opening ของซีซั่นหนึ่ง และในซีซั่นสองเขาก็อยากจะใช้ Mood แบบเดิม เราเลยมานั่งคิดว่าชุดนักเรียนของแนนโน๊ะควรเป็นแบบไหน ก็เลยไอเดียว่าจะทำเป็นชุดนักเรียนหนังสีดำ เพราะสีดำและความเงาของหนัง มันส่งเสริมไปกับคาแรคเตอร์ที่ต้องมีความ Stand out มีความเป็นปีศาจ

ส่วนชุดสีแดงในตอนแรกมันจะเห็นไม่ค่อยเยอะ ปรากฏเป็นซีนเล็กๆ แต่เราเสนอกับทีมว่าอยากได้ชุดหนึ่งที่เป็น Conceptual ที่มันทำให้เห็นว่าสองตัวละครนี้มันมีบางอย่างเชื่อมกันอยู่ และซีซั่นนี้ก็มีประเด็นเกี่ยวกับเลือดด้วย เลยได้ไอเดียว่าอยากทำชุดที่ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังดูการแบ่งเนื้อเยื่อ การแบ่งเซลล์ คือถ้าไปตามดูในซีรีย์จริงๆ ความสัมพันธ์ของแนนโน๊ะและยูริมันไม่เหมือนกับที่เราคิดไว้หรอก แต่ด้วย Mood & Tone และ Visual แล้วมันไปด้วยกันได้กับสิ่งที่ผู้กำกับคิดไว้ เลยกลายมาเป็นชุดนี้ได้

ได้ยินว่าชุดสีแดงเป็นชุดที่ทำยากที่สุดเท่าที่เคยทำมา
มันเป็นชุดที่มีการทำหลายขั้นตอนมาก เพราะเป็นชุดที่มีแขนเป็นถุงมือแล้วมีผ้าส่วนที่เป็นคล้ายๆ เนื้อเยื่อหรือเซลล์ที่เชื่อมระหว่างแนนโน๊ะกับยูริ แล้วการจะสร้างเอฟเฟ็กต์แบบนี้ได้ มันต้องอาศัยการจับจีบผ้าให้ตกโค้งสวยตามที่เราคิดไว้ ซึ่งเราจะต้องกลัดผ้าด้วยมือทั้งหมด ไม่สามารถเอาเข้าจักรได้ และการเก็บงานเองก็ต้องเนี้ยบเพราะจะให้เห็นรอยต่อของผ้าโผล่ออกมาไม่ได้เลย

ก้าวต่อไปของ post-thesis จะเป็นอย่างไร ต้องเป็นชุดนักเรียนอยู่หรือเปล่า
เราเริ่มมองภาพของชุดยูนิฟอร์มใหญ่ขึ้นว่าไม่น่าจะมีแค่ชุดนักเรียนเท่านั้น เราย้อนกลับมาตั้งคำถามกับตัวเองว่าชุดยูนิฟอร์มมันคืออะไรกันแน่ เพราะจริงๆ มันเป็นอะไรก็ได้เลยที่สามารถนำเสนอตัวตนของคนกลุ่มเดียวกันได้ ในอนาคต post- thesis ก็อาจจะมาในยูนิฟอร์มแบบอื่นๆ โดยที่ไม่มีเค้าโครงเดิมอยู่เลย แต่เรายังตอบแบบชัดๆ ไม่ได้นะ เพราะเราทำงานด้วย Passion และทำงานแบบ Real-time ณ ตอนนั้น สนใจอะไรอยู่ก็จะหยิบขึ้นมาทำ

แต่เราคงจะไม่ได้ยึดติดกับชุดนักเรียนแล้ว อย่างคอลเล็กชั่นล่าสุดเมื่อตอนต้นปี น่าจะเป็นเซ็ตแรกที่ปล่อยวาง เริ่มลดทอนความเป็นชุดนักเรียนลง เราทดลองว่าตัวเองจะหลุดพ้นออกจากชุดนักเรียนได้หรือเปล่า แต่คนก็ยังมองคอลเล็กชั่นนี้ว่ามีความเป็นชุดนักเรียนอยู่ เขายังติดภาพอยู่ ก็จริงอยู่ที่ยังมีตราโลโก้ แต่ถ้าเอาออกแล้วมันก็คือชุดแฟชั่นธรรมดาชุดหนึ่งนะ หรืออาจจะมองว่าการจับจีบมันเหมือนชุดนักเรียน ความจริงคือเสื้อผ้าแฟชั่นมันก็มีการจับจีบอยู่แล้ว แต่เราก็ไม่มีสิทธิ์ไปห้ามเขา เพราะเราปล่อยให้คนที่ติดตามผลงานเป็นคนตัดสินใจหรือตีความด้วยตัวเอง

รัฐบาล แฟชั่นความเป็นไทย เรื่องเดิมๆ ที่ไม่พัฒนาไปทางไหน
เราคิดว่าการที่รัฐบาลไปโฟกัสความเป็นไทยแค่ผ้าไทยอย่างเดียว มันเป็นการมองที่แคบไปหน่อย เรายังไม่เห็นผลว่าผ้าไทยที่เขาทำมา มันเข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันได้ยังไง หรือมันพัฒนาได้จริงทั้งในเชิงเศรษฐกิจเชิงอุตสาหกรรม กลับกันการ Over Hype ผ้าไทยมากๆ มันเป็นการล้างสมองมากกว่าว่า เธอจะต้องสนใจผ้าไทยนะ เพราะผ้าไทยมันกำลังจะหายไปตามกาลเวลา มันดูเป็นการยัดเยียด ไม่ใช่ทุกคนจะชอบผ้าไทย ปัจจุบันเราก็มีตัวอย่างให้เห็นอยู่นี่ว่ าการยัดเยียดให้คนรักชาติมันได้ผลยังไง เราเลยอยากจะบอกว่าจริงๆ แล้วสิ่งที่นำเสนอความเป็นไทยมันไม่ได้แค่ผ้าไทยอย่างเดียวเท่านั้น และผ้าไทยมันไม่มีทางหายไปไหนหรอก ถ้าการสนับสนุนของรัฐบาลมันดีพอ

เห็นคุณออกมาแสดงความคิดเรื่องการเมืองอยู่บ่อยๆ คิดว่าทำไมคนในวงการแฟชั่นยังคิดว่าแฟชั่นกับการเมืองเป็นคนละเรื่อง
เพราะพวกเขายังไม่ได้รับผลกระทบจากการเมืองไง มันเป็นเรื่องปกติอยู่แล้วตราบใดที่ยังมองไม่เห็นว่าระบบการเมืองมันมีปัญหา ก็จะไม่มีใครสนใจออกมาพูดถึงอยู่แล้ว เราเคยไปสัมภาษณ์สื่อหนึ่งแล้วมีคนเข้ามาโต้แย้งว่า แล้วคุณรู้ได้ยังไงว่าเขาไม่สนใจการเมือง เราเลยชุกคิดกับตัวเองว่า เออวะ แล้วเรารู้ได้ยังไง จริงๆ เขาอาจจะสนใจมาตลอดนั่นแหละ แต่เขาเลือกข้าง เลือกสนับสนุนรัฐบาลที่บริหารไม่ดีเข้ามาทำงาน ถ้าเขาอยากจะเปลี่ยนแปลงจริงๆ ก็แค่ออกมาเรียกร้องไม่เห็นจะยาก แต่ที่เขาไม่ทำ เพราะเขาเลือกข้างไปแล้วหรือเปล่า

ยังมีอะไรอีกบ้างที่คุณคิดว่าวงการแฟชั่นไทยยังมองข้าม
เรามองว่าแฟชั่นไทยยังไม่ได้เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่มีโอกาสได้เข้ามาทำงานจริงๆ อาจจะมีคนโต้แย้งว่าเขาก็มีจัดประกวดนี่ แต่อย่าว่าลืมคนที่เข้ามาเป็นกรรมการก็ยังเป็นคนเดิมที่ยังไม่เปิดรับอะไรใหม่ๆ เด็กรุ่นใหม่นำเสนอไอเดียไม่ค่อยได้ เพราะกรรมการมักจะกดด้วยความเห็นแบบเก่าๆ ในแบบที่เขาคิดว่าดี ทั้งที่เรายังไม่รู้เลยว่ามันจะออกมาดีหรือเปล่า วงการแฟชั่นไทยควรจะเปิดโอกาสให้เด็กรุ่นใหม่มีพื้นที่ให้แสดงออกได้เยอะขึ้น

แต่เราเชื่อว่าเด็กรุ่นใหม่เก่งมาก เก่งในระดับที่ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาผู้ใหญ่ในวงการก็ได้ ปัจจุบันเรามีช่องทางอยู่ในมือแล้ว เราสามารถสร้างหรือนำเสนอตัวตนของเราแบบไหนก็ได้ ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาเส้นสายแบบเดิมๆ แล้ว ถ้าเขาอยากจะพึ่งพาอยู่มันก็เป็นสิทธิ์ของเขา แต่อย่าลืมความฝันกับความตั้งใจตั้งแต่แรกของตัวเองด้วย