ผศ.เจะอับดุลเลาะ เจ๊ะสอเหาะ อาจารย์คณะศิลปกรรมศาสตร์ ม.อ. ปัตตานี และผู้ก่อตั้ง Patani Artspace กับคำอธิบายว่าทำไมรัฐจึงไม่ชอบงานศิลปะ เพราะศิลปะคือเครื่องมือในการพูดความจริง

ในฐานะที่คุณเป็นทั้งศิลปิน แล้วยังเป็นอาจารย์ด้วย ทำไมเสรีภาพของศิลปินมันจึงมีความสำคัญมากนัก
มันเป็นสิ่งสำคัญมาก ที่ศิลปินจะต้องมีพื้นที่ในการแสดงออก เพราะศิลปะมันเป็นพลังที่ไม่ได้สร้างความรุนแรง เป็นเรื่องของการต่อสู้ทางสติปัญญาโดยการใช้หลักการทางสุนทรียะ ทางศิลปะ ซึ่งผมคิดว่าเราจะต้องช่วยกันให้สังคมมันมีพื้นที่ทางศิลปะในการแสดงออกในทุกมิติ ทุกเรื่องให้ได้ ดังนั้นเสรีภาพจึงเป็นเรื่องจำเป็น

หมายความว่าศิลปะโดยตัวมันเองเนี่ยมันก็สามารถใช้เป็นเครื่องมือในการเรียกร้องหรือในการนำเสนอปัญหาทางสังคมอย่างนั้นได้ใช่ไหม
ใช่ครับ เพราะศิลปะมันอยู่คู่กับมนุษย์ มันเป็นเครื่องมือในการทำให้มนุษย์ได้รู้จักหัวจิตหัวใจ ได้สำรวจความรู้สึก การสร้างงานศิลปะมันจึงเป็นการสื่อสารทางความรู้สึก เมื่อมันมีความรู้สึกแล้วมันจะส่งผลไปที่กระบวนการทางความคิด ทำให้เกิดการครุ่นคิดว่า คุณคิดยังอย่างไรแบบไหน แล้วคิดในมิติอะไร ศิลปะที่มีลักษณะแบบนี้ สามารถมันกระตุ้นให้ผู้คนรู้สึกนึกคิดในประเด็นต่างๆที่หลากหลายในสังคม โดยที่เราไม่ต้องมาฆ่าแกงกัน

คุณจึงคิดว่าเป็นหน้าที่ของศิลปินที่ต้องทำงานศิลปะสะท้อนปัญหาออกมา จำเป็นต้องเป็นแบบนั้นไหม ทั้งที่ศิลปินบางคน บางราย เขาก็ทำงานศิลปะ ขายงานศิลปะ แล้วเขาก็สร้างความสวยงาม จรรโลงจิตใจ เพียงแต่เขาไม่ได้เล่าเรื่องสะท้อนปัญหาทางสังคมออกมา
มันก็ไม่ผิดครับ แต่ผมมองว่าคนที่ทำงานศิลปะแบบนั้น เขามองแค่เรื่องของความอยู่รอด ปากท้องเพียงอย่างเดียว เขาอาจไม่ได้มองในเรื่องของการขยับขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงทางสังคม การนำพาสังคมไปสู่สิ่งที่มีคุณภาพ มีศักยภาพในการดำเนินชีวิต ซึ่งผมคิดว่าโอเคแหละ เป็นสิทธิ์ที่เขาอยากจะทำแบบนั้น เป็นสิทธิ์ที่เขาไม่อยากจะไปยุ่งเรื่องการเมือง มันเป็นสิทธิเสรีภาพของแต่ละคน แต่เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าการเมืองนั้นมันเกี่ยวข้องกับเราไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง อย่างน้อยที่สุดมันก็ตีกรอบให้การศึกษาศิลปะในบ้านเรามันไม่ไปไหนสักที

Ibu Warna di Patani 2020

ขยายความให้ฟังหน่อย
โครงสร้างของการศึกษาศิลปะมันไม่เคยถูกให้ความสำคัญ เวลาเราเชิดชูศิลปินเราก็จะพูดถึงในแง่ศิลปวัฒนธรรมที่ทรงคุณค่า แต่พอเวลาจะขอการสนับสนุนทางด้านศิลปะกลับถูกเพิกเฉย กลับถูกให้ความสำคัญเป็นเรื่องท้ายๆ หากว่าใครคนใดคนหนึ่งในกระทรวงเขาเพิกเฉยกับเรื่องนี้ ก็แสดงว่าเขาไม่ได้อินกับศิลปะจริงๆ เขามองว่าศิลปะเป็นแค่เครื่องประดับ ไม่ใช่ในมิติศิลปะที่จะขับเคลื่อนให้ประโยชน์แก่สังคมที่สามารถพัฒนาบ้านเมืองในแบบที่เราคิด

ทำไมรัฐถึงกลัวศิลปะ ทำไมถึงพยายามปิดกั้น
รัฐไม่ได้กลัวศิลปะ แต่รัฐกลัวความจริงครับ ศิลปะมันคือความจริง เพราะศิลปะมันทำงานกับความรู้สึก ความรู้สึกก็คือหัวใจ หัวใจก็คือความจริง พอมันเป็นความจริง มันกระทบต่อความรู้สึก รัฐก็เลยกลัว คือเขาไม่ได้กลัวศิลปะ บางทีเขาอาจจะชอบศิลปะด้วยซ้ำ เขาแค่กลัวความจริง เพราะศิลปะสะท้อนเรื่องราวความจริงมันออกมา เขาถึงพยายามปิดกั้นการพูดความจริงในฐานะชิ้นงานศิลปะ

เท่ากัน-ไม่เท่ากัน 2020
ความมั่นคงของใคร 2020

ถ้าการเมืองดีอย่างที่เด็กๆ เขาเรียกร้องกัน คุณคิดว่าศิลปะกับศิลปินจะเป็นยังไง
ผมว่าเราคงไม่มีกระทรวงที่เอาคนไม่มีความรู้ไปบริหารบ้านเมือง มันคงไม่ใช่ระบบราชการเน่าๆแบบที่เราเห็นกันอยู่ คนทำไม่ได้รู้ คนรู้ไม่ได้ทำ มันก็เลยไม่ได้มีการพัฒนาอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งๆที่ศิลปวัฒนธรรมบ้านเรามันมีเยอะแยะมากมาย วัตถุดิบอะไรก็มากมาย เรื่องราวประวัติศาสตร์อะไรมากมาย แต่ด้วยกระบวนการทำงานในระบบแบบรัฐราชการมันทำให้สิ่งเหล่านี้เป็นไปอย่างไร้ประสิทธิภาพ คนที่มีศักยภาพก็ไม่ได้ไปทำงานตรงนั้น กลับกลายเป็นว่าคนที่ไม่มีศักยภาพได้ไปอยู่ตรงนั้น คนที่สยบยอมต่ออำนาจรัฐเท่านั้นที่ได้ทำ การพัฒนามันเลยไม่เกิดขึ้น และนี่คือผลพวงจากการเมืองที่มันไม่มีความก้าวหน้า มันก็เลยส่งผลกระทบต่อระบบการจัดการในการพัฒนาในเส้นทางศิลปะของเรา กลายเป็นว่าเราล้าหลังกว่าประเทศอื่นๆ มันน่าเสียดายมากๆ เลยครับ