ทำไมถึงไปม็อบ
เพราะรู้สึกว่ามันเป็นการเคลื่อนไหวที่ชัดเจน คือมันไม่ใช่แค่การโพสต์เฟซบุ๊ก แต่รู้สึกว่ามันทำได้ในฐานะพลเมืองคนหนึ่งนะคะ มันทำให้เห็นว่าคนหลายคนเขาเห็นว่ามีความไม่ยุติธรรมเกิดขึ้นจึงออกมาเรียกร้อง รู้สึกว่าการที่ไปม็อบมันคือการรวมพลังของมวลชนอย่างหนึ่ง

ไม่กลัวอันตรายเหรอ
กลัวค่ะ (หัวเราะ) แต่ก็เชื่อว่ามันคงไม่กลับไปเป็นแบบยุคที่เราเคยเห็นมา แต่ว่าก็ไม่ได้นิ่งนอนใจได้ อย่างเมื่อวันที่มีการใช้แก๊สน้ำตาที่เกียกกาย เราก็โดนแก๊สน้ำตา หรือการฉีดน้ำที่บอกว่าทำตามหลักสากล แต่จริงๆ คือไปถึงก็ฉีดเลย ยิงแก๊สน้ำตาใส่ประชาชนเลย ก็มันก็แสดงให้เห็นว่าเขาก็ไม่ได้กลัวเราเท่าไหร่ คือเราก็ไม่ได้อยากให้เขากลัว เราอยากให้เขารับฟังมากกว่า

หลังจากไปม็อบ ไปรวมตัวเพื่อเรียกร้องบางอย่างแล้ว มันทำให้เราเปลี่ยนแปลงไปยังไงบ้าง
รู้สึกว่าเราเรียนรู้มากขึ้นจากการถกเถียงกับคนอื่นๆ จริงๆ ที่ไม่ใช่คุยกันในโซเชียล มีเดีย ในโซเชียลมีเดียบางทีเราสื่อสารอะไรออกไป บางคนก็อาจจะไม่ได้เข้ามาแย้ง หรือกวนเรากลับ บางทีเราไม่กล้าไปแย้งคนอื่นอย่างนี้ค่ะ แต่พอไปม็อบมันได้เจอคนที่เรารู้จัก หรือบางทีคนที่คิดต่างจากเรา ได้แลกเปลี่ยนกัน คุยกันว่าตรงนี้เขาไม่เห็นด้วยกับเรายังไง คือหลังจากไปม็อบ เรารู้สึกว่าการถกเถียงกันมันเป็นเรื่องที่ดีมาก เพราะว่ามันทำให้เราได้ Educate หาคำตอบที่ดีที่สุดเพื่อแก้ไขปัญหาตรงนั้น หรือบางทีไม่ได้คำตอบมา แต่มันทำให้เราคิดได้ลึกลงไปอีกค่ะว่าแบบเกิดอะไรขึ้นบ้าง ควรจะแก้ไขยังไง

ไม่กลัวแฟนเพลงจะไม่ชอบเหรอ
จริงๆ เราจะโพสต์เรื่องการเมืองอยู่ตลอด แต่ว่าจะไม่หนักเท่าช่วงนี้ บางคนก็จะแบบ “ไม่ชอบเลย อยากให้เป็นแบบที่เป็นอยู่” บางคนก็แบบ “เบื่อ โพสต์แต่อะไรแบบนี้” แม้กระทั่งเพื่อนเราก็จะแซวๆ กัน ถามว่าเรากลัวไม่มีงานไหม เรากลัวอยู่แล้ว เราไม่ใช่คนที่มีอาชีพอื่นรองรับ หรือมีเงินเก็บมากมาย แต่เราว่าถ้าคนเขาจะไม่จ้างเราไปร้องเพลง เพราะว่าเขาอยู่คนละฝั่ง คนละอุดมการณ์ ก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ประมาณหนึ่งนะคะ เพราะว่าเราก็คงไม่อยากร่วมงานกับคนที่แบบ... “สมน้ำหน้าจังเลย โดนยิงแก๊สน้ำตา” เราก็คงไม่อยากทำงานกับคนแบบนั้นเหมือนกัน มันก็แฟร์ที่เขาอาจจะมองว่าเราเป็นปัญหา ไม่จ้างเรา เข้าใจได้ เราก็ต้องหาทางอื่นไปก็ยังมีงานเล็กๆ อย่างงานแต่งงาน งานประจำปีอะไรแบบนี้ที่ยังจ้างเราอยู่นะคะ ใช่ มันก็น่ากลัว แต่มันไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นหรอกค่ะ
ตั้งแต่ไปม็อบมา สูญเสียอะไรไปบ้างไหม
ก็โดนแคนเซิลจากผู้จัดใหญ่รายหนึ่งที่เคยจัดด้วยกันมา เป็นแบบแบรนด์สินค้าค่ะ เขาก็บอกกันตรงๆ ค่ะว่าเจ้าของเขามีความคิดขั้วตรงข้ามกับเรา ซึ่งเราโอเคค่ะ มันเข้าใจได้ว่าเขาคงไม่อยากให้คนที่คิดต่าง จากเขามาร่วมงานกับเขา แล้วก็อีกรายหนึ่งก็เป็นคนที่มาจ้างเหมือนกัน เป็นงานแต่งงาน แต่ทางพ่อเจ้าสาว ค่อนข้างจะคนละฝั่งกัน เขาก็แคนเซิลไป แต่ในทางกลับกันก็คือมีคนมาบอกเราว่า “ชอบความเห็นนะ” “ชอบฟังเพลงคุณมานานด้วย” หรือบางคนเขาก็ไม่ได้สนใจด้วยซ้ำว่าเราจะออกความเห็นอะไร ก็คือมันมี หลายๆ คน หลายๆ แบบ ซึ่งงานที่เสียไปก็ไม่ได้เสียใจเท่าไหร่ เข้าใจด้วยซ้ำ เราไม่ได้หวังว่างานเราจะกลับมาดี เหมือนเดิมหรือดีขึ้น แต่เราแค่รู้สึกว่ามันมีความหวังเรารู้สึกว่ามันจะมีการเปลี่ยนแปลง อาจเป็นโอกาสใหม่ๆ ของเราในอนาคตก็ได้
คิดว่าบ้านเมืองของเราจะเป็นยังไงต่อไป
ไม่รู้เลยค่ะ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผู้ชุมนุมจะชนะหรือแพ้ มันไม่ได้อยู่ในหัวเรา สิ่งที่เราคิดตอนนี้เป็นเรื่องของความหวังล้วนๆ เลย ความหวังมันเพิ่มมากขึ้น มีคนที่เข้าใจในการเมืองมากขึ้น คนที่เห็นความไม่ยุติธรรมในระบบต่างๆ มากขึ้น แต่ละคนก็กล้าที่จะออกมาพูดความจริงมากขึ้น ซึ่งเราว่าเป็นเรื่องดี

ส่วนตัวมีความฝันหรือมีความหวังอะไรไหม
ความหวังว่าประเทศนี้จะดีขึ้นและทุกอย่างจะชัดเจนมากขึ้นค่ะ ความยุติธรรมจะต้องเกิดขึ้นกับหลายๆ อย่าง แล้วก็หวังว่าจะมีการแจกแจงงบประมาณที่เรื่องความเป็นอยู่ของประชาชนที่ดีกว่านี้ สิ่งที่เราควรได้รับคืออะไร ภาษีเราจ่ายไปเยอะมาก มันน่าเสียดายมากค่ะ รู้สึกว่ามันปรับปรุงอะไรได้อีกเยอะมาก เพราะคุณภาพชีวิตของคนเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ถ้าการเมืองดี เราจะมีสิ่งนี้ สิ่งนี้ สิ่งนี้
คำถามสุดท้ายครับ ฝากอะไรถึงท่านผู้นำหน่อย
ฟังเสียงประชาชนบ้างค่ะ รับรู้ถึงปัญหาบ้าง ไม่ใช่บ้างค่ะ ฟังทุกปัญหาที่เขาออกมาพูด ทำความเข้าใจ แล้วก็ถ้ามีความคิดพอ เราว่าคุณรู้ว่าคุณทำอะไรอยู่ อะไรถูก อะไรผิด เลิกซะนะคะ เรื่องที่ไม่ดีทั้งหลาย (หัวเราะ)