

กว่า 25 ปีแล้วที่นิค บาโรส โลดแล่นอยู่ในแวดวงงานบิวตี้ระดับโลก ในฐานะเมคอัพอาร์ติสท์สัญชาติไทยในอเมริกาที่มีผลงานปรากฏบนปกนิตยสารแถวหน้าอย่าง Vogue (America), Vanity Fair และ Allure ร่วมงานกับแบรนด์ดัง ที่ล่าสุดเขาได้รับเลือกเป็นพรีเซนเตอร์ให้กับ Giorgio Armani Beauty ในอเมริกาอีกด้วย นิคคือผู้อยู่เบื้องหลังเมคอัพลุคสวยแพงบนพรมแดงของเหล่านักแสดงฮอลลีวู้ด ที่เฉิดฉายในอีเวนต์ใหญ่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นงานประกาศผลรางวัลออสการ์ เทศกาลภาพยนตร์ Cannes และงานประกาศผลรางวัล Golden Globes รวมทั้งนักแสดงหญิงที่มีชื่อเสียงของไทย อย่าง ญาญ่า อุรัสยา, คิมเบอร์ลี่ และออกแบบ ชุติมณฑน์ เป็นต้น ครั้งนี้ที่เขามีโอกาสได้กลับมาไทย ทำให้เราได้เห็นผลงานการแต่งหน้าที่หลุดจากขนบลุคงานพรมแดงที่ผ่านมาของเขา แม้จะเป็นโปรเจกท์อินดี้ แต่ถ่ายทอดถึงความเป็นนิค บาโรส ในอีกแง่มุมได้อย่างดี

สไตล์ Nick Barose ผู้อยู่เบื้องหลังเมคอัพลุคแพงบนพรมแดงของคนดังฮอลลีวู้ด
“ผมไม่ชอบตามสูตร หรืออยู่ในกรอบมากเกินไป อย่างงานพรมแดงที่คนต้องการชื่นชมดารา ดังนั้นความคาดหวังของเขาคือต้องการเห็นภาพดาราที่ดูเป็นดารา ต้องมีความเพอร์เฟกต์ ทั้งที่จริงๆ แล้วความเป็นดาราของแต่ละคนก็แตกต่างกันไป เราจึงพยายามไม่ให้มันอยู่ในกล่องของความเป็น Hollywood มากเกินไป เพราะสำหรับผมความเพอร์เฟกต์มากไปมันน่าเบื่อ หรือแม้แต่งานแต่งหน้าสำหรับแคมเปญโฆษณางานบิวตี้ต่างๆ ผมก็จะไม่ชอบอะไรที่มันดูเพอร์เฟกต์มากเกินไป เพราะตัวตนมันจะหายไป ผมเองก็โชคดีที่คนดังที่มาให้ผมแต่งหน้า ส่วนใหญ่พวกเขาไม่ได้ต้องการแต่งหน้าทำผมที่ดูเป็นพรมแดงมากเกินไป ไม่ต้องเพอร์เฟกต์มาก ซึ่งนั่นก็เป็นจุดเด่นของเรา โดยนักแสดงที่ผมแต่งหน้าให้ประจำคือ Oscar Winners อย่าง Lupita Nyong’o, Rachel Weisz และ Alicia Vikander”


เมคอัพที่เคารพในเสน่ห์ที่หลากหลายของคน
“ยุคนี้เป็นยุคที่มีความหลากหลาย (Diversity) มากขึ้น ดังนั้นหมดสมัยแล้วที่เราจะต้องแต่งหน้าทุกคนให้ดูเรียว เราไม่จำเป็นต้องแก้โครงหน้าของเขามากเกินไป ทุกคนไม่จำเป็นต้องทาปากสีแดง เหมือนดาราคลาสสิกอย่าง Marilyn Monroe หรือต้องมีลุคเป็นเจ้าหญิงตามสูตรของงานพรมแดง ตอนนี้เราไม่จำเป็นต้องวางกรอบให้เขาว่าต้องแต่งหน้าแบบนี้ หรือ ทำผมแบบนี้ เราแค่ต้องหาลุคที่เหมาะกับตัวเขา ไม่ใช่ให้เขาเข้าไปอยู่ในบล็อกเดียวเหมือนกับคนอื่น”
25 ปี บนเส้นทางเมคอัพอาร์ติสท์ กับความท้าทายใหม่ๆ
“ตอนเริ่มเข้าวงการเมคอัพอาร์ติสท์ใหม่ๆ เราทำงานเกี่ยวกับแฟชั่น ต่อมามีโอกาสแต่งหน้าให้ดาราวัยรุ่น เราก็จะได้แต่งานแต่งหน้าดาราวัยรุ่น มาช่วงหลังคนรู้จักเรามากขึ้นกับงานแต่งหน้าให้กับดาราสำหรับออกงานพรมแดง เพราะคนมองว่าเป็นผลงานเด่นของเรา เราก็จะได้แต่งานลักษณะนี้เข้ามา ทำให้กลายเป็นว่าเราไม่มีความท้าทายใหม่ๆ กลายเป็นดาบสองคมของการที่เราทำงานมานานกว่า 25 ปีแล้ว แต่โชคดีที่รู้จักคนเยอะ ทำให้ได้ทำโปรเจกท์อื่นๆ ให้แตกต่างภาพลุคการแต่งหน้าที่คนเคยจดจำ เพราะเราอยากสนุกกับความท้าทายใหม่ๆ อยู่เรื่อยๆ”

โปรเจกท์ใหม่ๆ ที่หลุดขนบจากลุคพรมแดง
เพราะการระบาดของโควิด-19 ทำให้การกลับมาไทยของเขาต้องอยู่นานกว่าเดิม แต่ก็เป็นช่วงที่นิคได้สนุกกับการแต่งหน้าที่หลุดขนบจากลุคพรมแดงในหลากหลายโปรเจกท์ “ตอนนี้ที่อเมริกาเรื่อง Diversity กำลังเป็นประเด็นที่น่าสนใจ ซึ่งประเทศไทยมีความหลากหลายในอีกมุมที่แตกต่างจากอเมริกา ดังนั้นช่วงที่อยู่ไทยเราก็เลยนำโปรเจกท์ที่ทำให้กับนิตยสารหัวหนึ่งจากอเมริกากลับมาทำต่อที่นี่ด้วย หรือเห็นใครหน้าตาเก๋ๆ ก็จะชวนมาแต่งหน้า และลองทำโปรเจกท์ที่ไม่ต้องใหญ่ก็ได้ เพื่อให้ได้ลองทำอะไรที่หลากหลาย รวมทั้งล่าสุดก็ยังมีโปรเจกท์งานแฟชั่นที่ทำกับสไตลิสต์และช่างภาพรุ่นใหม่ในไทยด้วย”
โดยโปรเจกท์นี้ นิคหลุดกรอบออกจากสไตล์การแต่งหน้าที่ทุกคนเคยติดภาพ กับลุคแกลมของคนดังที่สวยสง่าบนพรมแดง เพราะครั้งนี้เน้นแสดงออกด้วยคอนเซ็ปต์การแต่งหน้าที่ได้แรงบันดาลใจมาจากยุคสมัยของดนตรี เกิดเป็นการผสานระหว่างเมคอัพ และสไตลิ่ง “ถึงแม้จะแต่งหน้าให้ดารา Hollywood เยอะ แต่ว่าแรงบันดาลใจส่วนใหญ่ของผมจะมาจากนักดนตรีมากกว่า อย่างเช่น Grace Jones, David Bowie หรือ Annie Lennox คนดังที่เป็นศิลปิน ที่ทำอะไรไม่ตามใคร ซึ่งทำให้การแต่งหน้าแต่งตัวสนุก เพราะไม่มีสูตร หรืออย่างศิลปินชายยุค 70’s 80’s อย่าง David Bowie, Prince หรือ Mick Jagger ที่แต่งตัวโดยไม่ต้องคำนึงถึงเรื่องเพศ มีทั้งความ Feminine และความ Masculine อยู่ด้วยกัน เป็นเสรีภาพในการแสดงออกโดยไม่ต้องถูกระบุนิยามใดๆ ซึ่งการแต่งหน้าในครั้งนี้ก็ดึงกลิ่นอายของนักดนตรีไอคอนในยุคนั้น มาประยุกต์ใหม่ให้เข้ากับสมัยใหม่มากขึ้น”
นิคลงดีเทลของเทคนิคการแต่งหน้าในงานนี้ว่าจุดเด่นอยู่ที่กลิ่นอายความเป็น Androgynous ที่ดูแข็งแรง “ผมใช้เทคนิคการเขียนอายไลเนอร์แบบไม่ต้องเพอร์เฟกต์ ให้ดูมีความเป็น Spontaneous คือดูไม่จงใจมากเกินไป ไม่ต้องเนี้ยบ เพราะว่านักดนตรีโดยเฉพาะยุคสมัยนั้นส่วนใหญ่ก็แต่งหน้ากันเอง ไม่เน้นเนี้ยบ แต่ให้มีความดราม่าได้ ครั้งนี้อยากแต่งให้มันออกมาดูโรแมนติก แต่ว่าง่ายๆ และดูไม่ตั้งใจมากเกินไป แต่สามารถแสดงออกถึงตัวตนได้”

การแต่งหน้าให้โดดเด่นแบบไม่ตั้งใจ
“อย่างงานนี้ก็เป็นความท้าทายเหมือนกันว่าจะแต่งสวยเกินไป มั้ย อยากให้ดูขาดๆ เกินๆ ไม่ต้องเนี้ยบ ซึ่งก็เป็นการฝึกหัดมือของเรา เพราะเราแต่งหน้าสำหรับออกงานพรมแดงตลอด เราอาจจะชินกับ ความเนี้ยบ อย่างการกรีดอายไลเนอร์เนี้ยบกริบตลอด แต่ครั้งนี้พอรู้ สึกว่าเนี้ยบไปแล้วเราก็เอาคอตตอนบัดไปขยี้ๆ ให้อายไลเนอร์หลุดๆ สักหน่อย การแต่งหน้าก็เหมือนกับคนวาดรูปทุกวัน ที่มือเราจะวาด ลายเส้นเหมือนเดิม แล้วการวาดเส้นให้เพอร์เฟกต์ก็จะกลายเป็นเรื่อง ง่าย ดังนั้นเราต้องฝึกฝนตัวเรายู่เรื่อยๆ และมี Challenge ใหม่อยู่เรื่อยๆ เช่น เคยวาดแต่สีน้ำมัน ถ้างั้นมาลองวาดสีน้ำดูบ้างมั้ย”
แรงบันดาลใจในการทำงาน
“ตอนเด็กๆ อาจจะชอบดูหนังสือแฟชั่น แต่ตอนนี้ไม่ตามมาก เกินไปแล้วเพราะแฟชั่นก็วนไปวนมา ตอนนี้แรงบันดาลใจส่วนใหญ่มา จากศิลปะ หนัง Documentary จากการท่องเที่ยว และการได้เจอคนที่มี ความเป็นศิลปินทำให้เราได้แรงบันดาลใจโดยตรง บางครั้งเราอาจจะ ต้องดูว่าเทรนด์เป็นอย่างไร แต่เพื่อหลีกหนี ไม่ใช่ทำตาม เช่น Lady Gaga แต่งหน้าแบบนี้เยอะแล้ว เราก็จะไม่เอามาแต่งหน้าให้ลูกค้าเรา เพราะเราก็ทำงานอยู่ในวงการนี้มา 25 ปีแล้ว และเราก็จะเห็นเทรนด์ แต่งหน้าแบบยุค 70’s 60’s 80’s 40’s 50’s ที่วนกลับไปกลับมา ซึ่ง บางทีผมจะใช้วิธีจับแยกแล้วเอามารวมใหม่มากกว่า เช่น ยืมตาของยุค 60’s มา แล้วมาบวกกับปากของยุค 80’s เป็นต้น”


อยากลองแต่งหน้าให้ใครสักครั้งหนึ่งในชีวิต
“ก็มี Grace Jones ผมอยากแต่งหน้าให้ เพราะชอบสไตล์ อยากเจอตัว ซึ่งผมจะเป็นคนที่ชอบคนตรง Personality มากกว่า ใช้เทคนิคการแต่งหน้าที่ไม่ต้องตามรูปแบบมากเกินไป แต่สามารถเสริมบุคลิกของคนนั้นให้เขาดูเด่นขึ้นมา ดังนั้นโปรเจกท์วันนี้เลยสนุก เพราะว่าแต่ละคนก็มีบุคลิกของตัวเอง แล้วเสื้อผ้าก็ต่างกัน จริงแล้วดูแยกกันระหว่างเมคอัพ และเสื้อผ้า มันดูไม่เข้ากัน แต่ว่ามันก็ไปด้วยกันได้ ทำให้เราได้ลองอะไรสนุกๆ”
เมคอัพแบบไหนที่เรียกว่าสวย
“อยู่ที่บุคลิกของคน และอยู่ที่ความมั่นใจมากกว่า บางคนไม่เคยแต่งหน้าแล้วพอมาแต่งหน้าเยอะ เขารู้สึกไม่มั่นใจ ก็จะดูไม่สวย เหมือนกันถ้าบางคนเคยแต่งหน้าเยอะแล้วมาแต่งหน้าน้อย พอไม่มั่นใจ ก็จะดูไม่สวย ดังนั้นทุกอย่างอยู่ที่ความมั่นใจมากกว่า มันก็เหมือนกับคนที่ไม่เคยใส่รองเท้าส้นสูงแล้วอยู่ดีๆ มาใส่ ถึงแม้รองเท้าจะแพงแค่ไหน ถ้าเขาเดินเก้ๆ กังๆ ไม่มั่นใจ มันก็ไม่สวย ดังนั้นความสวยสำหรับผม มันอยู่ที่ความมีเสน่ห์มากกว่า ความสวยแบบตุ๊กตาบาร์บี้ที่สวยหมดทุกอย่าง เดี๋ยวก็ลืม อย่างไอคอนที่ผมชอบก็ไม่ได้หน้าตาเพอร์เฟกต์ แต่มีอะไรให้คนจำได้”
“มีเอกลักษณ์ในแบบที่ไม่ต้องตามคนอื่น และมั่นใจ”