Text: Tunyaporn Hongtong
อรุณ ภูริทัต (ซ้าย)
ปิยพงศ์ ภูมิจิตร (ขวา)

อรุณ ภูริทัต เรียนจบมาทางด้านสถาปัตยกรรมศาสตร์ แต่กลับมีผลงานเขียนมากกว่าออกแบบ บทความที่เขาเขียน (Wallpaper* Thailand, art4d, iameverything.co) เป็นเรื่องศิลปะพอๆ กับสถาปัตย์ และที่มีมากกว่าข้อเขียนของเขาคือภาพถ่ายแนว street photography ที่ไม่ได้ถ่ายให้ใครดูเป็นพิเศษ แต่จงใจโพสต์ลง Instagram ส่วนตัวคล้ายการเก็บบันทึกประจำวันถึงสิ่งที่เดินทางไปพบปะเจอะเจอ... ซึ่งบังเอิญว่าอรุณมักใช้เวลาส่วนมากของแต่ละวันเตร็ดเตร่ไปโน่นมานี่เพื่อ “ดู” อะไรหลายต่อหลายอย่างที่เขาสนใจเสียด้วย

อรุณ ภูริทัต (ซ้าย)
ปิยพงศ์ ภูมิจิตร (ขวา)

นี่คือที่มาครึ่งหนึ่งของหนังสือภาพถ่าย ‘City on the Eyelids’ ส่วนอีกครึ่งที่เหลือเป็นคำชวนจาก ปิยพงศ์ ภูมิจิตร (Shake & Bake Studio) ที่เคยมีผลงานหนังสือภาพถ่ายเล่มเล็กจิ๋วชื่อ ‘GATES/FACES’ กับ Bonsai Books เมื่อราวสองปีก่อน มาคราวนี้ ปิยพงศ์เลือกออกแบบให้ ‘City on the Eyelids’ มีขนาดกะทัดรัดอีกเช่นกัน ด้วยเหตุผลว่ามันประหยัดค่าพิมพ์และเหมาะกับคุณภาพของภาพถ่ายจากสมาร์ทโฟน ส่วนสาเหตุที่ปิยพงศ์ชวนอรุณมาทำหนังสือเล่มนี้ด้วยกันนั้น เขาบอกว่า “ภาพถ่ายของอรุณเป็นการมองกรุงเทพฯ ที่ไม่เหมือนคนกรุงเทพฯ มอง แต่ก็ไม่เหมือนคนต่างจังหวัดมองด้วยเหมือนกัน”

อรุณเป็นคนเชียงราย แต่เคยใช้ชีวิตอยู่ในย่านบางลำพูช่วงปี 2535-2542 ระหว่างที่เรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระ จากนั้นเขาย้ายไปอยู่เชียงใหม่นาน 20 ปี ก่อนจะมีเหตุให้ต้องกลับมาใช้ชีวิตอยู่ที่กรุงเทพฯ อีกครั้งเมื่อต้นปีที่ผ่านมา คราวนี้เขาพักอยู่ในย่านนางเลิ้งที่ถือเป็นย่านเมืองเก่าเช่นเดียวกับที่เขาเคยใช้เวลาส่วนมากอาศัยอยู่สมัยเป็นนักศึกษา

ภาพถ่ายทั้งหมดใน ‘City of the Eyelids’ เป็นภาพกรุงเทพฯ ที่เขาถ่ายขึ้นหลังกลับมาสู่เมืองใหญ่ครั้งนี้ อุปกรณ์ที่ใช้ถ่ายคือสมาร์ทโฟน ส่วนช่วงเวลาที่ปรากฏอยู่ในภาพถ่ายส่วนใหญ่คือ ช่วงล็อคดาวน์ของกรุงเทพฯ ระหว่างการระบาดของโควิด-19 อรุณเลือกบันทึกภาพกรุงเทพฯ ในหลายสถานที่ เช่นเดียวกับวิถีชีวิตหลากหลายของคนที่มีทั้งคนในรถเมล์และคู่รักในรถเบนซ์ ทั้งหมดเป็นฉากธรรมดาในกรุงเทพฯ ที่เราเห็นทุกวันจนชินตา แต่พอเอามารวบรวมเรียบเรียงเป็นหนังสือ กลับทำให้สังเกตได้ชัดขึ้นว่า ฉากชีวิตสามัญที่ว่าล้วนฉาบเคลือบด้วยอารมณ์ขัน คือขำขันเพราะการผสมปนเปของอดีต-ปัจจุบัน งานออกแบบ วัฒนธรรม กฎเกณฑ์ และความเชื่อ อันหลากหลายจนดูพิลึกพิลั่นไปหมด อย่างภาพที่เห็นงานออกแบบสัญลักษณ์ต่างๆ เพื่อบอกให้รักษาระยะห่างเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของโรคโควิด ภาพผู้คนในฟู้ดคอร์ทนั่งกินข้าวกันโต๊ะละตัว และโต๊ะแต่ละตัวยังตั้งห่างกันอย่างกับอยู่ในห้องสอบ แต่ภาพถ่ายในหน้าถัดไปไม่ไกล กลับเป็นภาพผู้โดยสารเบียดเสียดกันบนรถไฟฟ้า และภาพเด็กนักเรียนนั่งแทบจะหัวชนกันบนโต๊ะเล็กข้างทาง ก้มหน้าก้มตากินก๋วยเตี๋ยว

ความขบขันที่ปรากฏอยู่ในภาพเหล่านั้น ซึ่งอาจรวมถึงความขำขื่น ทำให้เราฉุกคิดตั้งคำถามอย่างช่วยไม่ได้ อย่างภาพสนามหลวงใน พ.ศ. 2563 ที่มีแผงเหล็กเรียงกั้นประกาศกร้าวว่าห้ามเข้า ก็น่าจะทำให้หลายคนรำลึกความจำขึ้นมาได้ทันทีว่า ในอดีต (ซึ่งน่าจะรวมถึงช่วงเวลาที่อรุณอาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ ตอนเป็นนักศึกษาด้วย) ใครๆ ก็เคยเข้าไปนั่งเล่น พักผ่อน เล่นว่าว บนพื้นที่สาธารณะกลางกรุงแห่งนี้กันทั้งนั้น และเพราะเหตุใดกันปัจจุบันสถานที่แห่งนี้จึงไม่สามารถเข้าไปใช้พื้นที่ได้

นอกจากภาพถ่ายที่แสดงให้เห็นการผสมปนเปจนดูลักลั่น งานดีไซน์แบบ naive และสุนทรียศาสตร์แบบที่เราอาจเรียกว่า Third-world aesthetic อีกสิ่งหนึ่งที่สังเกตได้ว่ามีอยู่มากใน ‘City on the Eyelids’ คือ สถาปัตยกรรมและประติมากรรมที่เป็นอนุสรณ์สถาน อรุณกล่าวไว้ในข้อเขียนกลางเล่มของเขาว่า เขาสนใจในแง่ที่สถาปัตยกรรมและประติมากรรมเหล่านั้นถูกใส่ความหมายและการตีความให้แตกต่างไปตามแต่ละกิจกรรมและความเคลื่อนไหวของมวลชนในยุคสมัยต่างๆ ทั้งๆ ที่ในทางกายภาพแล้ว สิ่งก่อสร้างเหล่านั้นผ่านกาลเวลามาโดยไม่เคยเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเลย เช่นเดียวกับประวัติศาสตร์ที่ถูกตีความแตกต่างกันไปจากคนแต่ละรุ่น หรือแม้แต่คนรุ่นเดียวกันก็กลับเลือกมองเรื่องราวเดียวกันนั้นในมุมที่ต่างกันออกไป

ประเด็นที่อรุณหยิบยกขึ้นมาพูดทำให้เราต้องกลับไปมองชื่อหนังสือของเขาอีกครั้ง ‘City on the Eyelids’ หรือ ‘เมืองบนเปลือกตา’ สำหรับอรุณคงเป็นภาพที่เขาทำหน้าที่ได้แต่เพียงบันทึก เพราะแม้ภาพเหล่านั้นจะฉายชัดเข้ามาในจอประสาทตาและติดตรึงในความทรงจำ แต่ความหมายของมันกลับแตกต่างกันไปตามความนึกคิดของแต่ละปัจเจกชน รวมทั้งเคยเปลี่ยนแปลงและจะเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาและตามการให้ความหมายของผู้คนที่ผ่านเข้ามาใช้พื้นที่ของมัน

หากเปรียบเทียบกับความรู้ด้านปรัชญาตะวันออกและตะวันตกของผู้เขียนที่พอจะมีอยู่บ้าง ภาพเหล่านั้นคงคล้ายกับการพาดวงตาถึง 4 คู่ ของพระพรหมในตำนานเทพเจ้าฮินดูออกไปทำความรู้จักความคิด ความปรารถนา ความทรงจำ และตัวตน ระหว่างสอดส่องความเป็นไปของโลกภายนอก หรืออาจเทียบเคียงได้กับ “โลกแห่งการประจักษ์” ในแนวคิดของเพลโต โลกที่รู้จักได้ด้วยประสาทสัมผัสทั้งห้า แต่เป็นโลกที่ทุกสิ่งทุกอย่างเสื่อมสลายเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา... แม้แต่ความจริง

ส่วนว่าอะไรที่ไม่เปลี่ยนแปลง หรืออะไรที่จริงแท้เหนือกาลเวลานั้น แม้ ‘City on the Eyelids’ จะไม่ได้บอกกล่าวไว้ชัดเจน แต่มันก็คงเป็นสิ่งที่อยู่ตรงกันข้าม สิ่งที่ไม่อาจมองเห็นได้ด้วยตาหรือประสาทสัมผัสใดๆ แต่อาจพอเข้าใจได้บ้างเมื่ือปิดเปลือกตาลง

‘City on the Eyelids’ (เมืองบนเปลือกตา)
อรุณ ภูริทัต ภาพถ่ายและเนื้อหา
ปิยพงศ์ ภูมิจิตร บรรณาธิการและออกแบบ

พิมพ์ครั้งแรก กันยายน 2563 (จำนวน 99 เล่ม)
พิมพ์และเข้าเล่มโดย โรงพิมพ์ภาพพิมพ์

วางจำหน่ายที่ BOOKSHOP LIBRARY, BANGKOK CITY CITY GALLERY