


แม้คอกาแฟรู้จักชื่อ “หมู-Bottomless” หรือ นพพล อมรพิชญ์ปรัชญา เป็นอย่างดีในฐานะบาริสต้าผู้มีฝีมือการทำลาเต้อาร์ตหาตัวจับยากของไทย (เจ้าของรางวัล First Runner up Thailand National Siphonist Championship 2018) และยังเป็น Roaster ชั้นนำของประเทศ แต่ถ้าไปถามเขาว่า ร้านกาแฟ Bottomless ซึ่งอยู่ที่ซอยไทรทอง ย่านสนามบินน้ำ เมื่อสิบกว่าปีที่ผ่านมาทำให้เขาเป็นมืออาชีพหรือยัง หมู Bottomless จะส่ายหัวแล้วตอบว่ายัง นั่นทำเพื่อสนองความต้องการของตัวเองเฉยๆ

“ผมเพิ่งรู้ว่าตอนที่ทำ Bottomless เมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว นั่นทำเอามัน ทำสนองนี้ดตัวเองเฉยๆ แบบว่ากูอยากทำก็ทำ ทำอะไรตามใจตัวเองมากๆ จนมีอยู่วันนึง ไม่กี่ปีที่ผ่านมานี่แหละ มีลูกค้าเป็นกลุ่มเพื่อนมากันสิบคน แต่มีคนกินกาแฟเราได้ 2 คน อีก 8 คนนั่งรอ เพราะเราทำแต่ร้อน เพราะเรามั่นใจว่าเราเก่งกาแฟร้อนมาก แต่ไม่ทำกาแฟเย็น คนส่วนใหญ่เขาไม่คุ้นกับกาแฟเรา เขาก็อยากกินเย็น แต่เราไม่มีให้เขา วันนั้นผมเลยได้คิดว่า เฮ้ย มันไม่ใช่แล้วว่ะ เราตามใจตัวเองมามากพอแล้ว ถึงเวลาที่เราต้องยกระดับทำให้มันเป็นมืออาชีพจริงๆ จังๆ เสียที ทำแบบติสต์ๆ แบบเดิมไม่ได้แล้ว เราไม่ใช่วัยรุ่นแล้ว” นพพล กล่าว

นั่นจึงเป็นที่มาของ “Bottomless Flagship Store”ร้านกาแฟแห่งใหม่บนถนนเลี่ยงเมืองสนามบินน้ำนนทบุรี ที่เพิ่งเปิดให้บริการอย่างจริงจังเต็มรูปแบบ หลังจากเปิดแบบ soft opening มาตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา และเป็นร้านที่ นพพล บอกว่าทำอย่างมืออาชีพ ไม่ตามใจตัวเอง เป็นร้านที่แคร์คนกินมากขึ้น


ตัวร้านออกแบบโดย party / space / design (p.s.d.) สตูดิโอออกแบบคาเฟ่และร้านอาหารชั้นนำของประเทศ โดยได้ไอเดียมาจาก ชื่อแบรนด์ “Bottomless” อันหมายถึงความขมเข้มของกาแฟรสดีอันเปรียบเสมือนหลุมดำที่ไร้จุดสิ้นสุดดูดกลืนทุกแสงสี ส่วนการออกแบบภายนอกและภายในนั้นได้มาจากความต้องการของ นพพล เอง ที่ต้องการให้บาร์กาแฟของเขาโดดเด่นที่สุดในร้าน เพื่อสื่อถึงความเป็น specialist เป็นตัวจริงด้านกาแฟซึ่งไม่ต้องการให้องค์ประกอบอื่นมาบดบัง นั่นจึงเป็นที่มาของการดีไซน์ที่นั่งของร้านให้เป็นเหมือนสเตเดี้ยมหรือสนามกีฬาขนาดย่อมที่ผู้ใช้บริการเข้ามานั่งล้อมรอบดูการโรมรันห้ำหั่นในเกมกีฬา ซึ่งในที่นี้คือการทำกาแฟของเหล่าบาริสต้าใน “Bottomless Flagship Store”


ด้านเม็ดกาแฟนั้น นพพล ใช้วิธีเบลนด์เม็ดกาแฟมากกว่าใช้ระบบ Single origin เนื่องจากยังไม่มั่นใจในความสามารถในการหาเม็ดกาแฟจากแหล่งเดียวได้ตลอดทั้งปี ดังนั้นวิธีการคั่วจึงเป็นสิ่งที่เขาให้ความสำคัญมากที่สุด

“เราใช้เครื่องคั่ว Probat ซึ่งเป็นเครื่องคั่วในฝันของคนทำกาแฟทุกคน เราใช้ U.G. Series ซึ่งเป็นซีรี่ส์แบบโอลด์สคูลที่ทุกส่วนประกอบด้วยมือ เป็นเครื่องคั่วแบบแฮนด์เม้ด Double Wall เหล็กหล่อแบบ cast iron ซึ่งมันให้รสชาติที่มีเสน่ห์ ทันสมัย และสามารถนำกาแฟที่คั่วไปชงได้หลากหลายเมนู ซึ่งเรามีทั้งเมนูที่คนที่ชอบกาแฟได้ลิ้มลอง แต่คราวนี้เรายังเพิ่มเมนูเป็นทางเลือกให้กับคนที่อาจจะไม่นิยมดื่มกาแฟเพียวๆ มากขึ้น ผมมั่นใจว่า คราวนี้ถ้าลูกค้ามากัน 10 คน พวกเขาก็จะมีกาแฟให้เลือกกินได้ทั้งหมด จะไม่มีใครนั่งรอเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว” นพพล กล่าวสรุปพร้อมเสียงหัวเราะ


Yuzu Creme Brulee: กาแฟเอสเปรสโซ Brix blend (ไทย โคลัมเบีย กัวเตมาลา) ผสมนม และส้มยูซุ ท็อปด้วยแผ่นน้ำตาลทอร์ชบนเลมอนเพื่อให้น้ำตาลดึงได้กลิ่นซิตรัสและความเปรี้ยวเข้ามา วิธีกินคือใช้ช้อนเคาะเบาๆ ให้แผ่นน้ำตาลแตก แล้วจึงค่อยๆ ละเลียดนมที่ตีจนเป็นครีมฟองสดชื่น ก่อนไปจบที่รสชาติของกาแฟ เป็นเมนูแนะนำสำหรับคนเริ่มต้นอยากลองกาแฟ ที่ผสมผลไม้ และนมได้อย่างลงตัว

Espresso Tonic: เมนูพื้นฐานของร้านกาแฟทั่วไป แตกต่างตรงที่ว่าร้านอื่นๆ จะนำกาแฟมาผสมกับโทนิคเลยทันที ซึ่งอาจทำให้กาแฟเสียรส เพราะกาแฟเมื่อเจอโซดาหรือโทนิคซึ่งมีฤทธิ์เป็นกรดจะพองตัวและฟูขึ้น แต่ Bottomless จะนำกาแฟมา dilute หรือทำให้เบาบางลงด้วยการ shake ก่อน เพื่อให้กาแฟมีรสชาติที่บาลานซ์กับโทนิคพอดี ดื่มง่ายขึ้น

Espresso: ช็อตเอสเปรสโซที่เป็นตัวตนของ หมู Bottomless ที่เน้น single origin และให้ความสำคัญกับ brewing method เป็นเมนูง่ายๆ ที่แสดงความถึงความเข้าอกเข้าใจในศาสตร์ของกาแฟ ที่รวมไว้ตั้งแต่ที่มาของกาแฟ การคั่ว การชง การนำรสชาติที่แท้จริงให้ออกมา และทำให้มันอร่อยที่สุด เป็นเมนูง่ายๆ ที่ทำไม่ง่ายเลย และคอกาแฟต้องลอง

Caramel Coffee Jelly : “เฉาก๊วยนมสด” ในแบบฉบับของ Bottomless เริ่มจากนำโคลด์บรูว์ไปทำเป็นเจลลี่ด้วยสัดส่วนที่ลงตัวระหว่างกาแฟและเจลลาติน จากนั้นใส่นมที่ตีจนเป็นฟองลงไปแล้วตามด้วยคาราเมลที่ล้อมรอบอยู่ ความยอดเยี่ยมของเมนูนี้คือความเรียบง่าย และเนื้อสัมผัส (textures) ของส่วนผสมทั้งสามที่ให้ความรู้สึกแตกต่างกันออกไปแต่ผสมกันได้อย่างลงตัว




