

การเรียนการสอนสถาปัตยกรรมญี่ปุ่นได้รับอิทธิพลจากยุโรปในช่วงต้นสมัยใหม่ หลังจากสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ไปแล้ว จึงเป็นช่วงที่ได้รับอิทธิพลจากอเมริกาเข้ามาแทนที่ กลิ่นอายของยุโรปจากยุคสมัยใหม่ได้แผ่เข้ามายังมหาวิทยาลัยจำนวนมากในญี่ปุ่น บรรยากาศที่ดูขรึมขลังด้วยผนังอิฐเปลือยได้ถูกหยิบใช้กับมหาวิทยาลัยเก่าแก่ที่นิยมก่อตั้งในปลายศตวรรษที่ 19 บรรยากาศที่รายล้อมด้วยอิฐเปลือยเหล่านี้ได้เข้ามายัง Kyoto Institute of Technology หรือ KIT ซึ่งเริ่มต้นจากโรงเรียนช่างฝีมือในปี ค.ศ. 1899 ด้วยเช่นกัน ดัง ที่ปรากฏตึกเรียนเก่าแก่ที่สุดในมหาวิทยาลัย มันเป็นตึกแบบโมเดิร์นที่ได้รับอิทธิพลแบบเบาเฮาส์ สร้างในยุค ค.ศ.1930 เปลือกภายนอกเป็นอิฐเผาเปลือยสีน้ำตาล ส่งผมให้ตึกรุ่นหลังนิยมสร้างใช้เปลือกล้อไปกับตึกนี้ด้วยผนังกรุอิฐแบบต่าง ๆ แม้ว่าจะสร้างคนละยุคแล้วก็ตาม
แต่สำหรับอาคารใหม่ล่าสุดในมหาวิทยาลัยนี้ กลับไม่มีร่องรอยของเปลือกที่เป็นอิฐเปลือย

คณะวิชาที่มีความสำคัญในมหาวิทยาลัยนี้ คือสถาปัตยกรรมและการออกแบบ มีการตั้งห้องแลบสำหรับดำเนินการเรียนการสอน วิจัยด้านการออกแบบที่มีเป้าหมายทั้งในระดับประเทศ และนานาชาติในชื่อ KYOTO Design Lab ซึ่งแต่เดิมนั้นแลบนี้อยู่ภายในอาคารเรียนหลักของคณะ แต่พื้นที่ไม่เพียงพอ จึงได้ทำการออกแบบส่วนขยายของแลบที่เปิดใช้งานเมื่อปี ค.ศ. 2018 โดยได้ศาสตราจารย์ Dai Nagasaka ผู้สอนในแลบด้านการออกแบบสถาปัตยกรรมที่ KIT ร่วมกับ Tohata Architects & Engineers, Méga ออกแบบอาคารใหม่หลังนี้ขึ้นมาบน’พื้นที่ระหว่าง’

อาคารเรียนคณะวิชาสถาปัตยกรรมและการออกแบบตั้งอยู่ทางวิทยาเขตฝั่งตะวันออก ที่ตั้งคือ’พื้นที่ระหว่าง’ด้านหลังอาคารมีพื้นที่ว่างระหว่างอาคารกับรั้วประมาณ 12-16 เมตร หลังรั้วคือชุมชนรอบมหาวิทยาลัย ผสมกับแปลงผัก บ้านเรือนโดยรอบมีความสูง 2-3 ชั้น สถาปนิกออกแบบโดยใช้วิธีไม่ให้อาคารใหม่มีสเกลหลุดออกจากสภาพแวดล้อมโดยรอบ หากพิจารณาที่อาคารเรียนหลังเดิม สถาปนิกใช้หลังคาเอียงจากฝั่งอาคารเรียน 5 ชั้น คลุมสู่อาคารใหม่สูง 2 ชั้น ที่มีความสูงไล่เลี่ยไปกับบ้านเรือนโดยรอบ เส้นฝั่งระหว่างอาคารเก่าและใหม่ถูกออกแบบขนานเป็นเส้นตรงไปกับอาคารเดิม ส่วนที่ติดไปกับรั้วชุมชน มีลักษณะโค้งเป็นคลื่นล้อไปกับเส้นที่ดินของมหาวิทยาลัย ทำให้เมื่อมองจากมุมภายในคอร์ตมีลักษณะเรียบตรงยาว แต่เมื่อเดินเข้ามาใช้สเปซภายในมีลักษณะเคลื่อนไหว การเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นภายใต้ช่วงเสาที่แบ่งเป็นจังหวะที่ซ้ำกันในระยะ 2.40 เมตรตลอดทั้งอาคาร รายละเอียดที่น่าสนใจของระนาบผนังภายในคือการเจาะช่องแสงที่ด้านล่างผนังส่วนที่ติดกับชุมชน เลือกนำเข้ามาเฉพาะแสงธรรมชาติ ทำให้ผนังลดความใหญ่ของระนาบลง ดูลอยขาดจากพื้น ทำให้เบาขึ้น

ผลจากสร้างพื้นที่ระหว่างเป็นคอร์ต เติมต้นไม้ให้ลดความกระด้าง ทำให้เกิดการสนทนาระหว่างอาคารเก่าและใหม่ เกิดเป็นพื้นที่สร้างกิจกรรมแบบกึ่งปิด-เปิดในฤดูกาลที่มีอากาศอบอุ่น และมีการเชื่อมโยงกิจกรรมจากอาคารเดิมกับอาคารใหม่ทำโดยการเดินผ่านคอร์ตจากชั้น 1 และสะพานที่ชั้น 2 อีกเช่นกัน

พื้นที่ภายโล่ง เพื่อรองรับกิจกรรมอันหลากหลาย ในส่วนชั้นล่างเป็นส่วนของเครื่องต่าง ๆ ในแลบ ทั้ง เครื่องพิมพ์ 3 มิติ แขนกลแบบต่าง ๆ ชั้นที่ 2 เป็นพื้นที่ปฏิบัติการออกแบบ ทั้งโต๊ะทำงานด้วยคอมพิวเตอร์ โต๊ะปฏิบัติการออกแบบ บางเวลามันถูกแปลงเป็นโถงนิทรรศการสำหรับกิจกรรมด้านการออกแบบต่าง ๆ ในส่วนโถงบันไดที่เชื่อมชั้น 1 สู่ชั้น 2 เป็นโถงอเนกประสงค์ รองรับกิจกรรมทั้งเวิร์คชอป การบรรยายพิเศษ ด้านการออกแบบจากสถาบันการศึกษาทั่วโลก ทั้งยุโรป อมเริกา เอเชีย และไทย
จากประสบการณ์การใช้สถาปัตยกรรมนี้ ‘ความระหว่าง’ คือใช้วิธีปิด แล้วเปิดภายใน มากกว่าเชื่อมนอกวิทยาเขตด้วยสายตา พื้นที่มีความเลื่อนไหลสูง แต่น่าเสียดายในแง่การใช้สอยที่ไม่ได้เลือกความสะดวกให้มีห้องน้ำภายในอาคาร ต้องเดินกลับเข้ามายังอาคารเดิมเพื่อใช้ห้องน้ำ ยิ่งในวันที่หนาวมากของเกียวโต ทำให้ไม่สะดวกนัก มันทำให้เห็นในสิ่งเดียวกันที่มีทั้งเสียและได้ในตัวมันเอง

