Day One
จากทาวน์เฮ้าส์เก่า ทีมสถาปนิกจาก SO (Solution based Operation) ออกแบบสำนักงานที่ให้ความรู้สึกเหมือนบ้าน และทำให้ทุกๆ วันเป็นเหมือนวันแรกของการทำงานที่มีความสุข

  ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน ภาพในวันแรกก็ยังคงชัดเจนอยู่ในความทรงจำ เมื่อ Tri-En Solution บริษัทด้านวิศวกรรมงานระบบ ต้องการจะปรับปรุงทาวเฮ้าส์ซึ่งเป็นที่ทำงานของพวกเขามาตั้งแต่วันแรก ทีมสถาปนิกจาก So (Situation based Operation) จึงเข้ามารับหน้าที่ออกแบบสำนักงานที่ไม่ได้เป็นแค่อาคารแต่มีคุณค่าและสำคัญต่อจิตใจ โดยเก็บโครงสร้างอาคารเดิมเอาไว้ แล้วใส่บรรยากาศดีๆ เข้าไปเพื่อทำให้ทุกๆ วันเป็นวันแรกที่สดใสสำหรับทุกๆ คน

  เมื่อโจทย์คือการออกแบบสำนักงานใหม่เพื่อรองรับการขยายตัวของบริษัทและสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีในการทำงานให้กับพนักงานโดยยังคงเก็บรักษาอาคารเดิมที่เป็นตึกเก่าเอาไว้ ทีมสถาปนิกเลือกใช้ผนังเบาเพื่อลดน้ำหนักของอาคาร และใช้ Space Trussเพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้กับโครงสร้าง “ทางวิศวกรเขาอยากจะเสริมโครงสร้างให้มันแข็งแรงเท่ากับมาตรฐานที่มันควรจะเป็น ซึ่งมันก็จะเป็นการเสริมตามหัวเสาและตามคานรับน้ำหนัก แต่เราไม่อยากให้เอา Detail ไปจับตามเสาตามคาน หรือเป็นแค่ส่วนประกอบที่เรามองไม่เห็นความสำคัญของมัน” ณรงค์ โอถาวร ผู้ก่อตั้งสำนักงานสถาปนิก SO เล่า “เราก็เลยคุยกับเขาว่าเราขอใช้ลักษณะโครงสร้างที่เป็นโครง Truss เพื่อถ่ายน้ำหนักของทุกชั้น เหมือนกับว่าตัวอาคารหนึ่งชั้นคือคานหนึ่งเส้นไปเลย เป็น Space ที่อยู่ใน Space Truss”

  โครงสร้างเหล็ก Space Truss ถูกนำมาใช้เพื่อทำให้อาคารทาวเฮ้าส์สี่ชั้นสามารถถ่ายเทและรับน้ำหนักได้อย่างมีประสิทธิภาพ จากข้อจำกัดทางโครงสร้างเก่า Space Truss ได้กลายเป็นองค์ประกอบในการออกแบบที่สร้างเอกลักษณ์ใหม่ให้กับอาคารได้อย่างน่าสนใจ โครงสร้างเหล็กอวดสัดส่วนที่สวยงามอยู่ภายนอกผนังกระจกของอาคาร “โครงสร้างที่ดีที่มันรับน้ำหนักได้ตามกฎเกณฑ์ของมัน สัดส่วนมันจะสวยอยู่แล้ว” ณรงค์กล่าว “เราก็เลยอยากแสดงความงามทางวิศวกรรมแบบนี้ออกมา”

  การใช้ผนังภายนอกและโครงสร้างเหล็กสีดำไม่เพียงสะท้อนถึงบุคลิกของบริษัทที่ทำธุรกิจด้านระบบวิศวกรรม หากยังทำให้อาคารหลังนี้มีความโดดเด่นโดยที่ยังรักษาความกลมกลืนกับบริบทโดยรอบได้อย่างลงตัว “เราไม่ต้องการให้อาคารลอยออกมาจากบริบทของเมืองก็เลยใช้สีดำ” ณรงค์อธิบบาย “สีดำเวลาที่มันโดนแสง ในบางจังหวะบางมุมมองมันเหมือนกับมองแล้วหายไปบ้าง มองไม่ชัดบ้าง กลืนๆ ไปบ้าง กลางคืนมันก็จะเห็นเป็นกระจกโปร่งๆ”

  ผนังด้านนอกของอาคารซึ่งเป็นกระจกไม่เพียงช่วยลดน้ำหนักให้กับโครงสร้าง หากยังเปิดรับแสงสว่างจากภายนอกเข้าไปในพื้นที่ทำงานอย่างทั่วถึง “เวลาเราทำสัดส่วนช่องเปิดในตึกแถวหรือทาวน์เฮ้าส์ไม่มากพอ มันจะกลายเป็นว่ารอบๆ มันจะสว่างมาก แต่ว่าตรงกลางมันจะมืด” ณรงค์กล่าว “เราเลยทำเป็นอาคารกระจกทั้งหมด เพราะอยากให้อาคารโปร่งและรับแสงได้เยอะ เราดึงแสงเข้ามาแล้วทำให้อาคารมีการเชื่อมต่อกันในแนวตั้งและแกนอื่นๆ มากกว่าแค่ว่าการใช้บันไดจ่ายไปชั้น 1-2-3-4”

  พื้นที่ภายในอาคารได้รับการจัดวางอย่างตรงไปตรงมาตามเงื่อนไขของการใช้งานจริง องค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมทำหน้าที่เป็นส่วนตกแต่งภายในไปด้วยในตัว ทั้งพื้น ผนัง กำแพง ช่องแสง หรือราวกันตก ทุกส่วนอยู่รวมกันอย่างพอเหมาะพอดีโดยไม่มีการปรุงแต่ง “ในแง่ของ Interior เราไม่ได้ตกแต่งอะไรเยอะ เราทำ Architecture ให้มันมีเรื่องของความสวยงามตั้งแต่ภายในไปเลย โดยที่ไม่ได้เป็นการไป Decorate มัน อันนี้ก็เป็น Concept ของงานนี้ไปโดยปริยาย” ณรงค์อธิบาย “ข้างในจะค่อนข้างเรียบ ห้องไหนเป็นกระจกก็จะเป็นกระจกอย่างเดียว พื้นผนังก็จะเป็นแบบฉาบเรียบทาสีปกติ”

  ทุกๆ วัน ผู้คนครึ่งร้อยเดินทางมาใช้เวลาร่วมกันภายในอาคารแห่งนี้ พวกเขาไม่เพียงแค่มาทำงานเท่านั้น หากยังใช้เวลาจิบกาแฟ ทานอาหาร พูดคุย พักผ่อน หรือแม้กระทั่งออกกำลังกาย เพื่อมอบคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับพนักงาน พื้นที่อำนวยความสะดวกเหล่านี้คือสิ่งที่ผู้บริหารตั้งเป็นโจทย์ให้กับสถาปนิกตั้งแต่ต้น “ตั้งแต่แรกเลยเขา (เจ้าของ) ไม่ได้พูดถึงพื้นที่การทำงานเลยนะ เขาพูดแค่ว่าเขาอยากจะมี Canteen ให้พนักงาน อยากมีฟิตเนส อยากมีพื้นที่ให้พนักงานนั่งเล่น เหมือนกับมี Living Space” ณรงค์เล่า “เขามองสถานที่นี้มีความอบอุ่น จนเรารู้สึกว่าเขาคงรักที่นี่มากนะ เขามองว่าอันนี้มันเป็นบ้านของเขาจริงๆ”

  จากแนวคิดที่ต้องการทำสำนักงานให้เป็นบ้าน การออกแบบพื้นที่สำหรับการใช้ชีวิตร่วมกันจึงเกิดขึ้น สำนักงานแห่งนี้ไม่ได้มีแค่โต๊ะทำงานและห้องประชุม หากยังมีห้องน้ำที่พนักงานสามารถเข้าไปใช้เวลาแต่งหน้าทาคิ้วได้อย่างไม่รีบร้อน มีฟิตเนสให้คนที่รักสุขภาพได้ออกกำลังกาย มีโรงอาหารและมุมกาแฟที่ทุกคนสามารถนั่งปล่อยอารมณ์พร้อมกับชมวิวจากชั้นบนสุดของอาคารได้อย่างสบายใจ “เขาเล่าให้ฟังว่าในวันเปิดตึก พนักงานมากันแต่เช้า มาปุ๊บก็มาชงกาแฟยืนชมวิวอยู่ที่ชั้นสี่ เขาบอกว่าพนักงานชิวกันมากเลย” ณรงค์เล่า “เขาเรียกตึกนี้ว่า HD1 Building ซึ่ง H ก็คือ Home หมายถึงบ้านของเขา ส่วน D-1 ก็คือ Day-1 ฉะนั้่นการทำงานของเขาที่ตึกใหม่นี้ ทุกวันเหมือนเป็น Day-1 สำหรับพวกเขา”