ปฏิสัมพันธ์เมืองอย่างอิสระ
เครื่องบินลงจอดที่สนามบินนานาชาติเป่าอัน เมืองเซินเจิ้น ด้วยความตั้งใจเข้าร่วมงานเปิดนิทรรศการ Urbanism and Architecture bi-city biennale (UABB) ที่สถานตากอากาศ Xichong ชายหาดทางทิศตะวันออกของเมือง สถานที่รองสำหรับจัดงานนี้ (Sub-Venue) ซึ่งมีความน่าสนใจทั้งตัวสถานที่และชิ้นงานที่จัดแสดง หลังจากนั่งรถออกจากสนามบินเพียงไม่นาน ภาพของตึกระฟ้า Pingan ตึกที่สูงเป็นอันดับ 4 ของโลก และอาคารสถาปัตยกรรมรูปทรงล้ำสมัยค่อยๆ ปรากฏขึ้น ซึ่งดูเปลี่ยนไปมากจากครั้งที่ผมทำงานอยู่ที่นี่เมื่อหลายปีก่อน แต่หากเปรียบเทียบกับ 40 ปีก่อนหน้านี้คงแตกต่างกันลิบลับ จากเมืองประมงเล็กๆ ถูกยกระดับเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษที่มีความสำคัญของจีน ทำให้ตลอดระยะเวลาหลังจากนั้นเมืองเซินเจิ้นได้พัฒนาอย่างต่อเนื่องและเติบโตอย่างรวดเร็ว จนเป็นเมืองที่มีการเติบโตเร็วที่สุดเมืองหนึ่งของโลก ด้วยเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้หน่วยงานผังเมืองตระหนักถึงผลกระทบที่อาจตามมาในอนาคต จึงริเริ่มสร้างพื้นที่สำหรับพูดคุย แลกเปลี่ยนแนวความคิดใหม่ๆ เกี่ยวกับเมือง อันเป็นที่มาของการจัดงาน UABB ขึ้นทุกสองปี โดยให้ความสำคัญและพูดถึงเรื่อง “เมือง” โดยเฉพาะ ซึ่งงานเริ่มจัดขึ้นตั้งแต่ปี 2005 ปีนี้ถือเป็นปีที่แปดที่มีงานนี้มา โดยจะจัดขึ้นในระยะเวลาสามเดือนตั้งแต่เดือนธันวาคมถึงเดือนมีนาคม
รถแล่นผ่านสถานีรถไฟความเร็วสูง ฟูเทียน (futian) สถานที่หลักของการจัดงาน UABB ในปีนี้ โดยใช้หัวข้อหลักของงานคือ “ปฏิสัมพันธ์เมือง (city interaction)” เนื่องมาจากการเติบโตของเมืองอย่างรวดเร็ว อันส่งผลกระทบต่อปฏิสัมพันธ์ระหว่างเมืองและผู้อยู่อาศัยในเมือง ยิ่งทุกวันนี้มีเทคโนโลยีใหม่ๆ เกิดขึ้นตลอดเวลา ทำให้ปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนกับเมืองมีความหลากหลายและซับซ้อนมากขึ้นซึ่งอาจส่งผลต่อเมืองในอนาคต งานนี้จึงได้เชิญผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ ทั้งนักออกแบบ ศิลปิน สถาปนิก นักเขียน ผู้กำกับภาพยนตร์ ฯลฯ มาร่วมแสดงผลงานในแนวคิดดังกล่าว โดยพื้นที่ทั้งหมดของงาน UABB ในครั้งนี้ ได้รับการออกแบบเพื่อให้เอื้อต่อการปฏิสัมพันธ์รูปแบบใหม่ระหว่าง คนและพื้นที่เมือง โดยเป้าหมายคือปรับปรุงการเชื่อมต่อและเชื่อมโยงปฏิสัมพันธ์แบบใหม่ให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน ซึ่งหัวข้อของแต่ละพื้นที่จะเปลี่ยนไปตามบริบทของสถานที่ แต่อยู่ภายใต้แนวคิดหลักเรื่อง “ปฏิสัมพันธ์เมือง”

เมื่อมุ่งหน้าสู่พื้นที่ชนบททางด้านตะวันออกเพียง 40 กิโลเมตรจากตัวเมืองก็ถึงจุดหมาย สถานพักตากอากาศ Xichong สถานที่ที่มีชายหาดโอบล้อมด้วยภูเขาและทะเล อันสวยงาม เงียบสงบ หลุดพ้นจากความวุ่นวายในเมือง ผู้คนมาเที่ยวชายหาดแห่งนี้ค่อนข้างบางตาอาจเพราะเป็นฤดูหนาวที่ไม่เหมาะกับการมาเที่ยวทะเลเท่าไหร่ประกอบกับเป็นวันธรรมดา บริเวณพื้นที่รีสอร์ทจึงมีแค่เหล่าศิลปิน ผู้ออกแบบ ที่ยังขะมักเขม้นกับการติดตั้งผลงานเพื่อให้ทันกับงานเปิดในช่วงบ่าย งานเปิดนิทรรศการถูกจัดขึ้นบริเวณสวนริมหาดใต้ต้นไม้ใหญ่ในรูปแบบที่เรียบง่ายแต่ให้ความรู้สึกผ่อนคลายและเป็นกันเอง เข้ากับหัวข้อหลักของที่นี่อย่าง “At Ease” เป็นอย่างมาก

“At Ease” มีความหมายถึงความรู้สึกผ่อนคลายหรืออิสระ แต่ในขณะเดียวกันคํานี้ในปรัชญาเต๋ายังหมายถึงสถานะที่ดํารงอยู่อย่างอิสระ หรือเรียกว่า “นิ่งเฉย” ด้วยบริบทและแนวความคิดที่มองรูปแบบปฏิสัมพันธ์นี้อย่าง “อิสระ” ทําให้ผู้ชมได้พิจารณาความเชื่อมโยงของเมืองผู้คนเทคโนโลยีตลอดจนธรรมชาติในมุมมองที่หลากหลายมากขึ้น
หลังจากการกล่าวเปิดงานอย่างเป็นทางการ ผู้ร่วมแสดงผลงานและผู้จัดงานได้พาชมผลงานของตัวเองพร้อมอธิบายถึงที่มาและแนวคิด ผลงานถูกจัดแสดงทั้งในอาคาร ในสวน และบนชายหาด มีทั้งสิ้น 32 ชิ้นสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่ม ตามหัวข้อที่สื่อถึงความสัมพันธ์ของผู้คนและพื้นที่ทางธรรมชาติ แต่ในที่นี้จะขอเล่าผลงานที่น่าสนใจในแต่ละกลุ่มเพียงบางชิ้นงานเพื่อให้ทราบถึงแนวคิดของแต่ละกลุ่มมากขึ้น
ทัศนียภาพบนฉาก(Nature on screen)
กลุ่มผลงานที่สะท้อนถึงผลกระทบจากเทคโนโลยีที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงรูปแบบการ “มอง” ของเราต่อธรรมชาติรอบตัว จากการมองด้วยสายตาเป็นการมองผ่านหน้าจอมือถือเพื่อแชร์ไปในโลกออนไลน์ ทําให้เกิดคําถามว่า พฤติกรรมที่เปลี่ยนไปนี้จะส่งผลกระทบต่อกระบวนความคิดของเราต่อพื้นที่อย่างไร โดยศิลปินและนักออกแบบเลือกถ่ายทอดมุมมองผ่านการ “มอง” ที่หลากหลาย ดังเช่น ผลงาน หลังการเชื่อมต่อ (后连接) ของ MAT Office ที่เสนอมุมมองการเปลี่ยนแปลงของเมืองผ่านระบบตารางลูกบาศก์, ผลงาน ก้าวผ่านหน้าจอ (屏间穿越) ของ Li Feng และ Cui Min (李丰+崔敏) ที่พูดถึงสิ่งแวดล้อมกับเมืองผ่านมุมมองของระบบ VR, ผลงาน มอง (见) ของศิลปินอิสระ Cheng Weicai (陈伟才) ที่เลือกมองธรรมชาติผ่านช่วงเวลาที่ทับซ้อน เป็นต้น




ผลงาน สถาปัตยกรรมลอยฟ้า (建筑学通天塔) ของคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยชิงหัว (School of Architecture, Tsinghua University) เป็นผลงานที่สะท้อนมุมมองเกี่ยวกับสถาปัตยกรรมในจีนได้อย่างน่าสนใจ โดยหยิบยกนำเรื่องเล่าของหอคอยบาเบล (Babel) ของชาวฮิปบรู มาเป็นแรงบันดาลใจ ผ่านผลงานการออกแบบทั้งสองชิ้นที่แตกต่างกัน ชื้นแรกเป็นภาพดิจิตอลที่จัดเรียงอักษรจีนสีขาวเป็นรูปทรงอาคารบนพื้นหลังสีดำ โดย Liu Chen (刘晨) หนึ่งในผู้ออกแบบได้อธิบายว่า ตัวอักษรจีนที่ปรากฏนั้นถูกลดทอนเส้นจนไม่รู้ว่าคือตัวอักษรอะไร อีกทั้งการเรียงของตัวอักษรจีนแต่ละตัวก็ไม่มีความเกี่ยวข้องกัน จนยากที่จะหาความหมายที่สมบูรณ์ได้ เป็นการสะท้อนถึงปัญหาด้าน “ภาษาสถาปัตยกรรม” ของจีนที่พยายามคิดค้นและหาความหมายของมัน แม้ว่าจะมีการจัดงานด้านสถาปัตยกรรมในทุกๆ ปี แต่ต่างคนต่างแสดงความคิดโดยไม่พยายามเข้าใจในแนวคิดของกัน เหมือนดั่งหอคอยบาเบล ที่เหล่าคนงานถูกพระเจ้าสาปให้พูดคนละภาษาจึงสร้างหอคอยเทียมฟ้าไม่สำเร็จ ส่วนชิ้นที่สอง เป็นการจัดเรียงกระดิ่งลมแสตนเลส 103 ชิ้น เป็นรูปทรงพีระมิดคว่ำ ยอดด้านล่างเป็นกระดิ่งที่จำลองหอคอยบาเบลจากผลงานของปิเตอร์ เบรอเคิล (Pieter Bruegel) ส่วนอีก 102 ชิ้นเป็นการจำลองเจดีย์ห่านป่าใหญ่ที่ซีอาน สร้างด้วยอิฐสมัยราชวงศ์ถังที่ยังหลงเหลืออยู่ในปัจจุบัน ซึ่งผลงานชิ้นนี้อาจแสดงถึงการเปลี่ยนผ่านไปยังอนาคต จากสิ่งก่อสร้างที่ปรากฏจากอดีตไปสู่สิ่งก่อสร้างในอุดมคติ โดยใช้การจัดการจากระดับล่างขึ้นบน

ยุคหลังการรวมกลุ่ม (Post collective era)
กลุ่มผลงานที่แสดงถึงแนวความคิดความเปลี่ยนแปลงของ “การรวมกลุ่ม” ในอดีตภายใต้นโยบายทางเศรษฐกิจการปฏิรูปอุตสาหกรรม จนถึงปัจจุบันที่เทคโนโลยีได้เปลี่ยนแปลงรูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและกลุ่มคน ทำให้เกิดพื้นที่สาธารณะรูปแบบใหม่ หรือแม้กระทั่งการสร้างชุมชนในโลกออนไลน์กับคนแปลกหน้า ทำให้ “ยุคหลังการรวมกลุ่ม” ยังเป็นการรวมกลุ่มที่ไม่มีรูปแบบแน่นอนตายตัว เราจึงจำเป็นต้องกลับมาสำรวจอีกครั้งว่า อะไรคือความหมายและสถานะที่แท้จริงของการรวมกลุ่ม
ผลงานที่แสดงถึงการ “รวมกลุ่ม” ที่ชัดเจนที่สุดคงหนีไม่พ้น ผลงาน กองไฟ (篝火) ของ MAT Office (超级建筑) ออฟฟิตที่มีผลงานการออกแบบทั้ง ออกแบบภายใน สถาปัตยกรรม ตลอดจนการมีส่วนร่วมในการจัดแสดงผลงานในนิทรรศการต่างๆ มาแล้วทั้งในจีนและระดับนานาชาติอย่าง Venice architecture biennale มามากมาย งานของ MAT Office ในนิทรรศการ UABB ครั้งนี้ ยังคงเสนอแนวความคิดที่แปลกใหม่ให้กับพื้นที่ พร้อมๆ กับสร้างปฏิสัมพันธ์ให้กับผู้ชม ด้วยการออกแบบที่ว่างรูปแบบใหม่บนพื้นที่ปิ้งบาร์บิคิว หรือ ซาวเข่า (烧烤) อาหารขึ้นชื่อของเมืองเซินเจิ้น Tang Kangshou และ Zhang Miao (唐康硕 + 张淼) สองสถาปนิกผู้ออกแบบ ได้อธิบายถึงที่มาของผลงาน โดยเปรียบเทียบโต๊ะนั่งปิ้งบาร์บีคิวแบบเดิมที่มีลักษณะซ้ำๆ กัน เหมือนดัง “ยุคการรวมกลุ่ม” ภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจของรัฐบาล แต่เมื่อมีการเปิดประเทศมากขึ้นในยุคหลัง ประกอบกับการเข้ามาของระบบการค้าเสรี ทำให้การรวมกลุ่มค่อยๆ หายไป

อะไรคือ “การรวมกลุ่ม” ภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจ และการค้าเสรีจะทำลายระบบรวมกลุ่มได้อย่างไร ทั้งที่น่าจะส่งเสริมให้เกิดการรวมกลุ่มเพื่อแลกเปลี่ยนสินค้าด้วยซ้ำ แต่หากมองด้วยบริบททางสังคมนิยมแบบจีนทำให้เราเข้าใจได้ว่า “การรวมกลุ่ม” ของจีนยุคก่อนในสมัย เหมา เจ๋อตง ที่พยายามเปลี่ยนระบบเศรษฐกิจจากเกษตรกรรมให้กลายเป็นระบบอุตสาหกรรมแบบก้าวกระโดด ทำให้คนจีนชนชั้นแรงงานต้องมาอาศัยร่วมกัน สิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ จะต้องแบ่งปันกัน ไม่มีใครเป็นเจ้าของ เรียกว่าการรวมกลุ่มนี้ว่า สังคมการรวมกลุ่ม (commune life) ซึ่งมีจุดประสงค์เพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายและเพื่อเพิ่มศักยภาพของคนภายในกลุ่มย่อยๆ ให้สามารถผลิตผลผลิตให้กับทางรัฐบาลได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งส่งผลต่อคนในยุคสมัยหลังจากนั้นอีกกว่าสิบปี ดังจะเห็นได้จากพฤติกรรมการรวมกลุ่มของคนแก่ในจีน ที่มีการรวมกลุ่มกันทำกิจกรรม ดื่มชา เล่นไพ่ หรือแม้กระทั่งการออกกำลังกายฟ้อนรำในช่วงเย็น
ไม่เพียงแต่การค้าเสรีจะทำให้การรวมกลุ่มนั้นล่มสลาย แต่ได้เกิดการรวมกลุ่มแบบใหม่ขึ้นมาแทนที่ เกิดปัจเจกบุคคลที่ต้องการ “อิสระ” มากขึ้น ตลอดจนการเกิดขึ้นของ Social network ในโลกยุคปัจจุบัน ทำให้การ “รวมกลุ่ม” และการ “แบ่งแยก” มีรูปแบบที่เปลี่ยนไป สองสถาปนิกยังได้เล่าต่อถึงแนวคิดการออกของการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ปิ้งบาร์บีคิวแห่งนี้ว่า ภายใต้โครงเหล็กสีเหลืองเสียบยึดโยงจากเตาปิ้งหนึ่งไปยังอีกเตาปิ้งหนึ่งมีลักษณะคลายโครงสร้งของกระโจม เป็นสิ่งก่อสร้างการรวมกลุ่มของมนุษย์ในยุคแรก แถบยางยืดถูกสานเป็นระนาบเหนือหัวไหวตามลมทะเล ตลอดจนเงาของแถบยางยืดที่พาดผ่านบนพื้นได้กำหนดขอบเขตของพื้นที่แห่งนี้ขึ้นใหม่ แสดงให้เห็นถึงการทำลายระบบเก่าและสร้างพื้นที่สำหรับรวมกลุ่มรูปแบบใหม่ที่มีการเชื่อมโยงอย่างอิสระและเคลื่อนไหวตลอดเวลา สีสเปร์ยที่พ่นลงบนพื้นและเก้าอี้นั่ง ได้สร้างความแตกต่างออกจากส่วนเก่า สื่อให้เห็นถึงความเป็น “ปัจเจก” ของคนยุคปัจจุบัน ด้วยสีสันที่สดใสและรูปแบบของโครงสร้างที่น่าสนใจ ช่วยดึงดูดให้ผู้ชมเข้าไป “รวมกลุ่ม” ใต้หลังคานี้ ที่เป็นการรวมกลุ่มจากความ “สมัครใจ” และมี “อิสระ” ในการจับกลุ่มว่าจะนั่งบริเวณใด
พื้นที่ในความทรงจำ (Momentary Space)
กลุ่มผลงานที่เล่นกับบริบทของพื้นที่ พร้อมๆกับหาคำตอบให้กับคำถามที่ว่าผลงานหรือสถาปัตยกรรมที่ตั้งอยู่กลางธรรมชาติ ว่าควรจะอยู่ถาวรหรือแค่ชั่วคราวแล้วสลายไปเหมือนวัฎจักรของธรรมชาติหรือไม่ การมีอยู่และความจริงของการมีอยู่นั้นคืออะไร ปรัชญาวิทยาศาสตร์สมัยใหม่เกี่ยวกับเรื่องความจริงและการมีอยู่ของธรรมชาติ ถูกนำเสนอผ่านผลงาน ไอน้ำ “ความจริง” กับการรับรู้อย่างอิสระ (溪涌“物自体”的自在感知器) ของ Jizhunfangzhong Architectural design Co., Ltd 基准方中建筑设计有限公司设计机构

โดยเชื่อว่า ทะเล ทราย เมือง แสง ลม ฯลฯ ล้วนเป็นสิ่งที่กระทำต่อประสาทสัมผัสและกระตุ้นการรับรู้ของมนุษย์ วิทยาศาสตร์สมัยใหม่เรียกโดยรวมสิ่งเหล่านี้ว่า ลักษณะเฉพาะของความจริงเชิงวัตถุวิสัย (Objective Reality) ซึ่งเราสามารถเข้าใจสิ่งเหล่านี้จากทฤษฎีของ อิมานูเอล คานต์ (Immanuel Kant) ได้ว่า สิ่งเหล่านี้คือ “ความจริงในตัวเอง หรือเป็นสิ่งแท้จริง (Noumena, Thing in itself)” แต่เราไม่สามารถรับรู้ความจริงได้ด้วยประสาทสัมผัส ดังนั้นผู้ออกแบบจึงใช้กล่องโลหะเป็นเครื่องมือสำหรับการรับรู้ “ความจริง” ของสิ่งเหล่านี้ผ่านปรากฏการณ์
กล่องโลหะกลวงสะท้อนแสงถูกติดตั้งเรียงเป็นวงกลมบนชายหาด เมื่อแสงแดดสาดกระทบกับกล่องโลหะและสะท้อนกลับไป ทำให้เราเห็นภาพของลำแสงนั้น เมื่อดวงอาทิตย์จากไป อุณหภูมิความร้อนจะยังคงอยู่ในกล่องโลหะ ทำให้เรารับรู้ความจริงและการมีอยู่ของดวงอาทิตย์ เมื่อลมจากทะเลพัดผ่านเข้าสู่ช่องเล็กๆ ที่เจาะไว้ด้านล่างของกล่องโลหะทำให้เกิดการสั่นและเกิดเสียง ทำให้เรารับรู้ถึงการมีอยู่ของลมทะเล เสียงนั้นเหมือนดังเสียงที่มาจากทะเล หรืออาจกล่าวได้ว่าเป็นเสียงของไอน้ำ เราสามารถรับรู้และเพลิดเพลินไปกับควาามงามของชิ้นงานนี้จากแสงที่สะท้อนและหักเหลงบนพื้น การเรียงตัวของกล่องโลหะที่ตั้งเป็นวงกลมโดดเด่นบนพื้นทราบ ได้เชื้อเชิญให้เราอยากเข้าไปอยู่กลางวง พร้อมฟังเสียงของลมผ่านกล่องโลหะนี้


แถวของจักรยานสาธารณะถูกติดตั้งบนชายหาดกำลังมุ่งหน้าออกสู่ทะเลผ่านฉากโลหะสะท้อนที่เจาะช่องไว้ตรงกลาง ผลงาน ที่ไหน? คือใคร ? จะไปไหน? (在哪?是谁?去哪?) ของกลุ่มนักออกแบบจาก School of Architecture Shenzhen University, SITI International และ Houfu Design (深圳大学建筑学院, 悉地国际·是造工作室, 厚夫设计)ได้แรงบันดาลใจมาจากภาพยนตร์เรื่อง ชีวิตมหัศจรรย์ ทรูแมนโชว์ (The trueman show) ซึ่งเล่าเรื่องของของ ทรูแมน เบอร์แบงค์ ที่อาศัยในโลกของรายการ reality ตั้งแต่เด็กโดยที่ไม่รู้ว่าโลกของเขานั้นมีโลกอีกโลกซ้อนอยู่
จากแนวคิดดังกล่าวถูกนำมาเปรียบเทียบกับโลกปัจจุบัน ฉากโลหะแสดงให้เห็นถึงโลกอีกใบที่คล้ายกับโลกของเรา ตรงกลางของฉากเจาะช่องประตูให้เรารู้สึกถึงเส้นแบ่งระหว่างโลกแห่งความจริงและโลกเสมือน ชิ้นงานชิ้นนี้ได้ตั้งคำถามกับผู้ชมว่าที่เราขี่จักรยานมุ่งหน้าผ่านประตูมุ่งหน้าสู่ทะเลนั้น เรากำลังเดินทางไปยังโลกแห่งความจริงหรือโลกเสมือน

แน่นอนว่าคำตอบของแต่ละคนย่อมแตกต่างกัน บางคนต้องการหนีออกจากโลกแห่งความจริงที่วุ่นวายไปสู่โลกเสมือนที่เราสามารถปลดปล่อยและรับรู้ถึงการมีอิสระ แต่บางคนกลับมองว่าเรากำลังมุ่งหน้าสู่โลกแห่งความจริงเพราะโลกที่เรายืนอยู่ในปัจจุบันนั้นเสมือนโลกที่หลอกลวง ผลงานนี้ทำให้เรากลับมาหวนคิดว่าตอนนี้เรากำลังอยู่ในโลกแบบไหนและเราพอใจกับโลกที่อาศัยอยู่หรือไม่ เช่นเดียวกับความจริงที่เกิดขึ้นในงานก่อสร้างผู้ออกแบบต้องขุดทรายลึกลงไปเกือบ 3 เมตร เพื่อฝังโครงสร้างของฉากเหล้กนี้ลงไป เนื่องจากลมทะเลที่พัดแรงต้านกับทิศทางของชิ้นงาน จึงต้องคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นอย่างสูง
Jenchieh Hung และ Kulthida Songkittipakdee (洪人杰, 宋宝庭 ) สองสถาปนิกชาวไต้หวันและไทยแห่ง HAS design and research (中泰建筑研究室) ที่สร้างสรรค์งานออกแบบในจีนมาหลายรายการ รวมถึงเป็นอาจารย์พิเศษให้กับโรงเรียนสถาปัตย์ฯ ชื่อดังอย่าง ถงจี้ (Tongji University) และ Xi’an Jiaotong-Livepool University (XJTLU) คุณกุลธิดา เล่าถึงแนวความคิดของผลงาน ศาลาดนตรี นี้ไว้ว่า ฉินถิง (琴亭) เป็นชื่อผลงานที่มาจากลักษณะของศาลา (亭) ผสานกับรูปทรงของเครื่องสาย (琴) โดยได้แนวคิดมาจากเสียงคลื่นของชายหาดแห่งนี้ ที่เกิดขึ้นโดยไร้ซึ่งผู้บรรเลง (intangible sound)
แผ่นรั้วเหล็กสีขาวที่มีระดับสูงๆ ต่ำๆ และมีความลึกที่แตกต่างกันดั่งคลื่นของทะเล กั้นบังสายตาจากธรรมชาติด้านหลัง ทำให้ผู้ชมได้ชะลอจากความเร่งรีบแบบขีวิตคนเมือง และค่อยๆ พิจารณามองลอดผ่านรั้วนี้สู่ผืนทะเลที่ซ่อนตัวอยู่ในมุมมองที่ต่างไป ขณะที่กึ่งกลางของแนวรั้วถูกเว้นที่ว่างให้เป็นทางเข้าในแนวเดียวกับต้นไม้ที่อยู่ในพื้นที่ กับก้อนหินที่ถูกจัดวางเอาไว้ให้ผู้ชมสามารถเข้าไปนั่งมองวิวและฟังเสียงจากทะเล เส้นสลิงสีขาวเหนือหัวแต่ละเส้นที่ขึงรั้วเหล็กไว้กับพื้นชานพักครึ่งวงกลมในรูปแบบ Tensile Structure คล้ายดังเส้นสายของเครื่องดนตรี ครอบคลุมพื้นที่หลังคาของศาลาและทำหน้าที่แทนราวกันตกเดิม



นอกจากนี้ตัวผลงานยังได้คำนึงถึงความสัมพันธ์กับบริบทรอบๆ โดยกำหนดทิศทางเดินของคนจากชานพื้นซีเมนต์ด้านบนลงไปยังชายหาด กุลธิดาเล่าว่าตอนแรกเธอออกแบบแผงเหล็กเป็นเส้นตรงให้ผู้ชมสามารถใช้บันไดได้ทั้งสองด้านจากชานพัก แต่เนื่องจากปัญหาทางด้านเทคนิคทำให้ผู้จัดอยากให้กั้นพื้นที่และให้คนใช้บันไดเพียงฝั่งเดียว ทำให้เธอต้องปรับแบบหน้างานโดยรื้อแผงเหล็กและแนวรั้วเดิมออก แล้วใช้เส้นสลิงกั้นพื้นที่บันไดในส่วนที่ไม่ให้เข้าถึงและนำสายตาคนไปยังบันไดข้างที่ให้เข้าถึงแทน ซึ่งพบว่าดีกว่าแบบที่คิดไว้แต่แรก


ความรู้สึกที่แตกต่างกันระหว่างแผ่นเหล็กที่ดูหนักและแข็ง กับเส้นสลิงที่ดูเบาและอ่อนนุ่ม ให้ความรู้สึกที่ตรงกันข้าม ทั้งที่มาจากวัสดุเหล็กเหมือนกัน เป็นความต้องการของผู้ออกแบบที่อยากให้ผู้ชมได้เห็นและรู้สึกถึงความจริงของวัสดุที่เกิดจากการผลิตของอุตสาหกรรม เช่นเดียวกันกับเมืองเซินเจิ้นที่เกิดจากการสร้างของมนุษย์ท่ามกลางพื้่นที่ที่รายล้อมไปด้วยธรรมชาติเช่นนี้
ในระหว่างที่ชมผลงาน เธอได้เล่าถึงอุปสรรคและวิธีการแก้ปัญหาในขั้นตอนการผลิตผลงานชิ้นนี้ว่า ด้วยระยะเวลาที่น้อยทั้งในการออกแบบและก่อสร้าง ทำให้เลือกที่ออกแบบชิ้นส่วนที่ประกอบเส้นจากโรงงาน เพื่อลดขั้นตอนการประกอบหน้างาน แต่ก็พบกับปัญหาที่หาผู้รับเหมาไม่ได้เนื่องจากระยะเวลาที่กระชั้นชิด งบประมาณที่จำกัด และการเขียนแบบในมุมมองของสถาปนิกที่ละเอียดเกินไป (ปกติศิลปินสเก็ตภาพคร่าวๆ ให้กับผู้รับเหมา) ทำให้ผู้รับเหมาส่วนใหญ่คิดว่าเป็นงานที่ซับซ้อน แต่สุดท้ายก่อนติดตั้งเพียงสัปดาห์เดียวผู้รับเหมาจากบริษัท Shenzhen Fengzhiyu Public Art Co., Ltd. ซึ่งเชี่ยวชาญด้านเหล็กที่ก่อสร้างให้กับผลงานอื่นๆ ที่นี่ก็ยอมสร้างให้ เพียงเพราะเขาเห็นแบบแล้วชอบมาก อยากสร้างให้สำเร็จ ทั้งที่มีงานเต็มมือเพราะต้องทำให้ศิลปินอื่นๆ อีกสามชิ้นในงานเดียวกัน



เราคุยกันอยู่นาน ดวงอาทิตย์หมุนเปลี่ยนไปตามเวลา เงาของเหล็กที่พาดผ่านพื้นค่อยๆ เปลี่ยนไป ทำให้รู้สึกถึงการเดินทางผ่านที่ว่างและเวลาตั้งแต่ อดีต ปัจจุบัน และอนาคต ในพื้นที่ความทรงจำนี้ที่เสียงธรรมชาติยังคงบรรเลงอยู่ตลอดเวลา
หลังจากนำชมแต่ละผลงานเสร็จสิ้น ได้มีการบรรยายแลกเปลี่ยนแนวความคิดและประสบการณ์ในการทำงานของนักออกแบบแต่ละคน ทำให้เห็นถึงความตั้งใจในการออกแบบและพบว่าแต่ละผลงานล้วนมีกระบวนการและอุปสรรคมากมาย ยิ่งผลงานที่ต้องมีความสัมพันธ์กับพื้นที่ไม่ใช่ชิ้นงานที่ยกนำมาตั้้งที่ไหนก็ได้ นักออกแบบและศิลปินหลายคนจึงต้องเดินทางและอาศัยอยู่ที่นี่หลายเดือนเพื่อนที่จะผลิตผลงานออกมา ทำให้เราเห็นถึงคุณค่าของแต่ละผลงานมากขึ้น ปิดท้ายงานเปิดนิทรรศการด้วย ปาร์ตี้เล็กๆ ที่เปิดโอกาสให้นักออกแบบ ผู้จัดงาน ได้มีโอกาสพูดคุยกันเกี่ยวกับงานที่ทำในปัจจุบันและกำลังจะเกิดในอนาคต เป็นการสานสัมพันธ์ที่ดีแก่เหล่านักออกแบบที่จะได้มีโอกาสในการร่วมงานกันอีก พร้อมทั้งสร้างโครงข่ายและเปิดมุมมองทางความคิดการสร้างสรรค์ให้กว้างมากขึ้น
หากกล่าวถึงภาพรวมของงานนิทรรศการ UABB ที่รีสอร์ท Xichong แห่งนี้ ถึงแม้จะไม่ใช่สถานที่จัดงานหลักและค่อนข้างไกลจากตัวเมืองเซินเจิ้น แต่ก็สามารถสร้างความประทับใจให้กับผู้เข้าร่วมงานได้เป็นอย่างดี ทั้งในแง่ของแนวความคิดของแต่ละชิ้นงานที่หยิบยกเอาศาสตร์ในแขนงต่างๆ ทั้งวรรณกรรม วิทยาศาสตร์ ภาษา ภาพยนต์ ปรัชญา ฯลฯ มานำเสนอผ่านผลงานออกแบบ ทำให้ผู้ชมได้รับองความรู้ใหม่ๆ ที่มีส่วนให้เข้าใจถึงการปฏิสัมพันธ์ของเมืองในรูปแบบที่หลากหลาย อีกทั้งการที่ผลงานถูกออกแบบให้สัมพันธ์กับบริบทและธรรมชาติของที่นี่ ก็เป็นตัวอย่างที่ดีที่ทำให้เราเห็นถึงการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ต่างๆที่ใม่ใช่แค่ระหว่าง เมือง ผู้คน และเทคโนโลยีเท่านั้น หากแต่ธรรมชาติก็เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่ทำให้อิสระบังเกิดขึ้นในปฏิสัมพันธ์เมือง ณ ปัจจุบันเช่นกัน

Time: 2019-2020
Venue: Xichong Beach, Dapeng New District, Shenzhen
Curator: Han Jing, Handshake 302
Venue Space Design: Arcity Office
Visual Design: Sure Design
Photo credit: UABB, Bai Yu, Kintoo Photography, Kangshuo Tang,
Weicai Chen, Li Feng, Kulthida Songkittipakdee