Arts and Science faculty building at Osaka University of Arts, from landscape to architecture by lightness

สำหรับสถาปัตยกรรมร่วมสมัยของญี่ปุ่นมีเอกลักษณ์ที่ชัดเจนอย่างมาก จนเมื่อวางเทียบกันกับงานออกแบบจากมุมโลกอื่น ๆ ก็สามารถมองได้ง่ายว่าเป็นสไตล์ญี่ปุ่น เป็นเพราะการมีต้นทุนทางวัฒนธรรมที่ดี พร้อมไปกับการต่อยอดจากของเก่า แล้วพัฒนาให้มีความร่วมสมัย เราสามารถเห็นพัฒนาการของสถาปัตยกรรมร่วมสมัยที่ผสมกับตะวันตกตั้งแต่ยุคเมจิ (ค.ศ. 1868 - ค.ศ. 1912) สาเหตุที่ญี่ปุ่นสามารถพัฒนาได้อย่างรวดเร็วล้ำกว่าทุกชาติในเอเชีย เพราะหลังจากปิดประเทศเป็นเวลากว่าสองศตวรรษในช่วงเอโดะ จนญี่ปุ่นได้เจอตะวันตกที่มีเทคโนโลยีสูงกว่าจนแพ้ ทำให้ยุคเมจิมีปฏิรูปในหลายด้าน จนสามารถรบชนะตะวันตกได้

การเรียนสถาปัตยกรรมแบบสมัยใหม่ในญี่ปุ่นก็เริ่มต้นช่วงนี้เอง
หลังจากที่มีการไหลบ่าของวัฒนธรรมตะวันตกในยุคเมจิ เกิดรูปแบบสถาปัตยกรรมที่เป็นญี่ปุ่นปนฝรั่ง จนเมื่อต้นศตวรรษที่ 20 กระแสสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ได้ปลูกฝังลงในแผ่นดินญี่ปุ่น และเข้มข้นอย่างมากเมื่อหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง พร้อมกับการกำเนิดของกลุ่ม Metabolist หากมองถึงช่วงรอยต่อนี้ เราจะเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ที่ทำให้สถาปนิกญี่ปุ่นได้พัฒนาความฉกาจออกไปนอกญี่ปุ่นได้ แล้วยังพัฒนาสู่งานออกแบบร่วมสมัยแบบที่เราพบได้ตามสื่อต่าง ๆ เช่นทุกวันนี้

หากพิจารณาถึงสถาปัตยกรรมญี่ปุ่นโบราณแล้ว จะพบการออกแบบที่สร้างความเชื่อมโยงระหว่างสถาปัตยกรรมกับธรรมชาติผ่านภูมิทัศน์รอบตัว จนหลายงานนั้น สวน ธรรมชาติ ต้นไม้ พื้นที่ภายนอก มีความโดดเด่นมากกว่าสถาปัตยกรรม ความเชื่อมโยงเหล่านี้ได้ถูกถ่ายทอดมายังสถาปัตยกรรมร่วมสมัยด้วยเช่นกัน ดังเช่น Arts and Science faculty building ที่ตั้งอยู่ใน Osaka University of Arts ออกแบบโดย Kazuyo Sejima & Associates โปรแกรมถูกออกแบบไว้รองรับกิจกรรมอเนกประสงค์ด้วยโถงภายในขนาดใหญ่ ห้องสำนักงาน ห้องวิจัย ห้องเรียน สำหรับภาควิชาศิลปะ และวิทยาศาสตร์

แรกเมื่อเข้ามายังอาคารนี้จะต้องเดินขึ้นเนินชัน ด้วยสภาพแวดล้อมมหาวิทยาลัยตั้งอยู่เชิงเขา ทำให้ไม่สามารถเห็นตัวอาคารได้อย่างชัดเจนในแวบแรกเมื่อมาถึงประตูมหาวิทยาลัย จวบจนพาตัวเองพ้นเนินชันจึงได้พบกับงานใหม่ของ Sejima-san ในที่สุด การรับรู้แรกสำหรับงานนี้คือพื้นผิวที่ดูบิดงอ ไหลลื่นจากพื้นชั้นล่างสู่ระเบียงรายรอบโถงกระจกภายใน เมื่อได้ลองเดินขึ้นไปใช้ พื้นผิวนี้จะพาเดินไปยังระเบียงชั้น 2 ด้านทิศเหนือ บนหลังคาเหนือห้องเรียนชั้น 1 ระเบียงขนาดใหญ่นี้สามารถรองรับกิจกรรมกลางแจ้งสำหรับนักศึกษาในมหาวิทยาลัยได้ราว 100 คน เมื่อเดินผ่านส่วนนี้ไปด้วยการวนรอบโถงกระจกโค้งจะมีส่วนชายคาที่เดินเฝ้าสังเกตไปยังพื้นที่โถงชั้น 1 ได้ตลอดเวลา จนเมื่อสุดทางเดินจะวนกลับมาที่ยังทางเข้าหลักด้านทิศใต้อีกครั้ง

การเข้าสู่ยังพื้นที่ภายในสามารถเข้าได้จากทางเข้าด้านหน้า และจากทางเข้าด้านตะวันออก ทุกส่วนใช้สอยถูกออกแบบให้รายล้อมโถงกลาง พื้นที่ภายในโถงกลางมีลักษณะสลัว ใช้วิธีดึงแสงธรรมชาติเข้ามาจากรอยต่อระหว่างพื้นผิวที่บิดโค้งของระนาบพื้น หลังคาคอนกรีตบาง การค่อยๆเปลี่ยนจากพื้นที่สว่าง สู่พื้นที่สลัว การให้พื้นผิวค่อยแยกตัวออกจากกันจนเป็นช่องแสง สลายให้เสาเหล็กบางสีขาวแลดูเบาขึ้นอีก เมื่อมองจากภายในออกมายังภายนอกจะเห็นพื้นผิวโค้งตวัดจากพื้นสู่ระเบียงภายนอก จนรู้สึกได้ถึงความพยายามที่จะเชื่อมพื้นที่ภายในเข้ากับธรรมชาติภายนอกที่เป็นวิวภูเขาของโอซะกะ

สำหรับงานนี้ ดูมีความต่อเนื่องจากงาน Rolex Learning Centre ที่ Sejima-san ออกแบบในนาม SANAA ที่เมืองโลซานน์ สวิตเซอร์แลนด์ ประเด็นที่เห็นชัดเจนคือการใช้พื้นผิวโค้งแบ่งส่วนการใช้สอย สร้างความเชื่อมโยงไปยังแต่ละส่วนใช้สอย แต่ความต่างที่เห็นได้ชัดคือการเชื่อมโยงกับภูมิทัศน์โดยรอบแบบสถาปัตยกรรมญี่ปุ่น มีการออกแบบเพื่อใช้สอยพื้นที่ภายนอกในวันที่สภาพอากาศดี ทำให้งานนี้มีความน่าสนใจในประเด็นการเชื่อมโยงด้วยความโปร่งใส ความเบาจากการเลือกใช้วัสดุทั้งเสาเหล็กกลมที่บางมาก เมื่อเทียบกับพื้นคอนกรีต ซึ่งในประเด็นการใช้วัสดุแนวนี้ Sejima-san เคยพูดถึงว่า
งานออกแบบที่ทำเป็นสีขาวแบบเหมือนสีขาวทั่วไป ต้องการสร้างทางสัญจรที่อิสระ หลีกเลี่ยงลำดับขั้นในสเปซ โดยให้แสงคือตัวกระจายความสว่าง เพื่อให้สีขาวชัดเจนขึ้น และยังคิดถึงการอยู่ร่วมกันของคนที่เข้ามาใช้สถาปัตยกรรม ให้สามารถแชร์สเปซ ให้พื้นที่ๆ ทุกคน ทุกช่วงวัย สามารถพูดคุยแลกเปลี่ยนกันได้ จนเกิดปฏิสัมพันธ์ในสถาปัตยกรรมที่ออกแบบไว้
ความบางเบา สีขาว จึงมาบรรจบที่สถาปัตยกรรม