ในบ้านเรามีศิลปินแนว ‘Papercutting’ อยู่ไม่มากเมื่อเทียบกับศิลปินแนวอื่น ๆ และในจำนวนไม่มากนั้น ชื่อของ บัว-วรรณประภา ตุงคะสมิต หรือ “บัว สมิต” เป็นคนแรก ๆ ที่เรานึกถึง เพราะตลอดเวลาสิบกว่าปีที่ “บัว สมิต” ทำงานศิลปะตัดกระดาษ เริ่มจากการทำภาพประกอบแนวคอลลาจในโปรเจคต์ “Collagecanto” สู่การพัฒนายกระดับขึ้นไปเป็นเปเปอร์คัตติ้ง จนกลายเป็นที่ชื่นชอบของใครหลายคน และทำให้ศิลปะแนว ‘Papercutting’ เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น และยิ่งโดดเด่นมากขึ้นอีกเมื่องานตัดกระดาษของเธอคว้า 2 รางวัลสำคัญ (Bronze Lion และ Gold Lion)จากเวที Cannes Lions จากงาน ‘Artquarium’ ในปี 2016 นั่นทำให้ชื่อของเธอกลายเป็นศิลปินแถวหน้าของแวดวง ‘Papercutting’ หรือ ‘Paper Art’

ล่าสุด “บัว สมิต” ได้รับเลือกให้เป็นศิลปินคนที่สองของโครงการ “Artist in Residence” ที่จัดโดยโรงแรม The Peninsula Bangkok ซึ่งเฟ้นหาศิลปินไทยร่วมสมัยมาทำงานศิลปะในแบบของตนที่โรงแรม นอกจากเป็นการสนับสนุนยกย่องศิลปินในประเทศแล้วยังเปิดโอกาสให้แขกที่มาพักอาศัยในโรงแรมได้มีส่วนร่วมกับศิลปะด้วย โดยงานของ “บัว สมิต” มีชื่อว่า “A Lacy Christmas” เป็นผลงานตัดกระดาษอันซับซ้อนที่เธอเนรมิตให้เป็นสวนพฤกษศาสตร์ และสรรพสัตว์ที่ดูมีชีวิตชีวา แฝงรายละเอียดที่มีกลิ่นอายของวันคริสต์มาส และปีใหม่ เปิดให้ผู้ชมได้เข้าชมได้ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 6 มกราคม 2563 ณ โรงแรมเพนนินซูล่า กรุงเทพ
Everything ได้รับโอกาสพูดคุยกับเธอถึงความเป็นมาของงานชิ้นนี้ เราไปพบเธอถึงห้องพักสุดหรูหรา น่าพักผ่อนของเพนนินซูล่า เรานั่งดื่มกาแฟและพูดคุยถึงที่มาตลอดจนแรงบันดาลใจ และเรื่องราวที่ผ่านมากว่าจะกลายมาเป็นศิลปิน ‘Papercutting’ คนสำคัญของประเทศอย่างทุกวันนี้ (ขอขอบคุณ โรงแรมเพนนินซูล่า กรุงเทพฯ)

คุณสนใจศิลปะแนว ‘Papercutting’ ได้ยังไง
สมัยเด็ก ๆ บัวจะชอบวาดรูปเล่น แต่เป็นการวาดรูปเล่นเฉย ๆ ไม่ได้อยากเป็นศิลปินหรือทำงานศิลปะอะไร ศิลปะในวัยเด็กของเรามันออกแนวจัดบอร์ดในห้องเรียนสมัยมัธยมอะไรอย่างนี้ แต่ถ้าให้ไปประกวดอะไรแบบนั้นไม่เอา เคยโดนทางโรงเรียนบังคับไปประกวดทีนึง เราไม่อยากไปแต่ก็ต้องไปรีบวาดแล้วก็รีบกลับบ้าน (หัวเราะ) คือไม่ชอบอะไรที่ต้องแข่งขันรู้สึกว่ามันไม่สนุก โตมาเราเลือกเรียนสื่อสารมวลชนด้วยซ้ำ แต่ความชื่นชอบในงานศิลปะมันก็คงยังอยู่ในตัวเราแหละ ทีนี้ตอนเราเรียนมหาวิทยาลัย นิตยสาร a day เขารับสมัครเด็กนักศึกษาไปทดลองทำงาน เราก็ไปสมัครเป็น a day junior รุ่นที่สอง รุ่นเดียวกับ เต๋อ (นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์) พอไปทดลองทำงานที่ a day เป็นกองบรรณาธิการ เขียนต้นฉบับ ทำสัมภาษณ์ทั่วไป เราก็ได้ไปงานต่าง ๆ ไปออกกอง ไปทำข่าว เราก็ได้เห็นว่าวงการศิลปะ หรือวงการสร้างสรรค์เขาไปถึงไหน เขาทำอะไรกันบ้าง ทีนี้พอจบจากการเป็น อะเดย์ จูเนียร์ แล้วเราก็ ไปทำงานอีกสอง-สามแห่ง จนได้มาทำงานที่นิตยสาร Waltz ซึ่งเป็นที่มาของการเริ่มทำงานตัดกระดาษนี่แหละ เพราะเป็นบริษัทเล็ก ๆ เราก็เลยค่อนข้างได้ทำเยอะ มีส่วนร่วมเยอะขึ้น ผู้ใหญ่เขาให้อิสระด้วยแหละ เหมือนเราอยากทำอะไรเราก็ทำ ตอนนั้นก็เลยแอบเอางานเปเปอร์คัต งานคอลลาจของตัวเอง ที่เคยทำเล่น ๆ เป็นงานอดิเรกไปลง


ทำไมถึง เปเปอร์คัต ถึงเป็นงานอดิเรก ทั้ง ๆ ที่มันทำอย่างอื่นก็ได้ เช่นวาดรูป เขียนบล็อก ฯลฯ ตอนนั้นเราก็ลองวาดรูปนะ แต่ก็รู้สึกว่าเราวาดไม่เก่งแหละ แล้วพอช่วงนั้นได้ไปเจอเว็บไซต์ชื่อ ‘Illustration Friday’ ที่เปิดโอกาสให้ใครก็ได้มาทำงานศิลปะ โดยทุกวันศุกร์เขาจะโยนหัวข้อมาให้ เช่นศุกร์นี้หัวข้อคือคำว่า ‘Happy’ อะไรอย่างนี้ แล้วทีนี้ถ้าใครอยากมีส่วนร่วม คุณก็ทำงานศิลปะ อะไรก็ได้ที่เกี่ยวกับหัวข้อแล้วโยนลิงค์ลงไป เขาก็จะแบ่งเป็น category แล้วเราก็สามารถไปดูงานของคนอื่นได้ คนอื่นก็สามารถมาดูงานของเราได้ เราก็เลยคิดว่าไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้วทำงานที่เราชอบก็แล้วกัน ก็เริ่มมาเป็น collage ที่เราทำคอลลาจเพราะรู้สึกว่ามันง่าย เราไม่ต้องวาดก็ได้ เราแค่ตัดแปะง่าย ๆ เลย ตอนนั้นสเกลมันยังแค่ตัดแล้วเอามาแปะ ยังไม่ไปถึงการตัดกระดาษอย่างทุกวันนี้

เราก็เอางานคอลลาจนั้นแหละมาลงบล็อก แล้วมีคนเห็นก็ชวนเราไปทำภาพประกอบคอลัมน์ในนิตยสาร ก็เริ่มจาก a day นี่แหละ ก็ทำงานภาพประกอบที่เป็นคอลลาจใช้ชื่อว่า ‘Collagecanto’ ได้สักระยะหนึ่งเราก็เริ่มลดงานตัดแปะ แล้วใส่งานเปเปอร์คัต ใส่งานตัดกระดาษซึ่งมีรายละเอียดมากกว่าลงไปให้มากขึ้นเพราะเราไปเจองาน เปเปอร์คัตติ้งที่แบบ ‘เฮ้ย น่ารักสวย’ อะไรแบบนี้ อย่างงานของคุณ ร็อบ ไรอัน คุณ โบวี่ ลี ต่าง ๆ พวกนี้ มันก็เปิดโลกเราไปเรื่อย ๆ เพราะงานเขามีรายละเอียดมาก ๆ แล้วเราก็รู้สึกว่า เอ้อ พอเราเริ่มทำ แล้วมันทำได้ ทำได้นี่หมายถึงว่า ไม่ได้ออกมาสวยแต่ก็ไม่ได้รู้สึกว่ามันยากเกินที่จะพยายามทำ เราก็ตั้งใจว่าจะลองทำงานเปเปอร์คัตติ้งให้จริงจังมากขึ้น ประกอบกับช่วงนั้นเรากลายมาเป็นฟรีแลนซ์เต็มตัวแล้วด้วย (หัวเราะ) ก็เลยมีเวลาว่าง ได้ลองทำทุกวัน ทำเสร็จก็ถ่ายรูปลงบล็อก ประกอบกับช่วงนั้นเริ่มมี IG มี เฟซบุค เราก็เอางานตัดกระดาษที่ทำนี่แหละโพสต์ลงไป คนก็เห็น ก็เริ่มมีคนติดตามมากขึ้น แค่มีคนมาคอมเมนต์แค่คน-สองคนเราก็ดีใจจะตายแล้ว (หัวเราะ) เราไม่ได้คิดว่าจะต้องดังหรืออะไร เราอยากแค่มีที่หนึ่งสำหรับเก็บงานของเรา
ให้เราได้ทดลองอะไรมากขึ้นด้วย"
แล้วตอนไหนที่งานของเราเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น
ก็ช่วงที่ลดงาน คอลลาจแคนโต้ แล้ว และทำงานภาพประกอบให้เป็นเปเปอร์คัตมากขึ้นนั้นแหละ คนเห็นมากขึ้น เขาก็แชร์ออกไป เพื่อนแชร์บ้าง เราแชร์บ้าง ก็เริ่มมีคนชวนไปทำนู่นนี่ เราก็พยายามทำงานให้มันได้เยอะ ๆ เพราะเราก็อยากรู้ด้วยว่าถ้าเราทำอย่างนั้นอย่างนี้ได้ไหม ใช้กระดาษแบบนี้แล้วก็เปลี่ยนเป็นใช้กระดาษแบบนี้ได้ไหมอะไรอย่างนี้ การมีคนมาชวน ทำอะไรเยอะขึ้นก็เปิดโอกาสให้เราได้ทดลองอะไรมากขึ้นด้วย
ทดลองที่ว่านั้นเช่นอะไรบ้าง ยกตัวอย่างให้ฟังหน่อย
อย่างตอนแรกที่ทำ เปเปอร์คัต บัวใช้กระดาษสีดำ เพราะว่ามันหาง่าย ๆ เราก็ไปซื้อตามร้านเครื่องเขียน เพราะที่ใช้กระดาษสีดำ เพราะเวลาเราวาดเส้น เราวาดด้วยดินสอสี พอวาดแล้วมันก็ตัดได้ง่าย ๆ ทีนี้พอทำด้วยกระดาษสีดำมาพักหนึ่ง เราก็อยากลองเปลี่ยนมาเป็นกระดาษสีขาวบ้าง เพราะกระดาษสีขาวมันถ่ายรูปสวยดี มันแบบเล่นแสงเล่นอะไรสวยกว่าอะไร แม้มันจะทำงานยากขึ้น แต่ก็สนุกดี ก็จะกลายเป็นชอบตัดงานที่มันมีความละเอียดมาก ๆ เพราะว่าชิ้นเล็ก ๆ เนี่ยบัวชอบมากกว่า เพราะว่ามันคอนโทรลง่ายกว่า

แต่ถ้าเผลอนิดเดียวมันก็ขาด
ใช่ เผลอนิดเดียวมันก็ขาด แต่มันก็สนุกดีที่จะทำยังไงไม่ให้มันขาด หรือว่าจะทำยังไงให้มันสวยเรียบเนียน

ความสนุกของงานเปเปอร์คัตมันอยู่ตรงไหน
มันสนุกตอนที่เราได้นั่งทำ เหมือนอารมณ์คนเล่นดนตรี หรือคนที่ทำอะไรบางอย่างที่เข้าไปในโลกของมันแล้ว มันก็จะมีสมาธิ มันทำให้รู้สึกว่าเราใช้เวลาอย่างมีประโยชน์ แล้วก็จะชอบเวลาที่เราจะทำไปได้ครึ่งหนึ่งแล้ว พลิกดู เอ้อ มันใช่อย่างที่คิดด้วย แล้วก็ชอบตอนที่มันเสร็จมาแล้วก็ เอ้อเสร็จแล้ว ทำอะไรต่อดีอะไรแบบนี้
งานลงมีดละเอียด ๆ แบบนี้ เวลาหงุดหงิดทำได้ไหม
ก็ทำได้ แต่ทำได้ไม่นาน
ทำไมล่ะ
ก็มันหงุดหงิดน่ะสิ (หัวเราะ) หงุดหงิดคือมันไม่มีสมาธิใช่ไหม แล้วงานแบบนี้มันต้องใช้สมาธิ ถ้าในหัวเรา มีเรื่องนู้นเรื่องนี้ หงุดหงิดหรือเสียใจ เราก็ทำได้ไม่ต่อเนื่อง ไปนอนดีกว่า (หัวเราะ) อะไรแบบนี้ จริง ๆ ให้ทำมันก็ทำได้นะ แต่ทำได้ไม่นาน หรือทำได้แต่งานมันดูออกว่างานมันไม่ละเอียด ไม่คม ไม่เก็บนู่นเก็บนี่ ให้เรียบร้อย หรือบางมีเห็นรอยสเก็ต รอยแบบ อะไรแบบนี้
ใจเย็นเฉพาะกับงานตัดกระดาษ มันแยกกัน"



งาน เปเปอร์คัต เป็นงานที่ละเอียดและบอบบางมาก ต้องใช้สมาธิและความตั้งใจสูง เนื่องจากเผลอหรือใจลอยนิดเดียว ก็อาจตัดจนขาดหรือตัดผิดได้ การทำงาน เปเปอร์คัต นาน ๆ มันช่วยเปลี่ยนตัวตนหรือ mindset ของคุณบ้างไหม
ตลกดีที่ งานนี้มันทำให้เราเป็นคนที่มีสมาธิมากขึ้น แต่...บัวค้นพบว่า บัวมีสมาธิกับการทำสิ่งนี้อย่างเดียวเท่านั้นนะ ไม่ได้มีสมาธิกับสิ่งอื่นนะ คือมันไม่ได้ช่วยให้บัวใจเย็นกับสิ่งอื่นนะ ใจเย็นเฉพาะกับงานตัดกระดาษ มันแยกกัน

เรื่องอื่นก็ยังใจร้อนอยู่
เรื่องอื่นก็ยังเบ๊อะ ๆ บ๊ะ ๆ อยู่ เดินชนนู่นนั่นนี่อะไรแบบนี้ เพียงแต่ว่าพอมันเป็นงาน เราก็นิ่ง เอาตัวเองเข้าอยู่ในงาน มันก็ทำให้เรารู้สึกว่ามันได้ใช้เวลาค่อนข้างคุ้มค่ามากกว่าการทำอย่างอื่น แต่ว่าช่วงหลังเราจะไม่เพลินหรือสนุก กับการตัดกระดาษมากไปเพราะมันปวดหลังมาก

งานของคุณไปที่คานส์ได้ยังไง
ประมาณปี 2013-14 เป็นช่วงแรก ๆ ที่เราทำงานเปเปอร์คัตเต็มตัว เราได้ทำงานกับ โอกิลวี่ฯ เขาก็ส่งงานเราไปที่ คานส์ ไลออนส์ งานที่ทำตอนนั้นใช้ชื่อว่า ‘Olfa’ เป็นยี่ห้อคัตเตอร์ชื่อ Olfa จริง ๆ ตอนนั้นตัวโปรเจคต์หลักไม่ใช่บัว มีศิลปินที่เขาทำงานหลักเป็นแบบสเกลใหญ่จัดการอยู่ แต่ว่า มันจะมีงานที่เป็นแบบพวกงานเครื่องประดับ พวกแพ็กเกจจิ้ง ซึ่งตัวนี้ยังไม่มีคนทำ เขาก็เลยหาคนที่แบบนี้ได้ บังเอิญว่าเพื่อนบัวที่ทำกับเอเจนซี่เขาแนะนำบัว เขาก็เลยเรียกบัวเข้าไปดูว่าทำได้ไหม เราตอบว่าทำได้ ก็เลยได้ไปทำ แต่ตอนนั้นบัวก็ไม่ได้คิดว่า มันจะได้รางวัลอะไรนะ แค่คิดว่างานพวกแพกเกจจิ้ง accessory อะไรอย่างนี้เรายังไม่เคยทำ ตอนนั้นมั่นใจมาเต็มที่ว่าทำได้ ทั้งที่เวลาทำน้อยด้วย แล้วพอมันมีโปรดักชั่นเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย มีทีมงานมาร่วมด้วยก็ยากขึ้นอีกหน่อยแต่งานเราก็ถูกถ่ายโดยทีมงานที่เขาคิดมาดีแล้ว ดังนั้นการที่งานได้รางวัล Gold ที่คานส์ฯ บัวมองว่าเป็นรางวัลของกลุ่มมากกว่ารางวัลของเรา เหมือนจัดบอร์ดกับเพื่อนแล้วได้รางวัลร่วมกันอะไรอย่างนี้ (หัวเราะ)
ตลอดเดือนเมษาเราอยู่ในห้อง ไม่มีสงกรานต์ ไม่มีเฟสติวัลใด ๆ"


นั่นก็ทำให้เริ่มมีคนจับตาเรามากขึ้น
มันก็ทำให้เราเริ่มมีโปรไฟล์ แล้วเราก็จะมีคอนเน็คชั่นกับเอเจนซี่ด้วยมากกว่า หลังจากงานนั้น เราก็ได้ทำงานในปีต่อมาก็คืองาน ‘Artquarium’ ตัดกระดาษใส่ลงไปในตู้ปลา อันนั้นก็เป็นงานที่ค่อนข้างเปลี่ยนชีวิตเราเหมือนกันคือเราได้ทำคนเดียวเลย ตอนนั้นโอกิลวี่ฯ เขาเรียกไปเพราะว่าเขามีโปรเจ็กต์ ‘Artquarium’ อยู่แล้วบังเอิญมันเหมาะกับสิ่งที่เราอยากทำพอดี คือหนึ่ง ตอนนั้นบัวใช้กระดาษขาวเต็มตัวแล้ว กับสองคือบัวชอบงานที่มันเป็นเลเยอร์อยู่แล้ว รูปร่างบัวก็ชอบอะไรที่มันคล้าย ๆ พืชน้ำ หรืออะไรที่มันเป็นแบบมีรายละเอียดอะไรแบบนี้ ทุกอย่างมันก็เลยลงตัวกันพอดี ความท้าทายของงานนี้ก็คือเขาต้องการให้งานเราอยู่ในน้ำจริง ๆ มีปลาว่ายจริง ๆ เพราะลูกค้าคือกระดาษที่ทนน้ำได้ระดับหนึ่ง เราก็ต้องเอากระดาษตัวนั้นน่ะมาตัด มันหนา แล้วเคลือบกันน้ำด้วย คือหนาประมาณแบบสองร้อยแกรมกว่า ๆ เราก็แบบเอาเว้ย ตัดก็ตัด (หัวเราะ) ตัดไปห้าตู้ ตัดตู้ใหญ่แล้วก็เป็นตู้เล็กต่อ ตัดอย่างเดียวเดือนเมษายนเต็ม ๆ จำได้ว่า ตลอดเดือนเมษาเราอยู่ในห้อง ไม่มีสงกรานต์ ไม่มีเฟสติวัลใด ๆ แต่ก็ออกมาดี อันนี้ก็ได้ Gold เหมือนกัน

งาน Artquarium ค่อนข้างโดดเด่นมาก หลังจากนั้นเป็นยังไง เรากลายมาเป็นศิลปินเต็มตัวหรือยัง
พอหลังจากนั้นก็เหมือนเริ่มจริงจังมากขึ้นในแง่ที่เริ่มคิดว่าจะต้องขายงานบ้างแล้วอะไรอย่างนี้ เริ่มมีงานที่มีคอมมิสชั่น ไม่ใช่ภาพประกอบอย่างเดียว มีงานที่ดูจริงจังมากขึ้น สามารถที่จะขายได้ โชว์ได้ ก็ไปพวกงานโฮเต็ล อาร์ตแฟร์ต่างๆ เริ่มไปออกร้านบ้างตามพวกงานของTCDCที่เค้าทำพวกครีเอทีฟมาร์เก็ต แล้วก็มีเวิร์คช็อปด้วย เหมือนเพิ่มกิจกรรมอื่น ๆ ให้ตัวเองมากขึ้น เริ่มรู้สึกว่านอกจะตัด ฉึบ ฉึบ ฉึบไปเฉย ๆ เราควรจะมาใส่ใจในการขายของบ้าง (หัวเราะ) เพราะว่าถึงเราจะบอกว่าเราทำงานนี้เป็นงานศิลปะแต่เราไม่ได้ถึงกับว่าต้องไปดูนิทรรศการทุกงาน ต้องอินกับทุกย่าง ต้องรู้จักทุกคนในวงการ ซึ่งเราไม่ใช่ เราไม่ได้เรียนศิลปะ ไม่มีเพื่อนหรือคอมมูนิตี้ที่เป็นรุ่นพี่รุ่นน้องที่เป็นอาจารย์ศิลปะ ช่วงหลังถ้ามีสัมมนา มีเวิร์คช็อป อื่น ๆ เราก็พยายามเอาตัวเราเข้าไปอยู่ตรงนั้น เพราะว่าเราก็อยากรู้จักคนอื่น อยากจะไปจอยกับคนอื่นบ้าง เพราะว่าบางทีทำงานเปเปอร์คัตอย่างเดียวมันก็ปิดตัวเองนะ เราก็อยากเรียนรู้เทคนิคอื่นบ้าง อยากรู้ว่ามันเอาไปทำอย่างอื่นได้ไหม เราต้องหนทางอื่น ๆ ด้วยนะ เพราะว่ามันก็คืออาชีพของเราแล้ว

แล้วกลายมาเป็น Artist in residence ที่เพนนินซูลาได้ยังไง
ทางโรงแรมก็ติดต่อมา ปีนี้น่าจะเป็นปีแรกที่ทำโครงการนี้นะ เขาทำทุก ๆ สามเดือน บัวเป็นคนที่ 4 แล้ว ก่อนหน้านี้สามคนก็เป็นศิลปินแขนงอื่น ๆ ของเรา เขาก็คงจะสนใจงาน เหมือนเคยเห็นงานกันอยู่ พอเขาติดต่อเข้ามาบัวก็ตกใจ เพราะเราต้องมาอยู่ที่นี่ 3 เดือน แล้วก็ทำงาน โรงแรมเขาก็มีคอนเซ็ปต์ว่าอยากทำ ในธีมคริสต์มาส เพราะเราเป็นคนสุดท้ายของปีพอดี เราก็กลับไปคิดว่าจะสร้างงานอะไรให้เป็นคริสต์มาส ก็เลยได้คอนเส็ปต์ว่าเป็น ‘My lacy Christmas’ เพราะว่าบัวชอบลูกไม้ (lacy) ชอบลวดลายของลูกไม้ คือก่อนหน้านั้นบัวเคยตัดลูกไม้มาเหมือนกัน มันขยึกขยึยดี (หัวเราะ) บัวชอบลูกไม้ที่เป็นลูกไม้จริง ๆ ไม่ใช่ดราฟต์เวกเตอร์แล้วเอามาตัด ตอนแรกก็เกร็ง ๆ ว่าที่นี่เขาจะแฮปปี้ไหมนะ งานมันจะโอเคไหม แต่คนก็ชอบกัน อย่างที่ดิสเพลย์ที่ล็อบบี้โรงแรมสามชิ้นนั่นก็เป็นงานชิ้นใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยทำ บัวเป็นคนทำงานเล็กนะ ดังนั้นนี่จึงเป็นอะไรที่ท้าทายบัวมาก ๆ



