ที่ก้าวสู่นาฬิกาเรือนหรูระดับโลกในนาม “Grand Seiko”
ก่อนที่ทุกคนจะได้สัมผัสนาฬิกาชั้นสูงเรือนจริงที่บูทีคของ Grand Seiko แห่งแรกในประเทศไทย ที่เกษรวิลเลจ เราจะพาเจาะลึกไปยังเบื้องหลังแหล่งกำเนิดที่จะตอบคำถามได้ว่าทำไมนาฬิกา Grand Seiko จึงได้รับการยกย่องให้เป็นหัตถศิลป์แห่งเครื่องบอกเวลาระดับโลกที่คู่ควรแก่การสะสมและครอบครอง


ในที่สุดบูทีคแห่งแรกของ Grand Seiko ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก็ได้เปิดตัวอย่างเรียบหรูขึ้นที่ห้างเกษรวิลเลจ ให้เหล่านักสะสมหรือคนรักนาฬิกา ได้สัมผัสเรือนจริงของนาฬิกามาสเตอร์พีซที่ “Timeless” และเต็มไปด้วยจิตวิญญาณงานหัตถศิลป์ อันผสานความงามและวัฒธรรมในแบบญี่ปุ่น เข้ากับเทคโนโลยีกลไกชั้นสูง สู่การเป็นเครื่องบอกเวลาดีไซน์เรียบ แต่เป็นที่สุดของความเที่ยงตรงแม่นยำ ก่อนที่ทุกคนจะได้สัมผัสนาฬิกาเรือนจริง เราจะพาเจาะลึกไปยังเบื้องหลังแหล่งกำเนิดที่จะตอบคำถามได้ว่าทำไมนาฬิกา Grand Seiko จึงได้รับการยกย่องให้เป็นนาฬิกาเรือนหรูระดับโลกที่คู่ควรแก่การครอบครองในชีวิตนี้
ตำนานของ Seiko เริ่มต้นในปี 1881 โดย Kintaro Hattori (คุณปู่ของ Shinji Hattori ซึ่งเป็น CEO คนปัจจุบันของ Seiko) ได้เปิดร้านเล็กๆ สำหรับขายและซ่อมนาฬิกาขึ้นใจกลางเมืองโตเกียวชื่อว่า K. Hattori Co., Ltd. ซึ่งก็คือบริษัท Seiko Holding Corporation ที่ทั่วโลกรู้จักกันในปัจจุบันนั้น แต่ประวัติศาสตร์ของ Grand Seiko กำเนิดขึ้นในปี 1960 โดยที่ในปัจจุบันได้แยกเป็นอิสระจาก Seiko อย่างเป็นทางการแล้ว
จากสถาปัตยกรรมทรงคลาสสิคพร้อมเอกลักษณ์ยอดหอคอยนาฬิกา ที่ถูกเรียกว่าอาคาร WAKO Department Store หรือแฟลกชิพสโตร์ของ Grand Seiko ที่ตั้งตระหง่านผ่านกาลเวลาอยู่หลายทษวรรษที่หัวมุมสี่แยกกินซ่า ใจกลางเมืองโตเกียวของญี่ปุ่น จากนี้เราจะพาทุกคนออกเดินทางไปต่างจังหวัด สู่ต้นทางแหล่งกำเนิด Grand Seiko นาฬิกาสัญชาติญี่ปุ่นที่ก้าวสู่แถวหน้าในระดับโลก ด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงผสานเข้ากับงานหัตถศิลป์อย่างเป็นหนึ่ง ทำให้นาฬิกาบนข้อมือของคุณไม่ได้ทำหน้าที่แค่บอกเวลา แต่คือศิลปะชั้นยอดที่กลไกขับเคลื่อนภายในเคลื่อนไหวราวกับมีชีีวิต และทุกดีเทลเต็มไปด้วยจิตวิญญาณงานหัตถศิลป์ที่ทรงคุณค่าไร้กาลเวลา

แหล่งกำเนิดนาฬิการะบบกลไกระดับโลก ตระกูล Mechanical 9S Series ของ Grand Seiko ที่เทคโนโลยีล้ำสมัย ผสานกับงานหัตถศิลป์เป็นหนึ่งเดียว
จากโตเกียว รถไฟชินกันเซนความเร็วสูงมุ่งสู่เมืองโมริโอกะ จังหวัดอิวาเตะ ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของญี่ปุ่น ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่งก็ถึงเมืองเเงียบสงบที่อุดมด้วยธรรมชาติสวยงามทั้งภูเขา ทะเลสาบ น้ำพุร้อนธรรมชาติ และแหล่งสกี ทิวทัศน์ที่เป็นไฮไลท์ของโมริโอกะคือยอดเขาอิวาเตะ ที่สามารถมองเห็นได้จากหน้าต่างห้องทำงานในสตูดิโอสร้างสรรค์ของโรงงานที่เรากำลังไปเยือนด้วย

SBGL001 เครื่อง Caliber 9S67 นาฬิการะบบกลไกเครื่องแรกของ Grand Seiko ที่สำรองพลังงานได้ 3 วัน ได้แรงบันดาลใจจากดีไซน์โค้งเว้าบนหน้าปัดจากภูเขาอิวาเตะ
SBGJ201 เป็นรุ่น Heritage Collection เครื่อง Caliber 9S86 ที่พื้นผิวบนหน้าปัดได้แรงบันดาลใจมาจากเค้าโครงโค้งเว้าของเทือกเขาอิวาเตะ ความแม่นยำ (-5 ถึง +3 วินาทีต่อวัน)


โมริโอกะกลายเป็นแหล่งกำเนิดกลไกนาฬิการะดับโลก นับตั้งแต่ที่โรงงาน Morioka Seiko Instruments Inc ก่อตั้งในปี 1970 (เดิมชื่อ Daini Seikosha) เพื่อเป็นฐานมั่นในการผลิตชิ้นส่วนกลไกนาฬิกา (Movements) ที่ทางไซโกประดิษฐ์คิดค้นเครื่องจักรบางชิ้นขึ้นใหม่สำหรับผลิตชิ้นส่วนเหล่านั้นโดยเฉพาะด้วย นาฬิการะบบกลไกของ Grand Seiko หรือ Mechanical 9S Series ทั้งหมดจึงถูกประกอบชิ้นส่วนด้วยมือขึ้นที่นี่
โดยมีส่วนที่เรียกว่า “Shiziku-ishi Watch Studio” ดูแลด้านการออกแบบชิ้นส่วน การประกอบชิ้นส่วน การปรับแต่ง จนถึงการตรวจสอบนาฬิการะบบกลไกแบบเรือนต่อเรือน ที่เราจะได้เห็นช่างฝีมือนั่งจดจ่ออย่างสมาธิอยู่ที่โต๊ะทำงานสไตล์ญี่ปุ่นดั้งเดิมที่เรียกว่า “Iwayadou Tansu”

ภายในสตูดิโอแห่งนี้เป็นแหล่งรวมช่างฝีมือระดับเกจิที่เรียกกันว่า Meister หรือ Specialist โดยจะแบ่งเป็นระดับ Gold, Bronze และ Silver ตามประสบการณ์วัดระดับฝีมือจากการแข่งขันทั้งภายในองค์กร และระดับประเทศ ทั้งยังให้ความสำคัญกับการถ่ายทอดภูมิปัญญางานช่างฝีมือจากรุ่นสู่รุ่นด้วย เพราะทักษะการประกอบชิ้นส่วนกลไกนาฬิกาขนาดเล็กจิ๋วที่ต้องมองผ่านกล้องไมโครสโคปนั้น ถือเป็นสุดยอดงานละเอียดที่ต้องใช้ทักษะความชำนาญสูง ว่ากันว่าเหล่า Meister ต้องสามารถปรับเปลี่ยนชิ้นส่วนที่มีระยะเพียง 1/100 มิลลิเมตรได้ด้วยมือ ซึ่งเป็นวินาทีการทำงานที่แทบจะต้องกลั้นหายใจกันเลยทีเดียว

จากต้นทางการผลิตชิ้นส่วน (Part Production) ที่มีมากกว่า 200 - 300 ชิ้น โดยชุดกลไกที่เป็นหัวใจสำคัญในการควบคุมเวลาของนาฬิกา ได้แก่ จักรกลอก (Balance Wheel) ลานสปริง (Mainspring) แพลเล็ทฟอรค (Pallet Fork) และ เอสเคปวีล (Escape Wheel) แต่ละชิ้นส่วนจะถูกนำมาประกอบเป็นกลไกนาฬิกา (Movement Assembly) ตามด้วยขั้นตอนการปรับแต่ง (Adjustment) เพื่อตรวจสอบตำแหน่งและความสมดุลของแต่ละชิ้นส่วน ตัวเครื่อง 9S Mechanical ของ Grand Seiko จะต้องผ่านการทดสอบอีกหลายขั้นตอนเพื่อให้มั่นใจว่าการทำงานของกลไกต่างๆ แม่นยำและเที่ยงตรงที่สุด รวมทั้งขั้นตอน “Grand Seiko Inpection” ซึ่งเป็นมาตรฐานการทดสอบอันเข้มงวดที่เป็นเอกลัษณ์เฉพาะของ Grand Seiko โดยจะต้องใช้เวลา 17 วัน (400 ชั่วโมง) ในการทดสอบตัวเครื่องภายใต้สภาพแวดล้อม อุณหภูมิ และตำแหน่งที่ต่างกัน

ความน่าสนใจอยู่ตรงนี้ คือ Grand Seiko จะกำหนดมาตรฐานการทดสอบไว้เหนือกว่ามาตรฐาน (สวิส) ทั่วไป ทั้งความแม่นยำสูงกว่า (อยู่ที่ -3 / +5 วินาทีต่อวัน) และการตรวจสอบถึง 6 ตำแหน่งไม่ใช่แค่ 5 ตำแหน่ง เท่านั้นยังไม่พอทาง Grand Seiko ยังกำหนดการปรับตั้งพิเศษของตัวเองที่เรียกว่า “V.F.A.” หรือย่อมาจาก “Very Fine Adjusted” กล่าวคือถ้าปรากฏอักษรย่อนี้บนหน้าปัดนาฬิการุ่นใด ให้มั่นใจได้ว่านาฬิกาเรือนนั้นมีความแม่นยำและเที่ยงตรงสูงสุดๆ ขนาดที่ว่าคลาดเคลื่อนเพียง +/- 1 นาทีต่อเดือนเท่านั้น! ถือเป็นการสร้างมาตรฐานความแม่นยำสูงสุดอีกขั้น ในแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับนาฬิกาข้อมือระบบกลไกที่ไหนมาก่อน


Tsutomu Ito ผู้ทำหน้าที่ปรับแต่งความแม่นยำของนาฬิกาให้ได้ตามมาตรฐาน V.F.A ของ Grand Seiko โดยเป็นช่างฝีมือระดับ Gold Meister ที่ได้รางวัล Comtemporary Master Craftsman อันทรงเกียรติจากรัฐบาลญี่ปุ่นมาครองด้วย
Hi-Beat 36000 V.F.A. SBGH265 รุ่นลิมิเต็ดฉลองครบรอบ 20 ปีของ Caliber 9S ที่ Nobuhiro Kosugi ดีไซเนอร์ระดับมาสเตอร์ของ Grand Seiko พัฒนาดีไซน์ขึ้นใหม่โดยอิงคุณลักษณ์ที่เป็นเอกลักษณ์ดั้งเดิมของ Caliber 9S ปี 1998 พร้อมตัวเครื่อง Caliber 9S85 ที่ความแม่นยำปรับแต่งเป็นพิเศษอยู่ที่ +3 / -1 วินาทีต่อวัน โดยรุ่นนี้สนนราคาอยู่ที่ 2 ล้านกว่าบาท!


หลังจากปี 1960 ที่ Grand Seiko เปิดตำนานสู่โลกนาฬิกาด้วยการเปิดตัวนาฬิการะบบกลไกไขลานด้วยมือเรือนแรกของญี่ปุ่นขึ้น และในปี 1967 ได้ให้กำเนิดรุ่น “44GS” ที่ให้กำเนิด “Grand Seiko Style” ด้วยโลโก้สิงโตผงาดสะท้อนความมุ่งมั่นในการ “King of Watch” ของ Grand Seiko จวบจนถึงทุกวันนี้ ประวัติศาสตร์หน้าสำคัญของนาฬิการะบบไกของ Grand Seiko ยังถูกบันทึกอีกครั้งในปี 1998 เมื่อได้กำเนิด Caliber 9S หรือนาฬิกากลไกระบบใหม่ขึ้น เพื่อเพิ่มความเที่ยงตรงให้สูงขึ้น (ตัวเครื่องความถี่ 8 รอบ และสำรองพลังงานได้ 72 ชั่วโมง) จากนั้น Caliber 9S ก็กลายเป็นรากฐานในการสร้าง Caliber ระบบกลไกที่เคลื่อนไหวแบบอัตโนมัติของ Grand Seiko ในรุ่นต่อๆ มา
วิวัฒนาการของ Caliber 9S พัฒนามาอย่างต่อเนื่อง จนถึงจุดสำคัญ คือการนำเทคโนโลยีทางวิศวกรรมที่เรียกว่า Micro Electro Mechanical Systems (MEMS) มาใช้เพื่อลดน้ำหนักของชิ้นส่วนกลไก และทำให้มันมีประสิทธิภาพและแม่นยำขึ้นมากขึ้น (โดยมีค่าความคลาดเคลื่อนเพียง 1/1,000 มิลลิเมตรเท่านั้น) ร่วมกับการพัฒนา “Spron” ขดสปริงวงกลมทำจากโลหะผสมระหว่างโคบอลต์และนิกเกิล ที่ทำให้ Hairspring และ Main Spring ของนาฬิกามีความยืดหยุ่น แข็งแรงทนต่อการกระแทกมากขึ้น และป้องกันคลื่นแม่เหล็กได้มากกว่า ส่งผลต่อความแม่นยำของนาฬิกามากขึ้น
ในปี 2009 Grand Seiko ได้เปิดตัว Caliber 9S85 “Hi-Beat 36000” หรือเรียกกันว่า 10-Beat คือตัวเครื่องแบบความถี่ 10 รอบ (ต่อวินาที) ซึ่งความถี่นั้นมีความสำคัญต่อนาฬิกาอย่างไร ให้ลองนึกถึงเวลาที่เราหมุนลูกข่างที่หมุนรอบเร็ว ลูกข่างจะหมุนนิ่ง นาฬิกาก็เหมือนกัน ยิ่งอัตราความถี่สูง ยิ่งทำให้เครื่องเดินเสถียรยิ่งขึ้น ซึ่งคือหัวใจของความเที่ยงตรงของนาฬิกานั่นเอง โดย Grand Seiko เป็นหนึ่งในไม่กี่แบรนด์ในโลกที่สามารถพัฒนาและผลิตเครื่องไฮบีทได้

Hi-Beat Caliber 9S85 “Hi-Beat 36000” (นาฬิกาอัตโนมัติ พร้อมกลไกการขึ้นลานด้วยมือ) เปิดตัวในปี 2009 ใช้เวลากว่า 40 ปีในการพัฒนาหลังจากพัฒนา Hi-Beat ตัวแรก โดยการพัฒนา Spron 610 แบบใหม่ที่ป้องกันแรงกระแทกและคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าได้มากขึ้น พร้อมกลไกที่สำคัญคือ Escape Wheel และ Pallet Fork ที่ใช้เทคโนโลย MEMS ทำให้ชิ้นส่วนมีน้ำหนักเบาขึ้น และพื้นผิวเรียบขึ้น ในขณะที่มีความแข็งแรงขึ้น ทำให้กลไกทำงานลื่นไหลไร้ที่ติ ตัวเครื่องแบบความถี่ 10 รอบ (ต่อวินาที) ที่ทำให้เพิ่มความแม่นยำในการบอกเวลายิ่งขึ้น (โดยเครื่องนี้ความแม่นยำอยู่ที่ +5 / -3 วินาทีต่อวัน) สำรองพลังงานได้ 55 ชั่วโมง

SBGJ235G ตัวเรือนคนเอกลักษณ์รูปทรงต้นแบบของรุ่น 44GS ในตำนาน แต่โดดเด่นด้วยหน้าปัดสีน้ำเงินบนแพทเทิร์นลวดลายภูเขาอิวาเตะ แห่งกำเนิดของนาฬิการะบบกลไกของ Grand Seiko ที่โรงงาน Morioka Seiko Instruments Inc นั่นเอง

คือการพัฒนาวิศวกรรมไมโครเทคโนโลยี สู่ศิลปะแห่งเรือนเวลาที่แม่นยำเหนือชั้นของนาฬิการะบบควอตซ์ และสปริงไดรฟ์ ภายใต้แบรนด์ Grand Seiko
จากภาคตะวันออกเฉียงเหนือของญี่ปุ่น ลงมายังภาคกลางในจังหวัดนากาโน่ ที่เมืองชิโอจิริ แหล่งออนเซนที่มีทิวทัศน์ทะเลสาบซูวา (Suwa) เป็นแลนด์มาร์กสวยงาม และเป็นที่ตั้งของโรงงาน Seiko Epson Corporation (เดิมชื่อ Suwa Seikosha) ที่นอกจากจะผลิตเครื่องพิมพ์และอุปกรณ์สำนักงานของ Epson แล้ว ยังเป็นแหล่งพัฒนาศาสตร์การผลิตกลไกจักรกลชั้นสูงที่ซับซ้อนของนาฬิกา Grand Seiko ได้แก่ เครื่องควอตซ์ (Quartz) และเครื่องสปริงไดรฟ์ (Spring Drive) ที่กล่าวได้ว่าเป็น “นาฬิกาพลังงานปริงเรือนเดียวในโลกที่เข็มนาฬิกาเคลื่อนไหวลื่นไหลและนุ่มนวล” จนนักสะสมนาฬิกาขนามนามให้ว่าเป็น “เข็มสะกดวิญญาณ” ซึ่งไม่มีนาฬิกาแบรนด์ไหนทำได้

ภายในโรงงานแบ่งออกเป็นหลายส่วน ทั้งแผนกวิจัยและพัฒนา (R&D) แผนก Advance Technology Workshop และแผนกที่รวบรวมช่างหัตถศิลป์ระดับมาสเตอร์ของประเทศไว้อย่าง “Shinshu Watch Studio” ดูแลส่วนผลิตกรอบนาฬิกา (Case) งานตกแต่งจิวเวลรี่ (Jewelry) ผลิตเข็มนาฬิกา (Dial) ผลิต Index งานดีไซน์หน้าปัด จนประกอบเป็นตัวเรือนสมบูรณ์
ภายใน Shinshu Watch Studio เข้มข้นด้วยเทคนิคงานแฮนด์คราฟ์ขั้นสูง ที่ต้องใช้ทักษะอันชำนาญของเหล่า “Takumi” (ช่างฝีมือ) ไม่ว่าจะเป็น ในกระบวนการการขัดเงาพื้นผิวแบบพิเศษที่เรียกว่า “Zaratsu” ซึ่งช่างต้องขัดพื้นผิวให้เหมือนกระจกที่เงาสะท้อนปราศจากการบิดเบือน การผลิตเข็มนาฬิกาที่จะต้องผ่านกระบวนการให้ความร้อนทีละเข็ม เผื่อให้สีเปลี่ยนเป็นสีฟ้า การแกะรูหนามเตยสำหรับใส่จิวเวลรี่ด้วยมือ และการเจียร/ตัดเหลี่ยมขอบเข็มนาฬิกาด้วยเพชร เพื่อให้ได้หน้าตัดที่เนี้ยบ จนถึงขั้นตอนสุดละเอียดพิถีพิถัน อย่างการประกอบชิ้นส่วนเป็นกลไกเครื่องควอตซ์ และเครื่องสปริงไดรฟ์ ที่เรือนนึงอาจใช้เวลาในการผลิตถึงกว่า 5-7 เดือนเลยทีเดียว

อย่างที่ได้เกริ่นไว้ว่า Seiko Epson Corporation คือโรงงานผลิตเครื่องควอตซ์ หรือตระกูล 9F ของ Grand Seiko แต่การผลิตเครื่องควอตซ์ของที่นี่ไม่เหมือนที่อื่น เพราะคิดค้นวิธีการผลิตควอตซ์ขึ้นเองด้วยการสังเคราะห์แร่คริสตัลแทนควอตซ์ธรรมชาติ ทำให้ผลึกคริสตัลมีความบริสุทธิ์ขึ้น ซึ่งส่งผลดีต่อความเสถียรของนาฬิกา ดังนั้นเครื่องควอตซ์ของ Grand Seiko จึสามารถปรับแต่งความเที่ยงตรงของนาฬิกาได้ (ตรงส่วน Regulation Switch) และถ้าควอตซ์หมดอายุการใช้งาน (ประมาณ 15 - 20 ปี) ก็สามารถเปลี่ยนเฉพาะชิ้นส่วน Quartz ได้โดยไม่ต้องยกเปลี่ยนทั้งเครื่องใหม่
กลไกเครื่องควอตซ์ตระกูล 9F ยังมีระบบ Twin Puls Control Motor คือการพัฒนามอเตอร์ควบคุมการส่งสัญญาณแบบคู่ ที่ทำให้นาฬิกาเดินเข็มเป็น 2 จังหวะใน 1 วินาที (ด้วยความเร็วเพียง 0.0005 วินาที ซึ่งเร็วขนาดนี้จึงไม่สามารถมองเห็นทันได้ด้วยตาเปล่า) และเป็นมอเตอร์ที่มีพลังสูงจนสามารถขับเคลื่อนเข็มนาฬิกาที่ทั้งหนาและใหญ่ (เพื่อคงดีเอ็นเอดีไซน์ของเข็มนาฬิกาที่มองเห็นได้ง่ายในแบบ “Grand Seiko Style” ไว้) อีกทั้งการแสดงผลวันที่ของเครื่อง 9F ยังเปลี่ยนรวดเร็วฉับไวในเสี้ยววินาที (แตกต่างจากแบรนด์อื่นที่จะค่อยๆ เปลี่ยนการแสดงผล) และยังมีสวิตซ์ให้สามารถปรับตั้งเครื่องได้เหมือนนาฬิการะบบกลไกด้วย เป็นต้น
สำหรับเครื่อง Spring Drive หรือนาฬิกาตระกูล 9R ของ Grand Seiko ที่ถือเป็นนวัตกรรมหนึ่งเดียวบนโลก เพื่อที่สุดของความเที่ยงตรงแม่นยำแห่งการบอกเวลา ที่ต้องใช้ระยะเวลาในการพัฒนาถึงกว่า 20 ปี จนได้รับกล่าวขานว่าเป็น “เข็มสะกดวิญญาณ” โดนเข็มวินาทีจะเคลื่อนไหวอย่างลื่นไหลจนสะกดสายตาไม่รู้ตัว จุดเด่นของนาฬิกาที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานจาก Main Spring คือมีอัตราความแม่นยำสูงมากจนคลาดเคลื่อนแค่เพียง 1 วินาทีต่อวันเท่านั้น
หัวใจของกลไกซับซ้อนสำหรับเครื่อง Spring Drive คือ การพัฒนา Tri-synchro หรือกูเรเตอร์ที่ผนวกระหว่างพลังงานกลไกล (จากเมนสปริง) พลังงานแม่เหล็ก (สำหรับเบรกที่ควบคุมการหมุนของโรเตอร์) และสัญญาณไฟฟ้า (สัญญาณ IC) เข้าด้วยกัน เพื่อควบคุมความเร็วในขณะที่ปริงคลายกำลังลงเพื่อให้การเคลื่อนไหวของเข็มวินาทีมีความเที่ยงตรง

รุ่นไฮไลท์ในกลุ่มเครื่อง Spring Drive ของ Grand Seiko คือ SBGA211 ที่หลายคนเรียกขานกันว่า “Snow Flake” เพราะแรงบันดาลใจในการออกแบบพื้นผิวหน้าปัดมาจากทิวทัศน์ธรรมชาติของหุบเขาชินชูในฤดูหนาว หิมะขาวโพลนที่ปลุกคุลมพื้นที่เมื่อโดนแรงลมพัดจึงเกิดเท็กซ์เจอร์ที่ละเอียดลออสวยงามขึ้น จึงเป็นที่มาของนาฬิกา Snow Flake รุ่นยอดนิยมที่ดีไซน์เรียบหรูสะท้อนความงามในแบบญี่ปุ่นอย่างแท้จริง

SBGA407G คงคุณสมบัติความเป็น “Snow Flake” เครื่องสปริงไดรฟ์ พร้อมเทคนิคการขัดพื้นผิวแบบ ที่ใช้เทคนิคที่เปลี่ยนโฉมหน้าปัดใหม่ให้เป็นสีฟ้าอ่อนแทนรุ่นก่อนๆ ที่มีเฉพาะสีขาวเท่านั้น
ทั้งสองโรงงานของ Grand Seiko แม้ที่ตั้งจะอยู่ห่างกันถึงกว่า 500 กิโลเมตร แต่ได้ผสานจิตวิญญาณและจุดมุ่งหมายเป็นหนึ่งเดียวกัน ให้เราสัมผัสได้ถึงความมุ่งมั่นและความเอาใจใส่พิถีพิถันในทุกอณูระดับไมโคร เพื่อความเที่ยงตรงแม่นยำสูงสุด ความชัดเจนในการอ่านค่า และความสวยงาม จนเป็นที่มาของการกำเนิดนาฬิกาที่เป็นสุดยอดของงานหัตถศิลป์แห่งเรือนเวลาระดับโลกที่ควรค่าแก่การครอบครองและจดจำ ในชื่อ Grand Seiko