สถาปัตยกรรมทรงล้ำสมัยที่มองเห็นยอดหอคอยสูงเด่นตระหง่านแต่ไกลบนถนนราชพฤกษ์นั้น ทำให้เรายิ่งประหลาดใจขึ้นไปอีกเมื่อได้รู้ว่าเป็นอาคารหลังใหม่ของวัดศีลมหาสนิท ที่นี่ไม่มีกลิ่นอายของสถาปัตยกรรมยอดแหลมสูงที่ตกแต่งด้วยงานสเตนกลาสหลากสีดูหรูหราโอ่อ่าในสไตล์โกธิค ไม่ใช่วัดกำแพงหนาที่โดดเด่นด้วยซุ้มประตูโค้งในสไตล์โรมาเนสก์ ซึ่งเป็นสองรูปแบบดั้งเดิมของวัดคริสต์ที่เราเคยเห็นในประเทศไทยนับตั้งแต่การเผยแพร่ศาสนาคริสต์ในสมัยอยุธยา เพราะสถานที่แห่งนี้นับเป็นวัดคริสต์ นิกายโรมันคาทอลิกสไตล์โมเดิร์นแห่งแรกในอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ ที่ถือกำเนิดขึ้น

ทำไมภาพวัดหลังคาจั่วทั่วไปจึงไม่อยู่ในสายตาของพระคาร์ดินัลฟรังซิสเซเวียร์ เกรียงศักดิ์ โกวิทวาณิช พระอัครสังฆราชมิสซังโรมันคาทอลิกกรุงเทพฯ ที่มอบหมายให้คุณมาโนช สุขชัย สถาปนิกแห่ง Triple One Architects เป็นผู้รับผิดชอบงานออกแบบอาคารใหม่ของวัดศีลมหาสนิท วัดหลังแรกที่สร้างขึ้นในสมัยท่านก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นพระอัครสังฆราช เราจึงได้เห็นสถาปัตยกรรมรูปทรงอสมมาตรที่ดูแปลกตา กับเส้นสายตั้งต้นจากพื้นดิน ก่อนไหลโค้งวนเป็นเส้นวงกลมของตัวอาคาร และทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าเป็นหอระฆังไม้กางเขนสูง

“พระคาร์ดินัลท่านมีความคิดก้าวหน้าสมัยใหม่อย่างมาก ท่านเคยเป็นอาจารย์สอนศิลปะผมสมัยเรียนมัธยม ก่อนที่ท่านจะเรียนอยู่ที่กรุงโรม อิตาลีอยู่หลายปี และเข้าสู่เส้นทางการเป็นพระสงฆ์ ในช่วงสเก็ตช์แบบเราวางคอนเซ็ปต์ไว้หลายอย่าง แต่พระคาร์ดินัลท่านสนใจนำแบบสเก็ตซ์ดีไซน์โมเดิร์นที่เล่นกับเส้นวงกลมมาพัฒนาต่อ ซึ่งผมก็คิดในใจว่าลำบากแล้ว เพราะเป็นแบบยาก (หัวเราะ) ”

 คุณมาโนชเป็นสถาปนิกที่คร่ำหวอดในวงการออกแบบวัด โรงเรียน และอาคารในพระศาสนจักรคาทอลิคแห่งประเทศไทยมาแล้วหลายแห่ง จึงรู้ดีว่าการออกแบบวัดแต่ละหลังต้องอาศัยการพิจารณาบริบทโดยรอบ รวมทั้งศึกษาถึงประวัติและความหมายของชื่อวัดด้วย ในครั้งนี้ชื่อของวัดศีลมหาสนิทเป็นที่มาของการออกแบบผังพื้นที่อาคารเป็นวงกลมตามรูปทรงของแผ่นศีลที่ใช้ในพิธีศีลมหาสนิท โดยอาคารทรงกลมนั้นยังสอดคล้องลงตัวกับพื้นที่ตั้งที่เป็นสามเหลี่ยมได้อย่างดี ที่สำคัญความเชื่อทางด้านศาสนาของคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกยังถูกนำมาขมวดและคลี่คลายสู่รูปทรงของวัดครั้งนี้ด้วย “เราเชื่อว่ามนุษย์เราเกิดมาจากดิน สุดท้ายกายดับก็กลับสู่ดิน ส่วนจิตวิญญาณผู้ทำความดีจะได้ขึ้นสวรรค์ จึงเป็นที่มาของรูปทรงสถาปัตยกรรมที่เหมือนโผล่ออกมาจากพื้นดิน ต่อเนื่องมาสู่บริเวณพื้นที่อาคารโบสถ์ที่เสมือนการจำลองเวทีชีวิตของมนุษย์ โดยยอดหอคอยไม้กางเขนคือสัญลักษณ์การนำไปสู่สวรรค์”

โดยพื้นที่หลักสำหรับประกอบพิธีกรรมทางศาสนานั้น ประกอบด้วยสักการะสถาน (Sanctuary) ซึ่งจะมีพระแท่นสำหรับให้พระสงฆ์​ประกอบพิธีกรรมและอ่านพระคัมภีร์ โดยในส่วนนี้พระคาร์ดินัลเป็นผู้ลงมือสเก็ตช์แบบเอง ด้านบนของสักการะสถานมีประติมากรรมรูปปั้นของพระเยซูและพระแม่มารีในสไตล์โมเดิร์นที่ไม่ใช่รูปปั้นเสมือนจริงทั่วไป โดดเด่นเป็นสง่าอยู่ตรงกลาง ในส่วนนี้สถาปนิกออกแบบให้มีสกายไลท์เป็นช่องให้แสงธรรมชาติส่องลงมาตรงบริเวณรูปปั้นพระเยซูพอดี เพื่อเพิ่มแสงในเวลากลางวัน ในขณะที่ผนังส่วนอื่นของอาคารเป็นโทนขาวเรียบทั้งหมด แต่บริเวณแท่นสักการะปูด้วยผนังอิฐเทียม เพื่อจำลองบรรยากาศเหมือนคอกแกะในอิสราเอลสมัยโบราณที่ก่อด้วยหิน ในส่วนของพื้นที่ชุมนุมภายในโบสถ์นี้สามารถรองรับคนได้ประมาณ 300 คน พร้อมกับมีม้านั่งที่ออกแบบให้โค้งตามพื้นที่ ซึ่งข้อดีของดีไซน์ผนังกระจกเปลือยแบบ frameless ทำให้ผู้ร่วมพิธีที่อยู่ด้านนอกก็สามารถมองเห็นพิธีข้างในได้ชัดเจน

ความโมเดิร์นของวัดแห่งนี้ถูกถ่ายทอดผ่านทั้งรูปทรง โทนสีเรียบสะอาดตา การเลือกใช้วัสดุสมัยใหม่อย่าง ผนังและหลังคากระจก และระบบหลังคาผ้าใบแรงดึงสูง (Tension Membrane) ซึ่งที่นี่เป็นวัดหลังแรกในอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ ที่ใช้วัสดุนี้ ร่วมกับวัสดุแบบเก่าอย่างผนังหินล้าง ส่วนที่เป็นไฮไลท์ของอาคารที่มองเห็นได้ในระยะไกลนอกจากหอระฆังไม้กางเขนสูงราว 50 เมตรแล้ว ก็คือโครงสร้างหลังคา ที่แดดจะส่องกระทบกับวัสดุโลหะบนหลังคาจะทำมุมหักเหเกิดแสงเงาเหลื่อมล้ำกันไปมาคล้ายเปลือกหอย ภายในยังออกแบบคานให้เป็นเส้นไขว้สอดรับกับความโค้งของหลังคาด้วย

นอกจากส่วนวัดใหญ่สำหรับประกอบพิธีมิสซาในวันอาทิตย์แล้ว ยังออกแบบให้มีส่วนของวัดน้อย สำหรับผู้ที่ต้องการทำพิธีมิสซาในช่วงวันธรรมดา ซึ่งรองรับคนได้ประมาณ 30 คน ทำให้ไม่ต้องเปิดโถงใหญ่เพื่อช่วยประหยัดค่าไฟลงได้  นอกจากพื้นที่สำหรับทำกิจกรรมทางศาสนา อย่าง ห้องสารภาพบาป ศาลาสงบ (สำหรับพิธีสวด) ห้องแต่งตัวพระสงฆ์และเก็บเครื่องพิธี  ห้องทำงานของพระสงฆ์ ห้องประชุม และห้องสอนคำสอนแล้ว ยังมีห้องแม่และเด็กเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับครอบครัวสมัยใหม่ที่พาลูกเล็กมาโบสถ์ด้วย

หลังจากใช้เวลากว่า 5 ปีสำหรับขั้นตอนการออกแบบและก่อสร้าง ในที่สุดวัดหลังใหม่ของวัดศีลมหาสนิทก็ใกล้เสร็จสมบูรณ์แล้ว “ผมต้องขอบคุณพระเป็นเจ้าที่อยู่เบื้องบน และขอบคุณพระคาร์ดินัลที่มีวิสัยทัศน์ หากท่านไม่เลือกแบบดีไซน์นี้ เราก็จะไม่ได้เห็นงานสไตล์ใหม่เกิดขึ้น ท่านช่วยนำในสิ่งที่เราไม่กล้าทำ ท่านเสมือนเป็นกำแพงให้เราพิงเลยก็ว่าได้ สำหรับผมที่นับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกอยู่แล้วนั้น ในการทำงานตรงนี้ผมมีความศรัทธาเต็มร้อย กลั่นกรองอย่างดีที่สุด และต่อให้ยากอย่างไรก็ต้องทำให้สำเร็จจุดประสงค์เพื่อพระเจ้า เพราะผมมีคติว่า งานเป็นของพระ ฉันเป็นเครื่องมือเท่านั้น”

สถานที่แห่งนี้นอกจากจะเป็นศาสนสถานศูนย์รวมจิตใจคริสตชนหลังใหม่แล้ว ยังเป็นแลนด์มาร์กแห่งใหม่ที่มีคุณค่าด้านงานสถาปัตยกรรม และทำให้คนสนใจอยากศึกษาคริสตศาสนาในประเทศไทยมากขึ้นด้วย